หลี่เป่า น้องสาวคนเล็ก
บทที่ 42 เหลวไหล
ณ ท้องพระโรง
เหล่าขุนนางยืนเข้าแถวเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ บนบัลลังก์ทองมีบุรุษวัยกลางคนหน้าตาคมเข้ม รัศมีความน่าเกรงขามแผ่กระจายไปทั่วทั้งบริเวณ
"คนจากเมืองทังโจวมาแล้วงั้นหรือ?"
"ทูลฝ่าบาทพวกเขามารออยู่ด้านนอกแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
"ดีๆ พาเข้ามาเลย"
หลังฮ่องเต้กล่าวจบ ขันทีคู่กายก็ทำหน้าที่เรียกตัวขุนนางเมืองทังโจวเข้ามาในท้องพระโรงทันที
เหล่าขุนนางจากเมืองทังโจวล้วนรู้สึกตื่นเต้นจนมือไม้วางไม่เป็นที่ แต่เมื่อเข้ามาด้านในพวกเขาก็สงบใจลง ก้าวเข้ามาและถวายความเคารพอย่างพร้อมเพรียง
"ถวายบังคมฝ่าบาท ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปีหมื่นๆ ปี"
"ตามสบาย"
"ขอบพระทัยฝ่าบาท"
"ว่าแต่...ใครคือผู้ที่เป็นต้นคิดเรื่องเงินทังโจวครั้งนี้"
เมื่อทุกคนยืนขึ้น ฮ่องเต้ก็เอ่ยออกมาอย่างอารมณ์ดี แม้ฝูเฟิ่งจะกันหลี่ต้าออกไปแล้ว แต่เขาก็ไม่กล้าที่จะเอ่ยเอาความดีความชอบใส่ตัว ทำให้ทั่วท้องพระโรงเงียบสงัด เสนาบดีไป๋ที่เห็นเช่นนั้นก็เอ่ยขึ้นว่า
"ทูลฝ่าบาท กระหม่อมว่าความคิดนี้น่าจะเป็นของเจ้าเมืองผู้มีวิสัยทัศน์กว้างใกล้ ใช่หรือไม่ใต้เท้าฝู"
ฝูเฟิ่งนิ่งไปนิดหนึ่ง ความคิดสองความตีกันในหัว แต่เพื่อความอยู่รอดและความก้าวหน้าในชีวิต ทำให้เขาเอ่ยตอบรับขึ้นว่า
"เป็นเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ ข้าน้อยเป็นคนต้นคิดเรื่องนี้เอง"
"ดีมากๆ ก่อนเราจะตกรางวัล เจ้าช่วยอธิบายกลไกการใช้เงินทังโจวให้ทุกคนได้รับรู้อีกทีหรือไม่ ข้าอยากให้ขุนนางที่ดูแลเรื่องการจัดเก็บภาษีท้องถิ่นได้ศึกษาและนำไปปรับใช้กับที่อื่นๆ ด้วย"
ฝูเฟิ่งที่ได้ยินเช่นนั้นก็ตอบรับ และเริ่มเล่าวิธีการทำงานของเงินทังโจวให้ทุกคนได้รับรู้ เนื่องจากเขาคิดมาแล้วว่าต้องมีคำถามนี้อย่างแน่นอน ดังนั้นฝูเฟิ่งจึงศึกษาและทำการบ้านมาเป็นอย่างดี
"ทูลฝ่าบาท ข้าน้อยมีข้อสงสัยในเรื่องนี้ ไม่ทราบจะขอถามสิ่งที่สงสัยกับใต้เท้าฝูได้หรือไม่ พ่ะย่ะค่ะ"
"เป็นเช่นนี้ก็ดี พวกท่านหากมีข้อสงสัยสามารถถามได้อย่างเต็มที่ เพราะหากพวกท่านจะนำไปใช้จะได้ไม่เกิดปัญหาขึ้น"
"เป็นพระมหากรุณาธิคุณพ่ะย่ะค่ะ"
กล่าวจบเขาก็หันไปหาฝูเฟิ่งก่อนจะถามขึ้นว่า
"ใต้เท้าฝูใครคือคนที่รับภาระส่วนต่างของเงินที่แลกเปลี่ยนจาก 1เหวินไปเป็น 1.5 ทังโจวงั้นหรือ?"
