เสียงนั้นมิใช่สัญญาณเรียกรวมพล และมิใช่สัญญาณเตือนภัย หากเป็ระฆังสำหรับแจ้งว่ามีแขกสำคัญมาเยือน
เพียงไม่นาน บ่าวรับใช้ทั่วจวนต่างเริ่มเคลื่อนไหววุ่นวาย
ลานด้านหน้าได้รับคำสั่งให้กวาดใหม่อีกครั้ง ประตูใหญ่ถูกเปิดออกกว้าง พรมสีแดงที่เก็บไว้สำหรับต้อนรับแขกผู้มีฐานะถูกนำออกมาปูั้แ่ประตูจวนไปจนถึงโถงรับรองใหญ่
คนรับใช้หลายคนกระซิบถามไถ่กันไม่หยุด
“ผู้ใดมากันแต่เช้าถึงทำให้ท่านผู้าุโสั่งเปิดประตูใหญ่?”
“เ้ายังไม่รู้หรือ คุณหนูมู่มาถึงเมืองเมื่อคืนนี้!”
“คุณหนูมู่ชิงหลัน?”
“จะเป็ผู้ใดไปได้อีกเล่า!”
เพียงนามนั้นถูกกล่าวออกมา บ่าวสาวบางคนถึงกับหยุดมือแล้วหันมองไปทางประตูใหญ่ด้วยความสนใจ
มู่ชิงหลัน
บุตรีของแม่ทัพมู่ผู้ล่วงลับ
อัจฉริยะหญิงที่โดดเด่นที่สุดในเมืองชิงหลานตลอดหนึ่งร้อยปีที่ผ่านมา
และยังเป็หญิงสาวที่ได้รับการยกย่องว่า มีรูปโฉมงดงามที่สุดในบรรดาหญิงสาวรุ่นเยาว์ทั่วทั้งเมือง
ชื่อของนางเป็ที่กล่าวถึงมานานหลายปี
ั้แ่นางอายุสิบสามและเปิดเส้นชีพจรได้เร็วกว่าคนในวัยเดียวกัน ไปจนถึงอายุสิบห้าที่สามารถเอาชนะรุ่นเยาว์ซึ่งมีอายุมากกว่าสองถึงสามปีได้หลายคน ผู้คนจึงมักเอาชื่อนางไปเปรียบเทียบกับอัจฉริยะจากเมืองใหญ่
แต่สิ่งที่ทำให้เื่ของนางถูกพูดถึงมากที่สุดในเมืองชิงหลานกลับมิใช่พร์หรือรูปโฉม
หากเป็เื่ที่นางมีคู่หมั้นอยู่แล้ว
และคู่หมั้นผู้นั้นก็คือคุณชายสามตระกูลฉิน ผู้ที่คนทั่วเมืองรู้จักในฐานะคนที่ไม่สามารถฝึกปราณได้
ความแตกต่างระหว่างคนทั้งสองทำให้เื่การหมั้นหมายกลายเป็หัวข้อสนทนาที่ไม่มีวันจบสิ้น
ฝ่ายหนึ่งได้รับการกล่าวขานว่าเป็ไข่มุกแห่งเมืองชิงหลาน
อีกฝ่ายกลับถูกผู้คนล้อเลียนมาั้แ่เด็ก
ไม่มีผู้ใดเข้าใจว่าเหตุใดโชคชะตาจึงผูกคนสองคนที่แตกต่างกันถึงเพียงนี้เอาไว้ด้วยกัน
ภายในเรือนตะวันตก ฉินเฟิงกลับมิได้ออกไปสนใจความวุ่นวายด้านหน้า
เขากำลังนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้ โดยมีสมุดบัญชีของพ่อบ้านลู่เปิดอยู่ตรงหน้า
เมื่อคืนหลังกลับถึงเรือน เขาใช้เวลา่หนึ่งตรวจดูบันทึกทุกหน้าอย่างละเอียด
