เช้าวันถัดมาจ้าวอิงตื่นขึ้นพร้อมกับรุ่งสางมองข้างๆยังเห็นเสี่ยวเป่ายังหลับอยู่ นางได้แง้มประตูออกมาดูด้านนอก
ตอนนี้ในครัวมีควันจากเตาลอยออกมาแล้วนางจึงรีบล้างหน้าล้างตา จัดการตัวเองให้เรียบร้อย แล้วเดินเข้าครัวทันที
เห็นจางซื่อกำลังนั่งหน้าเตาเติมเชื้อไฟอยู่เห็นได้ว่าตื่นมาพักใหญ่แล้ว ข้าวในหม้อเป็ข้าวข้นจางซื่อไม่รังเกียจที่จะใช้ข้าวของที่จ้าวอิงซื้อหามาอีกแล้ว
“ท่านแม่ให้ข้าทำเถิดเ้าค่ะ”
จ้าวอิงเดินเข้าไปในครัว
“ไม่ต้อง ๆ เื่ทำอาหารให้ข้าทำเถอะ เดี๋ยวจะเข้าป่ามิใช่หรือไม่เตรียมตัวเถอะ”
จางซื่อปฏิเสธ
ได้ยินดังนั้นจ้าวอิงก็ไม่ฝืนเช่นกัน นางพยักหน้าแล้วบอกจางซื่อว่า
“ท่านแม่ข้าวของในครัวท่านใช้ได้เลยนะเ้าคะ ไม่ต้องประหยัดมากเกินไปยังไงเื่ปากท้องก็สำคัญที่สุด ยาของท่านพ่อก็อยู่ตรงนี้นะเ้าคะข้าไปเตรียมตัวก่อนแล้ว”
จางซื่อพยักหน้าแล้วตอบว่า
“ได้”
นางมองจ้าวอิงเดินออกไปพลางคิดในใจว่าจะเป็แบบนี้ได้อีกกี่วัน ถ้านางเป็แบบนี้ได้ตลอดไปคงจะดีไม่น้อยแอบถอดถอนใจอย่างแ่เบา
มื้อเช้าวันนี้มีข้าวต้มสีขาวข้นคลั่กมิใช่น้ำข้าวใส ๆ ดังวันก่อน และยังมีเครื่องในตุ๋นของมื้อเย็นที่กินไม่หมดอีกด้วยทำให้มื้อเช้านี้ดีมากทีเดียว
แต่เนื้อตุ๋นนี้ไม่สามารถกินมื้อเที่ยงได้อีกแล้วเนื่องด้วยอากาศที่ยังร้อนอยู่อาหารบูดเสียได้ง่ายมาก
“น่าเสียดายเนื้อยังเหลืออีกนิดหน่อย พ่อเ้ากินให้หมดเลยนะ”
จางซื่อมองเครื่องในที่ยังเหลืออีกเกือบครึ่งถ้วยอย่างเสียดาย
“ได้สิเ้าก็กินเยอะ ๆ”
พ่อลู่บอกกับจางซื่อ
“กินไม่ไหวแล้วสองมื้อมานี้ข้าคงกินเยอะที่สุดในชีวิตแล้ว”
“ใช่ขอรับอาหารวันนี้กับเมื่อวานอร่อยที่สุดในชีวิตข้าแล้ว”
เสี่ยวเป่าก็เข้าร่วมวงสนทนากับพวกผู้ใหญ่เช่นกัน
“หลังจากนี้เราจะกินของอร่อยๆทุกวันเลย ดีหรือไม่”
จ้าวอิงฟังทั้งโต๊ะคุยกันแม้จะเป็ประโยคง่าย ๆ แต่ไม่รู้เหตุใดนางจึงจุกในอกเหลือเกิน
“ดีที่สุดขอรับท่านแม่”
เสี่ยวเป่ายังคงสดใสอยู่เช่นเดิม
หลังกินข้าวเสร็จจ้าวอิงเก็บถ้วยชามไปล้างโดยมีเสี่ยวเป่ามาช่วยนางด้วย แม้ว่าเขาจะยังเงอะงะอยู่บ้างแต่เขาก็ตั้งใจเต็มที่จนเหงื่อเม็ดเล็ก ๆผุดออกมาตรงปลายจมูก
