ตอนที่ 103
สันดานมิแปรเปลี่ยน
หากกล่าวถึงวัตถุดิบทั้ง 5 ที่ใช้ในการฝึกฝนเคล็ดวิชาบ่มเพาะกายาแห่งพระเจ้าขั้นที่ 2 ซึ่งแบ่งแยกความยากง่ายในการได้มาตามความเห็นของเฟยอี้หยินผู้นำสมาคมพ่อค้าของเมืองหยกม่วงแล้วละก็ต้องจัดแก่นแท้ลมปราณ เป็นวัตถุดิบที่หาได้ง่ายที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัยเพราะแม้แต่การประมูลหอไม้ดำของสมาคมพ่อค้ายังมีโอกาสพบเจอวัตถุดิบชนิดนี้
ตามมาด้วย...บัวหิมะพันปีซึ่งมันเคยพบเห็นหลายครั้งจากการประมูลของหอประมูลในเมืองใหญ่ ส่วนขนหางของหงส์อัคคีตัวเต็มวัยนั้นแม้พบเห็นหงส์อัคคีได้จากค่ายสำนักของแดนใต้ แต่การจะให้ผู้ที่เลี้ยงดูหงส์อัคคียินยอมมอบขนหางซึ่งหากเด็ดถอนออกมาเองจะมีผลกระทบต่อระดับพลังลมปราณและความเชื่องของหงส์อัคคีก็เป็นสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ แม้จะเป็นการยากที่จะได้มาแต่ก็ยังพบรู้ตำแหน่งหรือสถานที่พบเจอ เฟยอี้หยินจึงจัดวัตถุดิบขนหางของหงส์อัคคีตัวเต็มวัยนั้นไว้เป็นลำดับที่สาม
ต่อมาเป็นวัตถุดิบลำดับสี่ซึ่งเฟยอี้หยินระบุว่าแม้รู้ว่ามีแต่มิอาจครอบครองคือโอสถทองคำ ด้วยโอสถชนิดนั้นถือเป็นโอสถที่สูงเกินเอื้อมเพราะมันถูกใช้ในผู้ฝึกฝนลมปราณระดับสั่นคลอนฟ้าดินเหาะเหินเดินอากาศได้แล้วเท่านั้น แม้มันจะรู้ว่าเคยมีการประมูลโอสถทองคำแต่ด้วยระดับสมาคมพ่อค้าของมันยังไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเข้าชมการประมูล
ส่วนวัตถุดิบชิ้นสุดท้ายซึ่งเฟยอี้หยินระบุว่ามันไม่เคยพบเห็นมาก่อนเพียงรับรู้จากตำรับตำราโบราณที่เคยอ่านผ่านตานาม...หญ้าปราณมังกร และในตำรายังระบุเพียงว่าเป็นวัตถุดิบที่ไม่อาจประเมินค่า รวมถึงต้นหญ้าชนิดนี้ยังถูกระบุว่ามีพลังปราณลึกลับของมังกรในตำนานไหลเวียนอยู่ทำให้ผู้ที่ได้รับประทานเข้าไปมีร่างกายเลือดเนื้อแข็งแกร่งขึ้นได้โดยไม่จำเป็นต้องฝึกฝนใด ๆ ทั้งสิ้น แต่วัตถุดิบชิ้นนี้ก็เป็นเพียงคำเล่าลือกันเท่านั้น เพราะแม้แต่บันทึกหลายร้อยปีจากหอประมูลใหญ่ของเมืองหลวงฝั่งตะวันออกยังไม่เคยพบว่ามีวัตถุดิบชิ้นนี้ส่งเข้าร่วมประมูลเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ซึ่งตำนานกล่าวว่าวัตถุดิบหญ้าปราณมังกรนั้นมีความลึกลับเป็นอย่างมาก เพราะเป็นวัตถุดิบที่เกี่ยวพันกับมังกรโดยตรงและจะสามารถพบได้ในสถานที่ซึ่งมีมังกรอาศัยอยู่เท่านั้น