ตัวเลขส่วนใหญ่ถูกเขียนให้ดูเหมือนรายรับรายจ่ายทั่วไป แต่เมื่อพิจารณาตามวันที่และจำนวนเงิน ฉินเฟิงกลับพบสิ่งผิดปกติหลายแห่ง
ตลอดหกปีที่ผ่านมา ทุกสามเดือนจะมีเงินจำนวนหนึ่งถูกถอนออกจากคลังย่อยของเรือนสายรอง
จำนวนเงินไม่มากพอให้ผู้ดูแลบัญชีใหญ่สงสัย
แต่เมื่อรวมกันหลายปี กลับมีมูลค่าสูงพอซื้อสมุนไพรพิษจำนวนมหาศาล
นอกจากนั้น ยังมีอักษรสั้น ๆ ถูกเขียนไว้ตรงขอบหน้ากระดาษบางหน้า
“เมฆสาม”
“ชาเจ็ด”
“ฤดูหนาว”
คำเ่าั้ดูเหมือนไร้ความหมาย
แต่เย่เฉินเทียนในอดีตเคยพบวิธีบันทึกรหัสทางการค้าของสมาคมลับมานับไม่ถ้วน
เขาใช้เวลาไม่นานก็เริ่มมองเห็นแบบแผน
“เมฆ” น่าจะหมายถึงศาลาเมฆาคราม
ตัวเลขอาจหมายถึงวันนัดพบหรือหมายเลขห้อง
ส่วนคำว่า “ฤดูหนาว” ปรากฏทุกครั้งหลังมีรายการซื้อสมุนไพรที่มีคุณสมบัติให้พลังเย็น
ฉินเฟิงวางนิ้วลงบนรายการหนึ่งเมื่อหกปีก่อน
จำนวนเงินในวันนั้นสูงกว่าปกติถึงห้าเท่า
หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วัน ตามความทรงจำของร่างเดิม บิดาของเขาก็กลับมาจากภารกิจนอกเมืองด้วยอาการาเ็หนัก
ทุกคนเชื่อว่าอาการาเ็เกิดจากการต่อสู้กับสัตว์อสูรระหว่างทาง
แต่หากมีผู้วางพิษไว้ก่อนหรือหลังการาเ็ เหตุการณ์ทั้งหมดก็เปลี่ยนความหมายไปทันที
ฉินเฟิงปิดสมุดลง
เขายังไม่อาจสรุปว่าผู้ใดอยู่เื้ั
พ่อบ้านลู่เป็เพียงผู้รับคำสั่ง
ลู่ฉีรู้เพียงบางส่วน
ฉินซวนเฮ่อมีเหตุผล้าให้การหมั้นหมายระหว่างเขากับมู่ชิงหลันสิ้นสุดลง แต่เมื่อหกปีก่อนฉินซวนเฮ่อยังมีอายุเพียงสิบสองปี
หากเื่พิษเริ่มขึ้นั้แ่เวลานั้น คนที่อยู่เื้ัย่อมต้องเป็ผู้ใหญ่
และต้องเป็คนที่สามารถเข้าใกล้ฉินเจิ้งเหอได้โดยไม่ทำให้ผู้ใดสงสัย
เสียงเคาะประตูดังขึ้น
“คุณชายสามเ้าคะ”
ฉินเฟิงจำเสียงได้ทันที
“ท่านป้าหลิว เชิญเข้ามาเถิด”
หลิวมู่เปิดประตูเข้ามา สีหน้าดูทั้งยินดีทั้งกังวล
“คุณชาย มีคนจากเรือนใหญ่แจ้งว่าแขกจากตระกูลมู่มาถึงแล้วเ้าค่ะ นายท่านให้ข้ามาตามท่านไปยังโถงรับรอง”
ฉินเฟิงพยักหน้า
“ข้าทราบแล้ว อีกครู่ข้าจะไป”
หลิวมู่มองเสื้อผ้าที่เขาสวมอยู่ ก่อนรีบเอ่ย
