หลัวหยางก้าวเดินไปยังแท่นทดสอบช้าๆ ใบหน้าของเขาไม่ปรากฏอารมณ์ใดๆให้สังเกตเห็น
ดวงตาสีแดงที่สะท้อนแสงจากลูกแก้วตรงหน้ากลับส่องประกายเย็นเยียบราวกับเปลวเพลิงที่เผาผลาญอยู่ใต้ผืนน้ำ
เมื่อชายหนุ่มเอื้อมมือออกไป ร่างทั้งร่างกลับสงบนิ่งอย่างน่าประหลาด ไม่มีแม้แต่แรงสั่นไหว ไม่มีแม้แต่คลื่นพลังใดๆ แผ่ขยายออกมา นี่คือความเงียบที่คล้ายกับพายุในใจที่กำลังสะสมพลัง ก่อนจะระเบิดออกมาอย่างรุนแรงจนมิอาจต้านทาน
ขณะที่บรรยากาศของการทดสอบพรสวรรค์ยังคงเข้มข้นและถูกจับตามองโดยผู้คนทั้งในและนอกลาน
บริเวณด้านในของซุ้มประจำของนิกายเทียนหมิงซึ่งเต็มไปด้วยบรรดาศิษย์ที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วม
หลงเซียวเหยาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนจะพูดขึ้นกับผู้เป็นอาจารย์ด้วยน้ำเสียงต่ำแทบไม่ได้ขยับริมฝีปาก
“ท่านอาจารย์เหยา.. ชายคนนี้เป็นคนเดียวกับที่นั่งอยู่ในโรงเตี้ยมร้อยมังกร ไม่ไกลจากโต๊ะของพวกเราใช่ไหม?”
“ข้าจำได้ดีถึงใบหน้าของเขา.. ใบหน้าที่หล่อเหลาจนน่าอิจฉา ช่างน่าหงุดหงิดเสียจริง!”
ประโยคที่เปล่งออกมาแฝงไปด้วยความรู้สึกซับซ้อน หลงเซียวเหยาในเวลานั้นแม้จะมีพรสวรรค์สูงส่งถึงขีดสุด มีพลังที่ถูกยอมรับจากเหล่าผู้อาวุโสในนิกายเทียนหมิงและเป็นผู้ครอบครองหนึ่งในร่างศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นตำนานของทวีป
แต่ชายหนุ่มกลับไม่อาจห้ามใจจากความรู้สึกสั่นสะท้านที่เอ่อล้นขึ้นมาได้เลยเมื่อสายตาได้พบกับหลัวหยางอีกครั้ง
ทั้งที่หลัวหยางไม่มีรัศมีหรือความยิ่งใหญ่ภายนอกที่แสดงออกมาเลยสักนิด แต่กลับให้ความรู้สึกเยี่ยงราชันย์ผู้สูงศักดิ์ ราวกับว่าโลกทั้งใบนี้มิได้มีสิ่งใดที่ต้องเหลียวมองหรือหวาดกลัว มันเป็นออร่าที่ไม่อาจอธิบายได้
เป็นสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่ในคนธรรมดา แต่กลับปรากฏขึ้นในร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่งที่เคยเพียงแค่นั่งเงียบๆอยู่ในโรงเตี้ยมร้อยมังกร
และในขณะนั้นเอง เสียงของชายชราผู้อาศัยอยู่ในแหวนมิติซึ่งเป็นอาจารย์ของเขาก็ดังขึ้นในจิตสำนึก
“ไม่ผิด! เจ้าจำได้ถูกต้องแล้ว เด็กคนนี้แหละที่ข้าเองก็สะดุดสายตาตั้งแต่ครั้งแรกที่พบเช่นกัน”
“แต่มันน่าประหลาดนัก เพราะเมื่อตรวจดูในครั้งนั้น เขาไม่มีพลังใดที่โดดเด่น ไม่มีกลิ่นอายของร่างศักดิ์สิทธิ์ ไม่ปรากฏลักษณะของผู้มีพรสวรรค์ขั้นสูงใดๆทั้งสิ้น มันราวกับว่าเป็นเพียงชายหนุ่มคนหนึ่งที่เกิดมาในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรนี้เพียงเพื่อดำรงอยู่เท่านั้น!”