"เป็นคหบดีตระกูลหลี่เป็นผู้รับภาระขอรับ"
"คหบดี? แล้วท่านมั่นใจได้อย่างไรว่าเขาจะไม่นำเงินเหวินที่ถูกแลกเชิดหนีไป จำนวนเงินนั่นมันไม่ใช่น้อยๆ เลยนะ"
"เอ่อ...เพราะเขาเป็นน้องชายของขุนนางท้องถิ่นท่านหนึ่ง ข้าถึงได้มั่นใจขอรับ"
"เป็นน้องชาย? ขนาดพ่อลูกยังฆ่ากันตายเพื่อเงินเพียงไม่กี่ตำลึง แล้วเป็นพี่น้องจะไว้ใจได้อย่างไรกัน???"
อย่างไรก็ตามแม้จะศึกษามาดีแล้ว แต่เขาเป็นบัณฑิตไม่ใช่พ่อค้า เมื่อเจอคำถามของเสนาบดีกรมคลัง เขาก็ชะงักและพยายามคิดถึงวิธีแก้ไข แต่คิดอย่างไรก็คิดไม่ออก เสนาบดีไป๋เองก็พยายามคิดวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ขณะที่เขากำลังจะเอ่ยสิ่งใดออกมา ขุนนางจากเมืองทังโจวผู้หนึ่งก็เอ่ยขึ้นว่า
"เพราะใต้เท้าหลี่ผู้เป็นพี่ชายคือต้นคิดเรื่องเงินทังโจวครั้งนี้ขอรับ"
"ผู้ใดคือใต้เท้าหลี่??"
ฮ่องเต้ที่ได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกสงสัย จึงเอ่ยถามหาคนต้นคิดเรื่องเงินทังโจว แต่ขุนนางจากเมืองทังโจวล้วนพากันเงียบโดยมิได้นัดหมาย ส่งผลให้ฮ่องเต้รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาเล็กน้อย
"พวกเจ้าเป็นใบ้กันไปหมดหรือยังไง!!"
"ใต้เท้าหลี่รักษาการเจ้าเมืองทังโจวแทนท่านเจ้าเมือง เลยไม่ได้ตามมาด้วยพ่ะย่ะค่ะ"
"เหลวไหล!! ข้าเรียกให้พวกเจ้าทุกคนมาเพื่อตกรางวัล นั่นก็หมายความว่าข้าเรียกทุกคนที่เกี่ยวข้องกับความคิดเรื่องเงินทังโจว แต่เจ้ากลับไม่ให้คนต้นคิดมาเนี่ยนะ เฮอะ นี่พวกเจ้าเห็นข้าเป็นหัวหลักหัวตอหรืออย่างไร!!!"
"ขอพระราชทานอภัยพ่ะย่ะค่ะ"
ขุนนางทั่วทั้งท้องพระโรงต่างคุกเข่าลงและพูดอย่างพร้อมเพรียงกัน ทำให้ฮ่องเต้ลุกขึ้นยืนก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงน่าเกรงขามขึ้นว่า
"หากอีกสามวันพวกเจ้าไม่สามารถนำใต้เท้าหลี่ผู้นั้นมาหาข้าได้ ทุกคนในที่นี้ก็จงไปกินข้าวแดงรอก็แล้วกัน!!"
กล่าวจบฮ่องเต้ก็เดินออกจากท้องพระโรงด้วยความหงุดหงิด ส่งผลให้ทั่วท้องพระโรงตื่นตระหนก บางคนถึงขั้นเดินไปตำหนิฝูเฟิ่งเจ้าเมืองทังโจว ทั้งยังขู่ว่าหากเขาไม่พาหลี่ต้ามาในอีกสามวัน ไม่ต้องถึงมือฮ่องเต้เป็นคนจัดการ พวกเขาจะจัดการกับฝูเฟิ่งเอง โทษฐานที่ทำให้พวกเขาโดนหางเลขไปด้วย
ฝูเฟิ่งกับเหล่าขุนนางเมืองทังโจวถึงกับเหงื่อซึม พวกเขารีบส่งม้าเร็วกลับไปที่เมืองทังโจวเพื่อนำตัวหลี่ต้ามาที่เมืองหลวงโดยเร็วที่สุด
ฮ่องเต้ที่กำลังหงุดหงิดเดินออกมาจากท้องพระโรง หันไปหากงกงคนสนิทให้พาขบวนเสด็จไปที่ตำหนักสนมไป๋ผู้มียศเป็นเฟย นางเป็นบุตรบุญธรรมของเสนาบดีไป๋ที่ส่งเข้าวังมาเมื่อสามปีก่อน
ด้วยความฉลาดและช่างเอาใจทำให้เขารู้สึกโปรดปรานนางเป็นพิเศษ แม้นางจะไม่งดงามเท่าสนมนางอื่น แต่กลับมีเสน่ห์อย่างน่าประหลาด
เมื่อมาถึงตำหนักสนมไป๋ เสียงดนตรีขับกล่อมที่ก้องกังวานมาถึงหน้าตำหนัก ทำให้อารมณ์หงุดหงิดของเขาเย็นลง ช่างเป็นจังหวะที่ประจวบเหมาะจริงๆ
สตรีในตำหนักเมื่อรู้ถึงการมาของฮ่องเต้ก็หยุดเล่นดนตรี ถวายความเคารพตามธรรมเนียมปฏิบัติ
"ถวายบังคมฝ่าบาท ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปีหมื่นๆ ปีเพคะ"
"ตามสบายเถอะ"
"ทรงกริ้วใครมาหรือเพคะ?"
