ชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์

    ตอนที่94 ความตายของตงซาน

            กองทัพของตงซานเคลื่อนที่ด้วยความเร็วแต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่เห็นกองทัพของหนิงเฟยหลงเลยแม้แต่น้อยมันเริ่มรู้สึกว่าตนเองจะเลือกทางผิดแล้ว แต่ทันใดนั้นใบหน้าของมันต้องกระตุกและเหยเก...

             

            “ฆ่า !!”เสียงคำสั่งดังลั่นลูกศรจำนวนมากพุ่งผ่านอากาศปักร่างโจรโดยพลันล้มตายเป็นจำนวนมาก

             

            ตงซานเกิดความตกใจ มันไม่คิดว่าจะเจอการดักซุ่มเช่นนี้ โชคไม่ดีเสียเลย

             

            เสียงทหารโห่ร้องเฮออกมาเข้าตะลุมบอนกันเป็นการใหญ่จั้วหย่งใช้จังหวะทีเผลอ สบโอกาสก็วาดขวานออกพร้อมกับพลังหยวนที่ปะทุขึ้นสูงสุดฟาดเข้าใส่หัวหน้าใหญ่โจรอย่างจัง

     

            ตูม !!

             

            “อั่ก !”ตงซานถูกการโจมตีที่รุนแรงนั้นเข้าไปเต็ม ๆแขนซ้ายที่เหลืออยู่ข้างเดียวก็ขาดแหว่งไป กระอักโลหิตคำโตใบหน้าซีดเผือดอย่างเห็นได้ชัด จากนั้นภาพก็พร่ามัวหมดสติไป มันประมาทเกินไป...

             

            พวกโจรต่างก็ตกใจ ไม่เป็นอันต่อสู้ทหารทั้งห้าร้อยก็ใช้จังหวะนี้ล่าสังหารอย่างฮึกเหิม

             

            กองซากศพเรียงรายตลอดทาง พื้นดินย้อมไปด้วยสีเลือดมีเพียงหัวหน้าโจรเท่านั้นที่ไม่ตายเพียงหมดสติไปเท่านั้น

             

            กองทัพทั้งสามพันแทบไม่มีใครเหลือรอดหนีออกไปได้ไม่ถึงสิบคนแต่ละคนก็ล้วนมีฝีมืออยู่ขั้นนึงไม่เช่นนั้นคงไม่อาจรอดออกไปได้ทหารห้าร้อยนายกำราบสามพันคนช่างคุ้มค่านัก !

             

            ...

             

            “แย่แล้ว ! พวกเราหลงกล รีบตามไปช่วยตงซาน” เสี่ยวเฟิง รับรู้ถึงความผิดปกติตามเส้นทางมานานไม่เห็นกองทัพของตงซานแม้แต่น้อย จึงล่วงรู้ทันทีว่าตนต้องกลแล้วที่หนิงเฟยหลงต้องการทำลายไม่ใช่ทั้งหมด แต่คือคนทั้งสามพัน และตงซาน !

             

            เสี่ยวเฟิงยกทัพวกกลับมาก็เห็นกองทัพของพี่ชายที่พึ่งตามมาก็รีบเข้าไปแจ้งความ

             

            “ท่านพี่เราโดนหลอกแล้ว ตงซานสมควรไปอีกทาง รีบไปช่วยมันเถอะ”ว่าแล้วก็ควบม้านำทหารของตนไป โดยไม่รอคำตอบ สีหน้าของผู้เป็นพี่ชายดูไม่ดีนักหากคำนวณจากเวลาแล้ว นี่มัน...ไม่ทันแล้ว

             

            เพราะถ้าหากเป็นตัวมันเองลงมือก็สมควรต้องใช้เวลาเช่นนี้เหมือนกันแต่ที่มันนึกไม่ถึงคือ แม่ทัพหนุ่มจะมีสติปัญญามากมายเช่นนี้สมแล้วที่เป็นอัจฉริยะในรอบหลายร้อยปี ไม่สิพันปีเลยด้วยซ้ำอายุแค่นี้กลับสามารถก้าวเข้าสู่ขอบเขตแดนพลัง แม้แต่มันก็ยังไม่รู้ว่าชายหนุ่มอยู่ระดับใดกันแน่มันยังไม่เคยประลองฝีมือต่อกัน ยากที่จะล่วงรู้

             

            ทั้งแผนการสติปัญญายังมากกว่าคนปกติหลายเท่าสามารถคุมกองทัพวางกลยุทธ์ได้มากถึงเพียงนี้ก็ถือว่าเป็นแม่ทัพที่ยอดเยี่ยมแล้วหากนับดูจากประสบการณ์

             

            อนาคตข้างหน้านี้เห็นทีแล้วแคว้นเยว่จะยิ่งเจริญ หากไม่มีเหตุที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นล่ะก็...อนาคตสมควรต้องฝากไว้กับชายหนุ่มผู้นี้เพราะงั้นแล้วมันจะปล่อยให้ ชายผู้นี้เติบโตต่อไปไม่ได้ !