เสวี่ยหมิงที่รับฟังเรื่องราวอันสุดพิสดารจากปากของเฟยอี้หยินก็คิดเอาเองว่า หากมีโชควาสนาสักวันหนึ่งอาจจะได้พบกับหญ้าปราณมังกรสักหนึ่งต้น แต่เรื่องราวกลับง่ายดายกว่าที่คาดเพราะตอนนี้แม้เสวี่ยหมิงจะใช้หญ้าปราณมังกรไปแล้วครึ่งหนึ่งในการฝึกฝนเคล็ดวิชาบ่มเพาะกายาแห่งพระเจ้าขอบขั้นที่ 2 แต่ในแหวนมิติของเขายังคงมีหญ้าปราณมังกรเหลืออยู่อีกถึงห้าต้น
การดูดกลืนหญ้าปราณมังกรไม่เพียงแต่ทำให้ระดับเคล็ดวิชาบ่มเพาะกายาแห่งพระเจ้าของเสวี่ยหมิงก้าวหน้าขึ้นอย่างมาก แต่มันยังช่วยให้ระดับพลังลมปราณของเสวี่ยหมิงทะลวงจากพื้นฐานลมปราณขั้นที่ 4 ไปสู่พื้นฐานลมปราณขั้นที่ 5 ในเวลาเพียงแค่ไม่กี่วัน หลังจากนั้นเสวี่ยหมิงก็เริ่มคิดหาทางออกเขตแดนไร้ชีวิตแห่งนี้อีกครั้ง
.
.
.
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า" ก้านลู่มองร่างจิวซินที่เปียกโชกไปด้วยเหงื่อจนเนื้อผ้าแนบสนิทไปกับผิวกายด้วยแววตาแปลกพิกล "ข้าไม่คิดมาก่อนเลยว่าของวิเศษที่รีดไถมาจากเจ้าจื่อเจียง ซึ่งช่วยในการตามหาช่องโพรงซึ่งซุกซ่อนลมปราณอันหนาแน่น กลับนำพาให้ข้ามาพบกับศิษย์น้องจิวซินเข้า"
"ไอ้สารเลว" จิวซินไม่เก็บอาการเคียดแค้นที่มีต่อก้านลู่ ซึ่งทิ้งให้ตัวเองต้องต่อสู้กับจ้าววานรเพลิงผลาญเพียงลำพัง
"ใช่แล้วข้ามันเลว" ทันทีที่พูดจบฝ่ามือพิษของก้านลู่กระแทกใส่ ร่างที่อ่อนเปลี้ยของจิวซินซ้ำเติมไปอีกหนึ่งครั้ง
"โอ๊ย !!!" ร่างของจิวซินกลายเป็นชาด้าน สองแขนที่ยกขึ้นหมายปัดป้องท่าโจมตีฉกฉวยก่อนหน้าพลันตกห้อยลง ก่อนที่อาการชาด้านจะลุกลามไปทั่วจนไม่อาจขยับเคลื่อนไหว
"แม้จะไม่พบเจอสมบัติแต่การพบเจอศิษย์น้องที่อ่อนแรงเช่นนี้ก็นับว่าเป็นผลตอบแทนที่ไม่เลวเลยทีเดียว" ก้านลู่แลบลิ้นเลียริมฝีปากตัวเอง "เพราะว่าเมื่อมีโอกาสงามเช่นนี้ตกถึงมือ ข้าคงไม่อาจให้เจ้าที่รู้ว่าข้าทำสิ่งใดไว้กลับออกจากด่านกักมังกรแห่งนี้ เพื่อเล่าเรื่องราวทำลายชื่อเสียงของข้าหรอกจริงไหม" ก้านลู่ก้มลงที่ข้าง ๆ ร่างซึ่งชาด้านนอนราบไปกับพื้นถ้ำของจิวซิน "แต่จะให้ข้าสังหารเจ้าเลยในตอนนี้...ก็ออกจะน่าเสียดายจนเกินไป" ก้านลู่เอ่ยพรอ้มมือขวาที่เอื้อมไปแบะอกเสื้อของจิวซินให้แยกออก เผยให้เห็นผิวขาวนวลที่ยังชุ่มโชกด้วยเหงื่อระอุของจิวซิน ยิ่งอกเสื้อแบะกว้างออกเท่าไหร่ก้านลู่ยิ่งไม่อาจควบคุมระงับตัวเอง เตรียมใช้มือหยาบใหญ่ล้วงลึกลงไปยังจุดซ่อนเร้น
แต่ไม่ทันที่ก้านลู่จะได้ล่วงเกินจิวซินที่หน้าปากทางเข้าก็ปรากฏเงาร่างปริศนาทอดยาวเข้ามาเสียก่อน "...นั่นใคร !"