“คุณชาย วันนี้คุณหนูมู่มาด้วย ท่านจะเปลี่ยนชุดหรือไม่เ้าคะ ข้ายังเก็บชุดแพรสีขาวที่นายท่านสั่งตัดให้เมื่อปีก่อนไว้อย่างดี”
ฉินเฟิงมองเสื้อคลุมสีเทาธรรมดาของตนเองแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มบาง
“ขอรบกวนท่านป้าหลิวช่วยเตรียมให้ข้าด้วย”
หลิวมู่ยิ้มทันที
“ไม่รบกวนเลยเ้าค่ะ ข้าจะไปนำมาให้เดี๋ยวนี้”
หญิงชราเดินออกไปด้วยท่าทีรีบร้อน
ฉินเฟิงจึงเก็บสมุดบัญชีและขวดยาพิษเข้าไปในช่องลับใต้พื้นโต๊ะ
เขายังไม่คิดนำหลักฐานเหล่านี้ออกมาในเวลานี้
หากเปิดเผยเร็วเกินไป คนที่อยู่เื้ัจะระวังตัว
พ่อบ้านลู่หายไปเมื่อคืน เื่นี้เพียงอย่างเดียวก็น่าจะทำให้ฝ่ายนั้นเริ่มสงสัยแล้ว
สิ่งที่ฉินเฟิงต้องทำคือปล่อยให้พวกมันคิดว่าเขารู้เพียงเื่ลอบฆ่าที่หอบุปผาแดง แต่ยังไม่พบสิ่งเชื่อมโยงกับพิษของบิดา
ตราบใดที่อีกฝ่ายยังเชื่อว่าความลับสำคัญไม่ได้ถูกเปิดเผย มันย่อมต้องเคลื่อนไหวอีกครั้ง
ไม่นาน หลิวมู่ก็นำชุดแพรสีขาวกลับมา
เมื่อฉินเฟิงเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย หญิงชราที่ช่วยจัดสายรัดเอวถึงกับมองเขานิ่งอยู่นาน
คุณชายสามยังคงมีใบหน้าเดิม
ทว่าท่าทางกลับเปลี่ยนไปมาก
เมื่อก่อนแม้สวมเสื้อผ้าราคาแพงก็ยังดูเหมือนคุณชายเ้าสำราญที่ใช้ชีวิตไร้ระเบียบ
วันนี้กลับยืนตัวตรง ท่าทีสงบ ดวงตาคู่นั้นนิ่งลึกขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
แม้สีหน้าจะยังซีดจากพิษและการฝึกเมื่อคืน แต่กลับมิได้ทำให้ดูอ่อนแอ กลับทำให้ใบหน้าของเด็กหนุ่มมีความสงบเกินวัยเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน
หลิวมู่ถอนหายใจ
“หากนายท่านเห็นท่านวันนี้ คงยินดีมากเ้าค่ะ”
ฉินเฟิงมองหญิงชราผ่านกระจกทองแดง
“หลายปีที่ผ่านมา ข้าทำให้ท่านพ่อกับท่านป้าหลิวต้องเป็ห่วงมาก ต่อจากนี้ข้าจะพยายามไม่ให้เื่เช่นนั้นเกิดขึ้นอีก”
หลิวมู่ชะงัก ก่อนดวงตาจะเริ่มแดงขึ้นเล็กน้อย
นางรีบหันหน้าไปจัดชายเสื้อให้เขาเพื่อไม่ให้ฉินเฟิงเห็น
“คุณชายพูดเช่นนี้ ข้าก็ดีใจแล้วเ้าค่ะ”
ฉินเฟิงไม่ได้กล่าวอะไรต่อ
เขารอจนหลิวมู่จัดเสื้อเรียบร้อย จึงเดินออกจากเรือนมุ่งไปยังโถงรับรองใหญ่