“แต่เจ้าเองก็อย่าได้อิจฉาเขาไปเลย ในโลกแห่งนี้ รูปลักษณ์ภายนอกไม่ใช่สิ่งที่วัดค่าความยิ่งใหญ่ของผู้บำเพ็ญเพียรได้หรอก!”
“สิ่งที่สำคัญคือพรสวรรค์และเจตจำนงแห่งการฝึกฝน มันต่างหากที่เป็นสิ่งกำหนดว่าใครจะยืนอยู่เหนือผู้อื่นในอนาคต”
“และในจุดนี้ตัวของเจ้ายังนำหน้าคนอื่นๆอยู่มากนัก!”
หลงเซียวเหยาเมื่อได้ฟังถึงตรงนี้ก็พยักหน้าอย่างช้าๆ แม้ในใจจะยังไม่อาจปลดเปลื้องความรู้สึกสั่นไหวในคราแรกได้ทั้งหมด แต่ก็พยายามห้ามความลังเลที่ไหลเข้ามาราวคลื่นทะเลกระทบฝั่ง เขาเผยรอยยิ้มบางเบาที่แฝงไว้ด้วยความเย้ยหยันเล็กๆที่ริมฝีปาก
“นั่นสินะ? ข้าอาจไม่ได้มีใบหน้าที่ดูดึงดูดเหมือนเขา ไม่ได้มีรัศมีที่น่าประทับใจแต่ไร้คำอธิบายเช่นนั้น!”
“แต่ว่าข้าเป็นถึงผู้ครอบครองกายามังกรเก้าสวรรค์ หนึ่งในร่างศักดิ์สิทธิ์สูงสุดที่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์ของดินแดนแห่งนี้”
“แม้แต่ในนิกายเทียนหมิงที่ข้าได้รับเกียรติให้เข้าร่วมในวันนี้ พรสวรรค์ของข้าก็อยู่ในระดับสูงจนหาคู่เปรียบได้ยาก!”
ในชั่วขณะเดียวกัน บรรยากาศโดยรอบลานทดสอบที่เงียบงันอย่างประหลาดพลันเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน
เมื่อนิ้วของหลัวหยางได้แตะลงบนลูกแก้วแห่งการทดสอบนั้น ภาพที่เกิดขึ้นกลับมิได้เป็นการปรากฏของสีแห่งพรสวรรค์ที่ค่อยๆก่อตัวเป็นชั้นดั่งเช่นคนทั่วไป หากเป็นแสงสว่างสีขาวอมทองที่ระเบิดออกมาในชั่วพริบตา
ภายในลูกแก้วเกิดปฏิกิริยาอย่างรุนแรง แสงที่ควรจะวูบวาบเพื่อสะท้อนระดับศักยภาพภายในของผู้ทดสอบ
มันกลับเพิ่มระดับขึ้นอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดหย่อน
เฉดสีทั้งหลายที่ควรจะมีอยู่ตามระดับของระบบทดสอบกลับแปรเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเข้าสู่ช่วงที่ไม่มีสีใดๆอีกต่อไป
และทันใดนั้นเสียงแตกร้าวเบาๆที่แว่วขึ้นจากผิวของลูกแก้วก็เริ่มขยายตัวอย่างรวดเร็ว เสียงราวกระจกที่กำลังถูกบดขยี้ด้วยแรงที่ไม่อาจต่อต้าน ค่อยๆดังก้องขึ้นทั่วทั้งบริเวณ ก่อนที่วินาทีถัดมา ลูกแก้วแห่งการทดสอบพรสวรรค์จะระเบิดออกอย่างสมบูรณ์
เศษแก้วแหลมคมกระจายออกไปเป็นรัศมี คลื่นกระแทกที่ระเบิดออกมาก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนต่อพื้นดินโดยรอบ
สายตาของผู้คนทั้งหมดกลับมาหยุดอยู่ที่เขาอีกครั้งอย่างพร้อมเพรียง
“ละ.. ลูกแก้วแตกออก.. หมายความว่าศักยภาพของเขาอยู่เหนือขอบเขตของการทดสอบ.. นั่นมันน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก!”