"ช่วยด้วย !..." จิวซินที่พยายามตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ แต่ด้วยร่างกายที่อ่อนแอเกินไป ทำให้เสียงที่ออกไปนั้นทั้งแหบแห้งและเบาจนแทบจะไม่ได้ยิน
"รนหาที่ตาย" ก้านลู่ไม่รอช้าเมื่อมันสำรวจพบว่าผู้ที่อยู่ด้านหลังตัวเองนั้นมีระดับพลังเพียงแค่พื้นฐานลมปราณขั้นที่สองเท่านั้น ก้านลู่จึงตัดสินใจหันกลับหลังพร้อมพุ่งตัวเข้าหาผู้บุกรุก...ลงมือจู่โจมในทันที
ตุบ...!
ฝ่ามือที่ก้าลู่หมายมั่นว่าจะสังหารศัตรูของมันได้ในคราเดียวกลับกลายเป็นฝ่ามืออันอ่อนด้อยเมื่อเทียบกับพลังป้องกันของคู่ต่อสู้ แต่มันยังมีไพ่ตายซุกซ่อนอยู่เพราะฝ่ามือที่มันใช้ออกไม่ได้มีเพียงแรงโมตี แต่มันยังแฝงไว้ด้วยพิษสังหารอันร้ายกาจ
"เจ้านี่สันดานไม่เคยเปลี่ยนไปเลยจริง ๆ" เสียงเรียบของเสวี่ยหมิงที่ใช้เพียงลมปราณเพลิงห่อหุ้มผิวหนังเพื่อป้องกันผลของพิษร้ายจากฝ่ามือเอ่ยขึ้น
กร๊อบ...! กร๊อบบบ !
มือของเสี่ยวหมิงแข็งแกร่งมั่นคงดุจคีบเหล้กกล้า บีบหมับเข้าที่ข้อมือที่จู่โจมเข้ามาของก้านลู่
โอ๊ยยยยย !!!!