ระหว่างทาง ความวุ่นวายในจวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
เมื่อคนรับใช้เห็นเขา บางคนมีสีหน้าประหลาดใจ
ข่าวที่เขากลับจากหอบุปผาแดงเมื่อคืนยังไม่แพร่ไปทั่ว แต่เื่ที่เขาเปลี่ยนท่าทีอย่างผิดปกติเริ่มถูกพูดถึงในหมู่คนรับใช้เรือนตะวันตกแล้ว
ฉินเฟิงไม่สนใจ
เมื่อเดินมาถึงลานกลาง เขาก็พบชายหนุ่มหลายคนยืนอยู่ใกล้ทางเข้าสู่โถงใหญ่
หนึ่งในนั้นคือฉินเหว่ย
คนที่พบกันในหอโอสถเมื่อวาน
ฉินเหว่ยกำลังพูดคุยกับชายหนุ่มอายุราวสิบแปดปีซึ่งสวมชุดสีฟ้าเข้ม
ชายผู้นั้นมีรูปร่างสูงกว่าคนรอบข้างเล็กน้อย ดวงตาเต็มไปด้วยความมั่นใจ บริเวณเอวแขวนกระบี่ยาวเล่มหนึ่ง
เมื่อฉินเฟิงเห็นหน้า ความทรงจำของร่างเดิมก็ทำให้รู้จักทันที
ฉินซวนเฮ่อ
อัจฉริยะอันดับต้น ๆ ของรุ่นเยาว์ตระกูลฉิน
ขั้นรับปราณขั้นเจ็ด
และยังเป็หลานชายคนโตของผู้าุโสามแห่งตระกูล
ฉินซวนเฮ่อเป็คนหนึ่งที่ได้รับการคาดหมายว่าจะได้รับสิทธิ์เข้าร่วมการคัดเลือกเข้าสำนักเมฆาฟ้าในอีกไม่กี่เดือน
ทันทีที่ฉินเหว่ยเห็นฉินเฟิง มุมปากก็เผยรอยยิ้มเยาะ
“ดูสิว่าผู้ใดมา”
คนรอบข้างหันมามอง
ฉินซวนเฮ่อเองก็หันมาช้า ๆ
สายตาของเขาหยุดอยู่ที่ฉินเฟิงครู่หนึ่ง ก่อนเลื่อนไปสำรวจชุดแพรสีขาวแล้วกลับมาที่ใบหน้า
“วันนี้แต่งตัวเรียบร้อยกว่าปกติ”
ฉินเฟิงเดินต่อไป
ไม่ได้หยุด
ฉินเหว่ยขยับเข้ามาขวาง
“พี่ซวนเฮ่อกำลังพูดกับเ้า เ้าไม่ได้ยินหรือ”
ฉินเฟิงหยุดฝีเท้า
เขามองฉินเหว่ยก่อนกล่าว
“เมื่อวานที่หอโอสถ เ้าก็ถามคำถามเดียวกัน”
ใบหน้าฉินเหว่ยเปลี่ยนเล็กน้อย
เื่ที่เขาพยายามจับตัวฉินเฟิงแต่พลาดต่อหน้าคนในหอโอสถยังทำให้รู้สึกเสียหน้าอยู่จนถึงตอนนี้
“เมื่อวานมีเถ้าแก่เหอคอยขวาง วันนี้เ้าอยู่ในจวนของตนเองแล้ว เ้าคิดว่ายังมีผู้ใดช่วยเ้าอีกหรือ”
“ฉินเหว่ย”
ฉินซวนเฮ่อเอ่ยขึ้นเบา ๆ
ฉินเหว่ยจึงถอยกลับไปหนึ่งก้าว
ฉินซวนเฮ่อเดินเข้ามาเอง
เขาสูงกว่าฉินเฟิงประมาณครึ่งศีรษะ
พลังปราณจากขั้นรับปราณขั้นเจ็ดทำให้ลมหายใจของเขาหนักแน่นกว่ารุ่นเยาว์รอบข้างอย่างชัดเจน
“น้องสาม”
ฉินซวนเฮ่อเรียกด้วยน้ำเสียงเป็มิตร ทว่ารอยยิ้มกลับไปไม่ถึงดวงตา