นางเอ็นดูเด็กคนนี้จากใจจริงเขาช่างรู้ความเป็ที่สุด ไม่รู้มารดาแท้ ๆคิดอันใดอยู่ถึงได้ใจดำกับเด็กคนนี้ได้ถึงเพียงนั้น
ก่อนขึ้นเขาจ้าวอิงกำชับพ่อลู่ว่าอยู่แต่ในบ้านเคลื่อนไหวขาให้น้อยที่สุด าแจะได้หายเร็วขึ้น และย้ำเสี่ยวเป่าให้ดูแลท่านปู่ของเขาให้ดีเสี่ยวเป่าตอบรับอย่างขันแข็ง
เมื่อข้ามแม่น้ำมาก็เริ่มเข้า่ป่าทางเดินแรกเริ่มเป็แนวหิน ทั้งก้อนใหญ่ก้อนเล็ก และแนวไผ่ที่ลำต้นใหญ่ทีเดียวเมื่อสังเกตแล้วก็รู้ได้ว่านี้เป็ไผ่หวานที่มีหน่อขนาดใหญ่สามารถนำมาทำอาหารได้แถมยังรสชาติดีอีกด้วย
เดินเข้ามาได้สักระยะจะผ่านทุ่งหญ้าเตี้ยๆ เหมือนเป็เส้นแบ่งเขตอย่างไรอย่างนั้น เมื่อผ่านแนวหญ้าเข้ามาก็เข้าเขตป่าทึบ
เดินเข้ามาระยะไม่เกินห้าเมตรแสงแดดที่ส่องมาน้อยลงทันทีคล้ายกับเป็คนละโลกกับทุ่งหญ้าเมื่อครู่ ป่าทึบแห่งนี้เต็มไปด้วยต้นสนต้นพยุง ไม้แดง ไม้เนื้อแข็งอื่น ๆ ขึ้นสลับกัน ดอกไม้ป่า กล้วยไม้ป่า
มีผลไม้ป่าบ้างแต่ยังไม่ได้ดูให้แน่ชัดว่าสามารถกินได้หรือไม่ไว้นางค่อยมาดูอีกครั้ง และยังพบกุหลาบเลื้อยอีกด้วยส่วนสัตว์ป่าที่พบมีทั้งกระต่าย กระรอก งูทั้งที่มีพิษ และไม่มีพิษโชคดีที่นางเตรียมสมุนไพรไล่งูและแมลงติดมาด้วย แต่ไม่พบร่องรอยสัตว์ใหญ่คาดว่าน่าจะอยู่ลึกเข้าไปอีก
เดินลึกเข้ามาเกือบหนึ่งชั่วยามจ้าวอิงพบกับธารน้ำตก ที่ลดหลั่นกันมาเป็่ ๆ แต่ละขั้นไม่สูงมากระยะกว้างประมาณ สิบถึงสิบห้าเมตรได้ ปลาที่กินเนื้อได้ ก็มากมายเช่นกันกำลังว่ายแข่งกับกระแสน้ำอยู่
พื้นดินรอบๆพบร่องรอยของสัตว์ใหญ่ มาดื่มน้ำบริเวณนี้ จากที่เห็นน่าจะมีทั้ง ม้าสัตว์ตระกูลวัวกระทิง และยังมีรอยเท้าเสืออีกด้วยแถมยังสดใหม่ไม่เกินสามวันที่ผ่านมา หากวางกับดักใกล้ ๆ นี้นางมั่นใจว่าต้องได้สัตว์แน่นอน
“ป่านี้อุดมสมมบูรณ์ดีจริงๆ”
นางพูดกับตัวเอง
เมื่อคิดได้ก็ลงมือทำทันทีจ้าวอิงขุดหลุมลึกประมาณ่เอว จากนั้นนำไม้ไผ่ตัดให้แหลมแล้วปักไว้ด้านล่างและนำสมุนไพรล่อสัตว์และเนื้อสดจากห้วงมิติออกมาวางด้านล่างอีกสองวันค่อยมาตรวจสอบอีกครั้ง
แผนการวันนี้คือเข้าป่าแล้ว ‘โชคดี’ได้เห็ดหลินจือสองสามดอกจึงไม่ได้รีบร้อนออกจากป่า เพียงเดินกลับทางเดิมแล้วเก็บสมุนไพรป่า ผักป่า