             

            คิดได้ดังนั้นก็สั่งกองทัพเคลื่อนต่อ ไม่ได้ตามไปสมทบเสี่ยวเฟิงแต่มุ่งหน้าไปที่เมืองฟาง

             

            “หนิงเฟยหลง ความตายมาเยือนเจ้าแล้ว...” ชายผมแดงใบหน้าไร้อารมณ์แต่นัยน์ตากลับมีประกายคมกริบจ้องผ่าน คล้ายจะทะลุสรรพสิ่งมุ่งตรงไปยังบุคคลผู้เป็นเป้าหมาย ที่ห่างกันไปถึงยี่สิบลี้

             

            ...

             

            หนิงเฟยหลงที่นั่งรอข่าวที่ห้องของตนก็ได้รับข่าวแล้ว จากหน่วยลาดตระเวนและหน่วยสอดแนม

             

            “ไม่คิดเลยว่าหัวหน้าใหญ่จะตกหลุมพรางโดยง่ายแต่ที่น่าสนใจคือกองทัพของชายผมแดงคนหนึ่งไม่ได้ตามไปช่วย แต่กลับมุ่งตรงมาที่นี่คล้ายว่ามันจะเป็นผู้ที่มีประสบการณ์การทำศึกอยู่ไม่น้อย คนผู้นี้ไม่อาจประมาทได้หรือท่านคิดว่าอย่างไร ?” ชายหนุ่มเอ่ยถามรองแม่ทัพของตน

             

            จงฉีเองก็แปลกใจ มันไม่คิดว่าคนของโจรเขาตงซานจะมีปัญญาเช่นนี้ได้ต้องมีผู้อยู่เบื้องหลังเป็นแน่และไม่แน่ว่าคนผู้นี้อาจเป็นถึงคนสำคัญในกองทัพก็เป็นได้“ข้าน้อยคิดเช่นเดียวกับท่าน การป้องกันเมืองคงจะลำบากหน่อยแล้ว

             

            “อืม...ท่านไปจัดการเรื่องวางกำลังพลหน่อยเถอะ อย่าให้เกิดข้อผิดพลาดหากใครขัดคำสั่งประหารได้ทันที !” จงฉีรับคำสั่งแล้วจึงไป คำสั่งทหารย่อมเคร่งครัดมิอาจขัดขืน

             

            เจ้าเมืองฟางหารู้เรื่องนี้ไม่ มันต้องนึกไม่ถึงแน่ว่าผู้บัญชาการทัพจะทำให้เมืองที่มันปกครองกลายเป็นสมรภูมิภายในไม่กี่ชั่วยามที่จะถึงนี้

             

            จั้วหย่งมาถึงเมืองแล้วพร้อมกับทหารอีกจำนวนเกือบห้าร้อยการซุ่มโจมตีในครั้งนี้ผลสำเร็จสูงเป็นอย่างมาก ทหารนั้นแทบจะไม่ล้มตายเลยหนิงเฟยหลงออกมาต้อนรับจั้วหย่งด้วยตนเองและให้ทหารเหล่านั้นพร้อมกับจั้วหย่งไปพักผ่อน

             

            ส่วนจางจิ้นสิงนั้นถูกส่งไปสืบข่าวเรื่องของเสบียงกลับมาถึงก็รีบเข้ามารายงาน“ท่านผู้นำจางจิ้นจี้ ได้นำเสบียงเข้ามาสมทบแล้วขณะนี้อยู่ระหว่างทางอีกไม่เกินหนึ่งชั่วยามก็คงถึง และยังได้รับจดหมายลับมาอีกว่าจู่ช่างลิวอาการดีขึ้นแล้ว แม้ว่าจะฟื้นฟูไม่สมบูรณ์ แต่ก็พร้อมแล้ว”

             

            “ดี เช่นนั้นก็ให้จู่ช่างลิวมาได้เลย แต่กลุ่มเงาสังหารไม่ต้อง”

             

            “รับคำสั่ง”

             

            ..........