“อีกไม่กี่เดือนสำนักเมฆาฟ้าจะเปิดรับศิษย์ ตระกูลเรามีสิทธิ์ส่งรุ่นเยาว์เข้าคัดเลือกเพียงสามคน เ้าคงรู้เื่นี้”
“ข้าทราบ”
“ดี”
ฉินซวนเฮ่อยิ้ม
“วันประชุมตระกูลอีกสองวันข้างหน้า จะมีการประลองเพื่อเลือกผู้มีสิทธิ์สามคน แม้เ้าจะไม่สามารถเข้าร่วม แต่ในฐานะคนตระกูลฉินก็ควรมาดู เพื่อให้รู้ว่าความแตกต่างระหว่างผู้ฝึกยุทธ์กับคนธรรมดามากเพียงใด”
ฉินเหว่ยหัวเราะออกมา
รุ่นเยาว์สองคนด้านหลังก็ยิ้มตาม
ฉินเฟิงกลับไม่มีท่าทีโกรธ
“ขอบคุณที่เตือน”
ฉินซวนเฮ่อชะงักเล็กน้อย
ฉินเฟิงกล่าวต่อ
“แต่สิทธิ์สามตำแหน่งยังไม่ได้เป็ของผู้ใด การประลองก็ยังไม่เริ่ม เ้าควรเก็บคำกล่าวเื่ความแตกต่างไว้หลังผลตัดสินจะดีกว่า”
ความเงียบเกิดขึ้นในลาน
ฉินเหว่ยมองฉินเฟิงราวกับได้ยินเื่ไม่น่าเชื่อ
ฉินซวนเฮ่อเองก็จ้องเขาอยู่นาน
“เ้าหมายความว่าอย่างไร”
“ข้าพูดชัดเจนแล้ว”
“หรือเ้าคิดจะเข้าประลอง?”
คนรอบข้างหัวเราะทันที
แต่ฉินเฟิงเพียงตอบอย่างเรียบสงบ
“ระเบียบของตระกูลห้ามข้าหรือ”
เสียงหัวเราะค่อย ๆ หยุดลง
ตามกฎ ไม่มีข้อใดห้าม
เพียงแต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีผู้ใดคิดว่าฉินเฟิงจะเข้าร่วม เพราะเขาไม่สามารถฝึกปราณได้
ฉินเหว่ยกล่าวอย่างไม่เชื่อ
“เ้าจะเข้าประลองทั้งที่ไม่มีพลังปราณ?”
ฉินเฟิงมองเขา
“ถ้าเ้ามั่นใจว่าข้าไม่มีพลัง เหตุใดจึงดูร้อนรนนัก”
“เ้า!”
ฉินเหว่ยกำหมัดแน่น
ฉินซวนเฮ่อยกมือห้าม
สีหน้าของเขายังคงสงบ แต่แววตาที่มองฉินเฟิงมีบางอย่างเปลี่ยนไป
เมื่อคืนพ่อบ้านลู่หายตัว
ลู่ฉีก็ไม่กลับเรือนพัก
เช้าวันนี้ฉินเฟิงกลับปรากฏตัวราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
และตอนนี้ยังกล่าวว่าจะเข้าประลองสิทธิ์เข้าสำนัก
เื่ทั้งหมดเริ่มผิดปกติมากเกินไป
ฉินซวนเฮ่อจึงเอ่ยถาม
“ได้ยินว่าเมื่อคืนพ่อบ้านลู่หายตัว เ้าเคยพบเขาหรือไม่”
ฉินเฟิงมองอีกฝ่ายตรง ๆ
“พ่อบ้านคนหนึ่งหายตัว เหตุใดเ้าจึงมาถามข้าเป็คนแรก?”
คำถามย้อนกลับทำให้ฉินซวนเฮ่อนิ่งไปชั่วครู่
ฉินเฟิงกล่าวต่อ
“หรือเ้ารู้สิ่งใดเกี่ยวกับการหายตัวของเขา?”