นางยังพบเคลือมันหวานป่าอีกด้วยดูจากเถาเครือแล้วคาดว่าอีกครึ่งเดือนน่าจะเก็บเกี่ยวได้ถ้าเก็บเกี่ยวได้จ้าวอิงจะนำไปทำพันธุ์เพาะปลูกที่บ้าน แน่นอนว่าของจริงที่ลงปลูกย่อมเป็สายพันธุ์จากสวนในห้วงมิติของนางเองนั้นเป็สายพันธุ์เบนิฮารุกะของญี่ปุ่นที่นางชื่นชอบ ฮิฮิ! แค่คิดก็มีความสุขแล้ว
เมื่อดูจากแสงแดดคาดว่าน่าจะเลยมื้อกลางวันมาแล้วชาวบ้านทั่วไปกินข้าวเพียงสองมื้อเท่านั้นคือเช้าและเย็น เวลากลางวันจะเพียงพักเหนื่อยชั่วครู่แล้วทำงานต่อ หนึ่งก็เพื่อได้ปริมาณงานที่มากที่สุด และสองเพื่อประหยัดเสบียง
จ้าวอิง้าให้ที่บ้านกินอาหารสามมื้อเหมือนยุคปัจจุบันและปรับโภชนาการของครอบครัวให้ดีขึ้นดังนั้นั้แ่พรุ่งนี้เป็ต้นไปนางจะต้องให้แม่สามีนาง ทำอาหารสามมื้อให้ได้ หากไม่ได้นางจะลงมือทำเองดูสิถ้าทำไปแล้วพวกเขาจะกินหรือไม่
ก่อนกลับนางยังทดลองนำเมล็ดผัดบ้างอย่างเช่นผักกาดกว้างตุ้งผักบุ้งน้ำ และสมันไพรสองสามอย่างลงปลูกไว้ข้างๆลำธารเผื่อว่าพวกมันจะเติบโตที่นี่ได้
เดินออกจากป่าก็ใช้เวลาเกือบสองชั่วยามเมื่อกลับถึงบ้านก็เลยเวลาที่จะเข้าไปตำบลเพื่อขายสมุนไพรแล้ว นางเดินลัดเลาะออกมาจากป่าผ่านเข้ามาทางด้านหลังบ้าน ตอนนี้ไม่พบใครที่หลังบ้านเลยนางจึงได้นำกระบุงที่แบกมาวางไว้ในครัวก่อนจะเดินออกไปดูที่ลานหน้าบ้าน
เมื่อเข้าไปในลานบ้านก็พบกับกองไม้ที่เพิ่งตัดมาใหม่และช่างอีกสามสี่คนที่มาเริ่มซ่อมแซมบ้านซึ่งวันนี้พ่อลู่ให้เริ่มจากฝั่งของห้องจ้าวอิงก่อน
วันถัดไปค่อยซื้อกระเบื้องและซ่อมแซมฝั่งที่สองสามีภรรยาลู่พักอยู่เมื่อช่างไม้ที่มาทำงานเห็นจ้าวอิงเดินเข้ามาก็ชะงักไปชั่วครู่นางรับรู้ถึงสายตารังเกียจและแปลกใจจากคนเ่าั้แต่ก็แค่พริบตาเดียวก็หันไปทำงานต่อ
จ้าวอิงพอใจอย่างมากอย่างน้อยคนเหล่านี้ก็เพียงมีภาพจำของจ้าวอิงอิงเท่านั้น แต่ก็ไม่ได้ว่ากระไรมีงานก็ทำงานของพวกเขา ไม่เหมือนผู้หญิงปากตลาดหลายคนที่เป็ศัตรูกับนางพวกผู้ชายก็เพียงมองจากนั้นหันกลับไปทำงานของตัวเองต่อไป
พ่อลู่เห็นจ้าวอิงกลับมาแล้ว เขาจึงเรียกนางไว้เพื่อคุยกับท่านลุงรองหวัง
“อาอิงมาทางนี้ก่อน” เขาเรียก
“เ้าค่ะท่านพ่อ”จ้าวอิงเดินเข้าไปหาอย่างรวดเร็ว