เสียงกระดูกข้อมือของก้านลู่ที่ถูกเสวี่ยหมิงใช้มือเปล่าบีบจนแหลกเละทั้งดังก้อง ก่อนจะตามมาด้วยเสียงร้องโอดโอยของศิษย์พี่แสนชั่วช้าผู้นี้ เสวี่ยหมิงไม่ได้ต้องการจะสังหารผู้คนจึงเพียงกระแทกหมัดเปล่าเข้าที่ท้องของก้านลู่อีกหนึ่งหมัดจนมันตัวงอเป็นกุ้งล้มหน้าคว่ำลงกับพื้นกระอักโลหิตออกมาจนทะลักล้นเต็มปาก...สองตาแดงฉานจับจ้องไปยังเสวี่ยหมิงด้วยความตกตะลึง
หลังจากที่ก้านลู่ล้มลงเสวี่ยหมิงก็เดินตรงเข้าไปหาร่างของจิวซินที่พยายามเงยหน้ามองผู้ที่เข้ามาใหม่ แต่แล้วก้านลู่ที่อยู่ด้านหลังยังไม่ยอมรับความพ่ายแพ้หมายใช้ออกด้วยอาวุธก้นหีบ เข็มวิญญาณพิษซึ่งมันเก็บติดตัวเอาไว้ตลอดมาเตรียมจะใช้ออกลอบจู่โมด้านหลังของเสวี่ยหมิง ก้านลู่มั่นใจว่าต่อให้ผู้ที่มามีระดับพลังลมปราณแรกธรรมชาติขั้นกลางก็ต้องล้มลงด้วยพิษร้ายที่มันบ่มเพาะเอาไว้ตอลดหลายปีที่เริ่มฝึกฝนเคล็ดวิชาฝ่ามือเบญจพิษ...พิษที่แลกมาด้วยระดับการฝึกตนที่ไม่อาจฟื้นคืน
"ข้าได้ให้โอกาสเจ้ามีชีวิตรอดแล้ว แต่เจ้าก็ยังไม่คิดที่จะกลับตัว" เสวี่ยหมิงหันขวับกลับไปในทันทีที่สัมผัสได้ว่าก้านลู่เกิดจิตสังหารขึ้น เพราะตั้งแต่ที่เข้ามาพบก้านลู่เสวี่ยหมิงก็คลี่กางม่านพลังจิตวิญญาณตรวจสอบก้านลู่อยู่ตลอดเวลา
เปรี้ยง !!!
หมัดที่อัดแน่นไปด้วยพลังพื้นฐานลมปราณขั้นที่ 5 ของเสวี่ยหมิงอัดเข้าไปที่ใบหน้าของก้านลู่อย่างจัง แรงปะทะระดับหนึ่งแสนห้าหมื่นจิน นั้นมากเกินกว่าที่ร่างกายของผู้ฝึกตนระดับพื้นฐานลมปราณขั้นที่ 5 ซึ่งเป็นผู้ที่ฝึกฝนวิชาพิษเป็นหลักเช่นก้านลู่จะทานทนได้ ทันทีที่สิ้นเสียงปะทะร่างที่ยังอยู่ในท่ากึ่งนั่งกึ่งยืนของก้านลู่ก็พลันล้มหงายไปด้านหลังกระแทกลงกับพื้น ศีรษะแตกระเบิดออก นอนหงายร่างที่ชุมโชกไปด้วยโลหิตตกตายอยู่ที่ปากถ้ำในสภาพศพไร้หัว
เสวี่ยหมิงไม่ลืมที่จะสำรวจดูร่างไร้วิญญาณของก้านลู่ ก่อนจะตรงเข้าไปเก็บแหวนมิติของมันขึ้นมาและลงมือใช้ลมปราณเพลิงเผาทำลายร่างของก้านลู่จนมอดไหม้ไม่เหลือแม้แต่เศษซาก
"เสวี่ย...หมิง"ดวงตาที่อ่อนล้าพลันกระพริบถี่ มองเห็นทุกการกระทำของเสวี่ยหมิง แม้เสวี่ยหมิงจะไม่ได้เอ่ยคำใด ๆ กับนางแต่จิวซินล้วนคิดเลยเถิดไปเองแล้วว่า...เสวี่ยหมิงนั้นกลับมาเพื่อช่วยเหลือนางจนสองแก้มแดงเรื่อขึ้น ภาพใบหน้าอันหล่อเหลาเย็นชาของเสวี่ยหมิงยิ่งมายิ่งประทับแน่นลงในความคิดคำนึงของจิวซิน "เจ้ากลับมา..."รอยยิ้มจางอันหวานซึ้งของจิวซินไม่ทันที่จะส่งถึงเสวี่ยหมิงที่เพิ่งจะหันกลับมา...ร่างของจิวซินก็สลบลงหลับใหลไปเสียก่อน โดยที่ไม่ทันที่จะได้ยินคำกล่าวของชายผู้ที่หล่อนกำลังหลับฝัน
"เจ้านี่ช่างทำตัวเป็นภาระยิ่งนัก"