“ข้าเพียงถามตามปกติ”
“เช่นนั้นข้าก็ตอบตามปกติว่าไม่รู้”
ฉินเฟิงเดินผ่านไปโดยไม่รอให้อีกฝ่ายพูดต่อ
ฉินซวนเฮ่อไม่ได้ขวาง
แต่หลังจากฉินเฟิงเดินห่างออกไป รอยยิ้มบนใบหน้าก็หายไปอย่างสิ้นเชิง
ฉินเหว่ยขยับเข้าใกล้
“พี่ซวนเฮ่อ เ้านั่นวันนี้แปลกมาก”
“ข้ารู้”
“หรือมันรู้เื่พ่อบ้านลู่จริง ๆ”
ฉินซวนเฮ่อหันมอง
“อย่าพูดเื่นี้ตรงนี้”
ฉินเหว่ยรีบปิดปาก
ฉินซวนเฮ่อมองแผ่นหลังฉินเฟิงจนหายเข้าไปในโถงใหญ่
ในใจเกิดความรู้สึกไม่สบายอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
โถงรับรองใหญ่ของตระกูลฉินกว้างขวางพอรองรับคนหลายสิบคน
เมื่อฉินเฟิงเดินเข้ามา ผู้าุโหลายคนของตระกูลนั่งอยู่แล้ว
บิดาของเขา ฉินเจิ้งเหอ นั่งอยู่ฝั่งซ้ายตอนบน
แม้สีหน้ายังซีด แต่วันนี้ดูดีขึ้นกว่าตอนพิษกำเริบเมื่อวาน
หมอจ้าวน่าจะใช้ยาเพื่อชะลออาการไว้ชั่วคราว
ฉินเฟิงเดินเข้าไปหาบิดาก่อน
“ท่านพ่อ อาการของท่านวันนี้เป็อย่างไรบ้างขอรับ”
ฉินเจิ้งเหอมองบุตรชายแล้วพยักหน้า
“ดีขึ้นมากแล้ว หมอจ้าวให้ยามา พ่อเพียงรู้สึกแน่นหน้าอกเล็กน้อย”
“วันนี้ท่านอย่าเพิ่งใช้พลังปราณนะขอรับ ข้าจะพยายามไปพบอาจารย์ให้เร็วที่สุด”
ฉินเจิ้งเหอได้ยินคำว่าอาจารย์อีกครั้งจึงพยักหน้า
“อย่าฝืนตนเอง อาจารย์ของเ้าเต็มใจช่วยเพียงใดก็รับเพียงนั้น อย่าให้เื่ของพ่อทำให้เ้าสร้างความลำบากแก่ผู้มีพระคุณ”
“ข้าจะจำไว้ขอรับ”
บทสนทนาของสองพ่อลูกถูกชายชราคนหนึ่งซึ่งนั่งไม่ไกลได้ยิน
เขาคือ ฉินซ่งไห่ ผู้าุโสาม และเป็ปู่ของฉินซวนเฮ่อ
ชายชราหันมามอง
“อาจารย์?”
ฉินเจิ้งเหอตอบแทนบุตรชาย
“เฟิงเอ๋อร์มีวาสนาได้พบผู้มีความสามารถท่านหนึ่ง ท่านผู้นั้นชี้แนะเื่สมุนไพรให้เขาบ้าง”
ฉินซ่งไห่หัวเราะเบา ๆ
“ผู้มีความสามารถที่รับเฟิงเอ๋อร์เป็ศิษย์หรือ น่าสนใจจริง ๆ”
น้ำเสียงฟังดูสุภาพ
แต่ผู้ฟังหลายคนกลับได้ยินความหมายอีกอย่าง
ฉินเฟิงจึงประสานมืออย่างเหมาะสม
“อาจารย์ของข้าปลีกตัวจากโลกภายนอกและไม่ประสงค์เปิดเผยฐานะ ข้าจึงไม่สามารถกล่าวถึงท่านมากนัก หวังว่าผู้าุโสามจะเข้าใจ”
ฉินซ่งไห่มองเขานิ่ง
“เ้าเปลี่ยนไปมากในเวลาไม่กี่วัน”
“คนเราเมื่อผ่านเหตุการณ์บางอย่าง ย่อมรู้ว่าอะไรควรรักษาและอะไรควรละทิ้ง”
ฉินซ่งไห่กำลังจะกล่าวต่อ เสียงประกาศจากด้านนอกก็ดังขึ้น
“แขกจากตระกูลมู่มาถึง!”