             

             สองชั่วยามถัดมากองทัพของชายผมแดงก็มาถึงชายเขตเมืองฟาง หน่วยลาดตระเวนรีบเข้ามาแจ้งหนิงเฟยหลงไม่รอช้ารีบสั่งปิดประตูเมือง เจ้าเมืองเองก็ได้รับรายงานเช่นกันจึงรีบเข้าพบกับผู้บัญชาการหนุ่มทันที

             

            เมื่อเห็นเจ้าเมืองสาวเท้าเข้ามาอย่างรีบร้อนหนิงเฟยหลงไม่คิดจะให้อีกฝ่ายพูดก่อน มันกล่าวตัดขึ้น “ท่านเจ้าเมืองอย่าได้ร้อนใจข้าได้สั่งให้ปิดประตูเมืองแล้ว อีกทั้งทหารในเมืองยามนี้ก็ไม่อ่อนด้อยไปกว่าพวกโจรนั่นเลยท่านนั่งชมศึกนี้ให้สบายเถิด..”

             

            เจ้าเมืองฟังแล้วใบหน้าก็บิดเบี้ยว อะไรกัน ? ข้าศึกบุกให้นั่งชมรึ ?ท่าจะบ้าเสียแล้ว เจ้าเมืองไม่มีความเชื่อมั่นในตัวผู้บัญชาการหนุ่มแม้แต่น้อยมันถอนหายใจอย่างเสียอารมณ์ แล้วก็ขึ้นไปบนเชิงเทินรอดูสถานการณ์ต่อไป

             

            “ข้าร้อนใจจะแย่ แต่ดูเขาสิยังคงเดินเล่นอยู่ภายในเมืองราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ผู้บัญชาการหนุ่ม เหอะ !” เจ้าเมืองแค่นเสียงอย่างดูแคลนการกระทำของหนิงเฟยหลงทำให้มันหัวเสียเป็นอย่างมาก

             

            “ใต้เท้า เช่นนี้เราจะลอบหนีออกจาก...”

             

            ผัวะ !

             

            ไม่ทันที่ทหารคนสนิทจะพูดจบฝ่ามือของเจ้าเมืองก็ได้ประทับที่ใบหน้าของมันเรียบร้อยแล้วเจ้าเมืองได้ยินก็ยิ่งรู้สึกเดือดดาล “เจ้าตัวบัดซบ หากไม่มีสิ่งใดจะกล่าวก็จงสงวนปากสงวนคำเสีย อย่าให้ข้าได้ยินวาจาเช่นนี้อีกครั้งหาไม่แล้วศีรษะเจ้าจะไม่อยู่บนบ่า !”

             

            ทหารคนสนิทได้ยินดังนั้นก็ตกใจกลัวรีบคุกเข่าลงที่พื้นก้มคำนับพร้อมรีบตอบรับ “ขะ...ขอรับ ข้าน้อยจะไม่..กะ...กล่าวเช่นนั้นอีก..”มันเกือบจะต้องตายเพราะคำพูดที่ไม่ยั้งคิดแล้ว

             

            เจ้าเมืองไม่ได้สนใจมันอีกเดินต่อไป เมื่อเจ้าเมืองเดินออกไปแล้วมันก็ถอนหายใจพลางนำมือมาลูบอก “เกือบไป...เกือบไปแล้ว...”

             

            มันพึ่งก็สบายใจได้ครู่หนึ่งก็มีเสียงดังตวาดราวกับฟ้าฝ่าลงมาใส่มันอีกครั้ง

             

            “ยังไม่รีบไสหัวมา !” ใช่แล้วมันคือเสียงของผู้เป็นนายเจ้าเมืองงฟางนั่นเอง

             

            ทหารคนสนิทก็รีบตามไปใบหน้าก็บูดเบี้ยว “โอ้สวรรค์ทำไมท่านช่างใจร้ายนัก”

             

            กองทัพของชายผมแดงมาถึงหน้าเมือง โจรกว่าห้าพันคนไม่ได้รีบเร่งเข้าตีเมืองแต่กลับตั้งค่ายแทน ห่างจากเมืองเพียงสามลี้เท่านั้น รอกองทัพของเสี่ยวเฟิงเข้ามาสมทบก็จะเริ่มเข้าโจมตีเมืองทันที

             

            ..........