“จากที่ได้คำนวณดูแล้วกระเบื้องต้องเปลี่ยนเกือบทั้งหมดเลยพ่อเลยปรึกษากับลุงรอง ว่าจะเสริมคานแล้วเปลี่ยนใหม่ทั้งคานทั้งกระเบื้อง”
“ได้เ้าค่ะ เอาที่ท่านพ่อเห็นสมควรเลย ส่วนเื่ค่าใช้จ่ายท่านลุงรองหวังคำนวณมาได้เลยนะเ้าคะ”
ลุงรองหวังมองจ้าวอิงด้วยสายตาแปลกประหลาดทั้งไม่เชื่อ แปลกใจ และดูถูก
จ้าวอิงเห็นสายตาเขาก็มิได้ว่าอะไรนางยังคงยิ้มบางๆเช่นเดิม แต่ภายในใจก็ใช่จะยิ้มเหมือนภายนอก
‘เหอะ!! ดูถูกนางงั้นหรือ วันข้างหน้ายังไม่แน่ว่าใครจะพึ่งใคร’
ลุงรองหวังเองก็ไม่ได้มีอคติกับจ้าวอิงอิงมากนักเขาไม่ได้เกลียดแต่ก็ไม่ได้ชื่นชอบเช่นกันหากไม่มีลู่ซานถิงเขาก็คร้านจะยุ่งเช่นกัน
“จากที่คำนวณ ใช้เงินเพิ่มประมาณห้าถึงหกตำลึงส่วนกระเบื้องเก่าข้าจะช่วยซื้อ ข้าจะเอาไปทำโรงเลี้ยงไก่พอดี”
ลุงรองหวังกล่าว
จ้าวอิงรู้ว่าท่านลุงรองหวังคนนี้สงสารพ่อสามีและสามีของนางดังนั้นจึงไม่แปลกใจที่จะหาทางช่วยเช่นนี้ เพราะรู้ว่าหากเขาช่วยเหลือด้วยการให้เป็เงินพ่อลู่คงไม่รับแน่นอนและจ้าวอิงยังรู้อีกว่าลุงรองหวังไม่ได้จะขยายเล้าไก่แต่อย่างใด
พ่อลู่ยกมือขึ้นเกาหัวอย่างทำอะไรไม่ถูก
“นี่ไม่ได้ หากท่าน้าก็เอาไปเลย เหตุใดต้องซื้อขายกันด้วย”
“นั้นสิเ้าคะท่านลุงรอง กระเบื้องเก่าข้าคิดไว้กับท่านแม่เช่นกันว่าจะทำเล้าเล็กๆสำหรับเลี้ยงไก่ด้วย อีกอย่างท่านก็รู้ว่าข้ายังมีเงินส่วนตัวสามารถใช้ซื้อกระเบื้องได้น้ำใจจากท่านพวกเราขอรับไว้ด้วยใจนะเ้าคะ”
จ้าวอิงกล่าว
“ข้ารู้ แต่หากเอามาซ่อมแซมบ้านทั้งหมดแล้วพวกเ้าจะเอาข้าวที่ไหนกินกันเล่า”
ลุงรองหวังยังคงไม่ยอม
“ท่านลุงรองไม่ต้องห่วงเ้าค่ะข้าซื้อเสบียงสำหรับพวกเราทั้งครอบครัวไว้แล้วและวันนี้ยังเก็บสมุนไพรได้มาพอสมควรพรุ่งนี้นำไปขายที่โรงหมอในตำบลก็แก้ปัญหาได้แล้วเ้าค่ะ”
จ้าวอิงบอกออกไปแต่นางไม่บอกเื่เห็ดหลินจือ เพียงบอกเื่สมุนไพรและเงินส่วนตัวเท่านั้น
“ที่อาอิงพูดเป็เื่จริงเช่นกันเื่ปากท้องของพวกเราสี่คนตอนนี้ มีให้กินได้สบายมากแล้วท่านอย่ามัวแต่ห่วงพวกเราเลย”
พ่อลู่เข้ามาช่วยพูดอีกแรง
“ในเมื่อพวกเ้ามีทางออกแล้วข้าก็ไม่ขัดแล้วกัน”
เขามองทั้งสองคนสลับกันไปมาเมื่อเห็นว่าลู่ซานถิงไม่น่าจะโกหกเขาแน่นอนสุดท้ายลุงรองหวังก็ต้องยอมพวกนางทั้งสอง
•─────❅❀❅─────•