“เหตุการณ์แบบนี้มันเหมือนกับครั้งที่หลงเซียวเหยาแสดงกายามังกรเก้าสวรรค์ต่อหน้าผู้คนก่อนหน้านี้เลยนี่นา!”
เสียงกระซิบกระซาบ คำอุทานอย่างตกตะลึง เริ่มแผ่กระจายไปทั่วทั้งอาณาเขตลานทดสอบ
กลุ่มผู้ชมที่อยู่ตามแนวเส้นรอบของลานเริ่มถาโถมเข้ามาใกล้มากขึ้น
พวกเขาต่างอยากจะมองให้ชัดว่า ใครกันแน่คือผู้ที่ทำให้ลูกแก้วการทดสอบพรสวรรค์นั้นถึงกับระเบิดออกมาโดยไม่อาจวัดค่าใดๆได้เลย
เสียงหนึ่งกล่าวอย่างตื่นเต้นราวกับตะโกนออกมาจากใจ
“สุดยอดผู้มีพรสวรรค์คนที่สามได้ปรากฏขึ้นในวันนี้แล้ว! เหยินเฟยผู้มีดวงเนตรสุริยันจันทรา หลงเซียวเหยาผู้มีร่างเก้ามังกรสวรรค์”
“และเขา.. ผู้ซึ่งไร้ชื่อเสียง ไร้ภูมิหลัง แต่ทำลายแม้กระทั่งเครื่องมือวัดพรสวรรค์อย่างสิ้นซาก!”
“คิดว่าชายผู้นี้จะมีกายาศักดิ์สิทธิ์แบบใดกัน? หรือว่าพลังพิเศษใดที่สามารถทำลายหลักการวัดผลของทวีปสวรรค์ได้ถึงเพียงนี้?”
ท่ามกลางเสียงสนทนาและความวุ่นวายที่ปะทุขึ้นจนยากจะควบคุม สายตาทุกคู่ยังคงจ้องมองไปยังหลัวหยางเป็นจุดเดียว
ชายหนุ่มที่ยืนอยู่กลางลานไม่ได้แสดงความตกใจ ไม่ได้แสดงความยินดี
ราวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพียงความบังเอิญอันเล็กน้อยที่ไม่สมควรค่าแก่การใส่ใจ
และในเวลาเดียวกันนั้นเอง ชายชราหวังฉีผู้เป็นผู้อาวุโสสูงสุดแห่งนิกายเทียนหมิงก็รู้สึกได้ถึงพลังบางอย่างที่พวยพุ่งขึ้นจากพื้นดิน คล้ายกับการกระเพื่อมของโชคชะตาที่กำลังพลิกกลับสู่แก่นแท้
ตัวของเขาได้แต่สั่นสะท้านไปทั้งร่างด้วยความตื่นเต้น หายใจหอบถี่
ก่อนจะรีบก้าวออกไปข้างหน้าและกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงร้อนรนเกินจะควบคุม
“หะ.. หลัวหยางเอ้ย! เจ้าจงไปทดสอบศักยภาพและพรสวรรค์ของเจ้ากับเสาศักดิ์สิทธิ์เทียนหมิงซะ!”
“พวกเราจะได้รับรู้ว่าตัวของเจ้านั้นมีอำนาจพิเศษอันใดในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรนี้!”
น้ำเสียงของเขาดังชัดเจนกว่าทุกเสียงในลานทดสอบ เต็มไปด้วยความคาดหวังเลยก็ว่าได้
“อีกแล้ว.. เฮ้ออ!”
เหล่าผู้อาวุโสทั้งเก้าแห่งสำนักต่างๆถึงกับหันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก บ้างแสดงสีหน้าหวาดหวั่น บ้างขบกรามแน่นด้วยความขุ่นเคืองที่ไม่สามารถดึงตัวชายหนุ่มผู้นี้เข้าสู่สำนักของตนได้ก่อน บ้างก็เริ่มคิดคำนวณอย่างรวดเร็วถึงวิธีจะดึงตัวเขาให้มาร่วมภายหลัง