             

            สามชั่วยามถัดมากองทัพของเสี่ยวเฟิงก็มาถึง..

             

            หัวหน้าใหญ่โจรกลับมาด้วยสภาพน่าอดสู ราวกับคนใกล้ตาย แต่ไม่ตายถึงแม้คนผู้นั้นจะกำชับมาว่า ห้ามสังหารหัวหน้าใหญ่โจรเป็นอันขาดแต่ยามนี้มันไร้ซึ่งความสามารถแล้ว ต่อให้ตำแหน่งหัวหน้าโจรยังอยู่แต่อีกไม่นานคงจะรักษาไว้ไม่ได้ สู้ฆ่ามันเลยเสียดีกว่าแล้วแต่งตั้งคนใหม่ขึ้นแทน

             

            ทั้งสองหารู้ไม่ว่าหัวหน้าใหญ่นั้นกุมความลับอันใดไว้อยู่มันลงมือฆ่าหัวหน้าใหญ่โดยไม่ลังเล

             

            กองทัพทั้งสองรวมกันแล้วก็มีแค่แปดพันคน จากเดิมที่สมควรเป็นทัพหลักหมื่นแต่ตงซานกลับนำโจรพวกนั้นไปตายเสียหมด นี่สร้างความเจ็บแค้นเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้มันลงมือสังหารอย่างไม่ลังเล

             

            พักทัพอยู่ครึ่งชั่วยามทั้งสองก็แต่งทัพออกไปตีเมืองเสี่ยวเฟิงทำหน้าที่เป็นทัพหน้าเข้าตีเมือง มันไม่คิดที่จะออมมืออีกต่อไปครานี้ตั้งใจจะแสดงฝีมือให้เป็นที่ประจักษ์ทำลายความห้าวหาญของทหารให้สิ้น จะทำให้พวกมันจมอยู่กับความสิ้นหวัง

             

            พอมาถึงหน้าเมืองเสี่ยวเฟิงก็ท้าหนิงเฟยหลงประลองยุทธ์ทันทีโดยอ้างความแค้นเรื่องของอดีตหัวหน้าโจรเขาตงซานเป็นเหตุแต่หนิงเฟยหลงกลับตอบมันอย่างไม่ไยดี ด้วยว่า การตายของตงซานนั้นไม่เกี่ยวกับมันมันได้ออกคำสั่งแล้วว่าห้ามสังหาร เห็นทีว่าพวกชายผมแดงจะสังหารเอง

             

            การตอบกลับเช่นนั้นทำให้โจรทั้งหลายต่างพากันกระด้างกระเดื่องและเหลือบมองผู้มีเกียรติของพวกมันเป็นพัก ๆ ในใจก็เกิดความไม่ยินยอมฆ่าหัวหน้าใหญ่แล้วยังให้พวกมันออกมาสู้รบอีกรึ ?

             

            โจรบางส่วนเดินออกจากทัพไป เสี่ยวเฟิงคิ้วกระตุกใบหน้าที่เย็นชานั้นก็ให้ความรู้สึกเย็นเยียบ มันวาดกระบี่ในมือออกคลื่นกระบี่ก็พุ่งผ่านร่างโจรพวกนั้นล้มตายไปคนที่คิดจะหนีก็เปลี่ยนความคิดเสียใหม่ถอยรวมกลับเข้ามาในทัพ

             

            “กองทัพโจรในครานี้เสียกำลังใจแล้ว เหมาะนัก” เจ้าเมืองที่เฝ้ามองก็อารมณ์ดีขึ้นมันออกคำสั่งส่งทหารเข้าโจมตีข้าศึกที่ระส่ำระสายทันที

             

            ประตูเมืองถูกเปิดออก หนิงเฟยหลงหนังตากระตุก ใบหน้าดำมืด“ใครกันออกคำสั่งให้ทหารพวกนั้นออกไป ?”มันไม่ได้คำรามออกมาเพียงกล่าวถามด้วยเสียงราบเรียบ แต่เสียงนี้กลับสร้างความระทึกให้กับผู้คน

             