"ก็พวกขุนนางหน้าเหม็นพวกนั้นน่ะสิ เฮอะ ว่าแต่เจ้ากำลังเล่นเพลงอะไรอยู่หรือ"
"ทรงได้ยินด้วยหรือเพคะ หม่อมฉันกำลังเล่นเพลงนกน้อยโบยบินเพคะ"
"นกน้อยโบยบินงั้นหรือ น่าสนใจจริงๆ ไหนเจ้าลองเล่นให้เราฟังอีกครั้ง ได้หรือไม่"
"เพคะ"
กล่าวจบสนมไป๋ก็เริ่มบรรเลงเพลงที่นางกำลังเล่นอยู่ก่อนหน้าให้อีกฝ่ายฟัง
'~นกน้อยคอยฝึกโบยบิน
คิดโผผินกลับวังดุจฟ้า
หนาวจับใจบินไปบนนภา
ไหนเลยจะมาถึงได้ดั่งฝัน...~'
ดนตรีใสกระจ่างเสียงร้องกังวานใส ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกผ่อนคลายลงราวกับไม่เคยรู้สึกโกรธเกรี้ยวมาก่อน
เมื่อเพลงจบลงเขาก็เรียกสนมรักมานั่งเพื่อพูดคุยเรื่องวันนี้เป็นเพื่อน สนมไป๋เป็นสนมคนเดียวที่ฮ่องเต้ยินยอมให้ออกความคิดเห็นเรื่องการเมือง เพราะเขารู้สึกว่านางมักจะมีความคิดดีๆ หรือไม่ก็ช่วยรับฟังเขาอย่างเข้าใจ ไม่เหมือนสนมคนอื่น
เมื่อนางได้ฟังเรื่องราวในวันนี้จบลงก็ยิ้มน้อยๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
"ฝ่าบาท ข้าว่ามิใช่ท่านเจ้าเมืองต้องการได้ความดีความชอบหรอกเพคะ ใต้เท้าหลี่ผู้นั้นอาจจะติดภารกิจถึงไม่ได้มาด้วย หรือบางทีอาจจะมีอะไรที่เราไม่รู้ก็ได้นะเพคะ"
ฮ่องเต้ที่ได้ยินเช่นนั้นก็แค่นเสียงออกมาทีหนึ่ง เมื่ออารมณ์เย็นลงเขาก็ไม่สนใจเรื่องพวกนี้อีก เขาหันไปพูดคุยเรื่องอื่นกับสนมคนโปรด ไว้รออีกสามเขาก็จะได้รู้เอง
สนมไป๋ทำหน้าที่ของสนมได้เป็นอย่างดี หลายปีก่อนเสนาบดีไป๋คิดจะหาสตรีตระกูลไป๋เข้าไปคอยดูความเคลื่อนไหวของฮ่องเต้ จึงส่งสตรีเข้าไปชิมลางอยู่หลายคน
โชคดีของต้าหนี่ที่นางทำให้ฮ่องเต้สนใจ ดังนั้นเสนาบดีไป๋จึงตัดสินใจรับต้าหนี่เป็นบุตรบุญธรรมและส่งเข้าวังถวายตัวเป็นสนม เพียงไม่กี่ปีนางก็สามารถถีบตัวเองขึ้นจากสนมขั้นต่ำสุดขึ้นเป็นสนมขั้นเฟยได้สำเร็จ
นางหลงระเริงในอำนาจจนลืมไปแล้วว่าจุดประสงค์ที่ทำร้ายเพื่อน ทำร้ายค่ายที่คอยเลี้ยงดูตนเองมาคือสิ่งใด ตอนนี้จุดมุ่งหมายของนางคือการไต่ขึ้นไปจุดสูงสุดของตำแหน่งสนมเท่านั้น