            เจ้าเมืองที่เป็นผู้ออกคำสั่ง สีหน้าก็ขาวซีดขึ้น แต่ก็ทำใจดีสู้เสือเดินเข้าไปหาผู้บัญชาการหนุ่ม แล้วเอ่ยขึ้น “นี่เป็นเวลาเหมาะสมแล้วที่จะโจมตีหรือท่านผู้บัญชาการไม่คิดเช่นนั้น ? ข้าผู้เป็นเจ้าเมืองออกคำสั่งเอง”มันเชิดหน้าพูดขึ้น

             

            “ดี ดีมาก !” หนิงเฟยหลงคว้ากระบี่ในฝักของทหารข้างกายวาดผ่านลำคอของเจ้าเมืองอย่างรวดเร็ว เจ้าเมืองไม่ทันรู้ตัวว่าตนเองได้ตายไปแล้วภาพสุดท้ายที่เห็นคือ ชายหนุ่มที่มีสีหน้าเย็นชาแววตาไร้อารมณ์

             

            “พวกเจ้าทั้งหลายจำเอาไว้ หากไม่มีคำสั่งจากข้า ห้ามใครทำการอุกอาจอีก !” หนิงเฟยหลงโยนกระบี่กลับเข้าฝักแล้วออกคำสั่งใหม่อีกครั้ง ให้ทหารที่ออกไปตั้งรับอยู่หน้าเมืองแล้วมันก็ทะยานร่างลงไปหน้าเมืองพร้อมกับจั้วหย่งและจางจิ้นสิง

             

            “หากเจ้าอยากสู้นัก ข้าเองก็จะรับคำท้า เพียงแต่การต่อสู้ต้องเป็นแบบกลุ่มกล้ารับคำท้าหรือไม่ ?” หนิงเฟยหลงเอ่ยขึ้น

             

            “ได้ แบบกลุ่มก็เหมาะสมดี เจ้าต้องการจำนวนเท่าไหร่ ?” เสี่ยวเฟิงยิ้มออกมาหนิงเฟยหลงติดกับมันแล้ว หากหนิงเฟยหลงเข้าร่วมการประลองมันพี่น้องจะต้องรุมสังหารเป็นแน่ !

             

            หนิงเฟยหลงทำท่าครุ่นคิดแล้วเอ่ยตอบ “สักห้าคนเป็นอย่างไร ?”

             

            เสี่ยวเฟิงไม่ได้ขบคิดมากมายมันตอบรับทันทีและกำลังจะเลือกคนเข้าประลองเดี๋ยวนี้ทว่าหนิงเฟยหลงกลับเอ่ยขึ้นขัดขวางการกระทำนั้น “การประลองต้องไม่ใช่วันนี้ข้าขอเวลาสักสองวันเป็นอย่างไร ?”

             

            “ได้ สองวันก็สองวัน” สองวันนั้นแม้มันจะรู้ว่าหนิงเฟยหลงต้องการประวิงเวลาแต่มันก็เชื่อมั่นว่าเมื่อถึงเวลากำหนด จะสามารถสังหารหนิงเฟยหลงลงได้และทำลายกองทัพทั้งหมดที่นี่เพียงเท่านี้ ค่ายโจรเขาตงซานก็จะปลอดภัยแม้นว่ากองทัพใหญ่ที่กำลังยกมานั้นจะยิ่งใหญ่ แต่มันก็อาจต้านทานได้โดยใช้อำนาจของคนผู้นั้นสั่งการให้ถอนทัพไป แต่หากกองทัพของหนิงเฟยหลงยังอยู่นั่นเป็นไปไม่ได้เลย

             

            มันจำเป็นต้องหาข้ออ้างให้ทัพใหญ่ถอยทัพ แม้เพียงน้อยนิดก็เพียงพอ

             

            หลังเจรจาเสร็จกองทัพทั้งสองก็แยกย้ายที่ค่ายโจรเกิดปัญหาใหญ่ขึ้นมีโจรหลายสิบคนลอบหนีออกจากค่าย ชายผมแดงทั้งสองไม่ใคร่ใส่นักถึงอย่างไรมีเพียงคนที่ต้องประลองกับพวกมันก็เพียงพอแล้ว ส่วนกำลังคนนั้นให้มีอยู่บ้างเพื่อไล่กวาดล้างทหารก็เท่านั้น

             

            ต่างฝ่ายต่างมีกลอุบายของตนแต่ที่พวกมันสนใจยิ่งกว่าคือ การประลองที่จะเกิดขึ้นในอีกสองวันที่จะถึงนี้

             

            ..........