คนในโถงหลายคนหันไปทางประตูพร้อมกัน
ฉินเฟิงเองก็หันมอง
ชายวัยกลางคนสองคนเดินเข้ามาก่อน
ทั้งสองสวมชุดสีขาวปักลายดอกเหมยฟ้า ระดับพลังไม่ต่ำ ในหมู่คนเมืองชิงหลานนับว่าเป็ยอดฝีมือที่มีชื่อเสียง
หลังจากนั้น หญิงรับใช้สองคนจึงเดินตามเข้ามา
และท้ายที่สุด…
หญิงสาวในชุดยาวสีขาวอมฟ้าก็ก้าวผ่านประตูโถง
เสียงพูดคุยที่มีอยู่ก่อนหน้าค่อย ๆ เงียบลงเองโดยไม่ต้องมีผู้ใดสั่ง
ฉินเฟิงมองหญิงสาวตรงหน้าเป็ครั้งแรกนับั้แ่รับความทรงจำของร่างนี้อย่างสมบูรณ์
อายุประมาณสิบหกปี
เรือนผมดำยาวถูกเกล้าเพียงครึ่งหนึ่ง ปล่อยส่วนที่เหลือตกลงด้านหลังอย่างเป็ธรรมชาติ
ใบหน้าขาวละเอียด รูปคิ้วเรียวงาม ดวงตาใสราวน้ำในทะเลสาบยามหนาว
ไม่ได้แต่งหน้าจัด
ไม่มีเครื่องประดับมากมาย
มีเพียงปิ่นหยกสีขาวชิ้นเดียวอยู่บนเส้นผม
แต่กลับทำให้หญิงสาวทุกคนที่ยืนอยู่ในโถงดูธรรมดาลงทันที
ความงดงามเช่นนี้หาได้ยากจริง
ไม่แปลกที่ผู้คนทั้งเมืองเรียกนางว่าหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองชิงหลาน
ทว่าสิ่งที่ฉินเฟิงสนใจมากกว่ารูปโฉม คือพลังปราณที่แผ่ออกมาจากร่างของนางอย่างเป็ธรรมชาติ
เขาพิจารณาเพียงเล็กน้อยก็รู้ทันที
ขั้นเปิดชีพจรขั้นต้น
สูงกว่าฉินซวนเฮ่อหนึ่ง่ชั้นใหญ่ตามที่ชื่อเสียงของนางกล่าวไว้จริง
ขั้นรับปราณทั้งเก้าขั้นเป็เพียงการรวบรวมปราณเข้าสู่ตันเถียนและสร้างรากฐาน
เมื่อข้ามผ่านขั้นรับปราณขั้นเก้า ผู้ฝึกจึงเข้าสู่ ขั้นเปิดชีพจร ซึ่งพลังปราณจะแข็งแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
มู่ชิงหลันอายุเพียงสิบหก แต่ก้าวมาถึงระดับนี้แล้ว
ในเมืองชิงหลานถือว่าน่าตกตะลึงอย่างแท้จริง
นางก้าวเข้ามาอย่างสงบ
สายตาผ่านคนหลายคนในโถง ก่อนหยุดลงตรงฉินเฟิง
ดวงตาของนางเผยความประหลาดใจเพียงเล็กน้อย
คนตรงหน้าต่างจากฉินเฟิงในความทรงจำ
ไม่ใช่เื่เสื้อผ้า
แต่เป็ท่าที
เมื่อก่อนทุกครั้งที่เขาพบนาง ดวงตาจะเต็มไปด้วยความหลงใหล บางครั้งพยายามพูดเอาใจ บางครั้งกลับหลบตาเพราะรู้สึกด้อยกว่า
วันนี้เขาเพียงมองนางอย่างสงบ
ไม่มีความละลาบละล้วง
ไม่มีความตื่นเต้น
ราวกับกำลังพบคนรู้จักธรรมดาคนหนึ่ง
มู่ชิงหลันจึงมองเขานานกว่าปกติเล็กน้อย
ผู้ใหญ่จากตระกูลมู่เข้าไปทักทายผู้าุโตระกูลฉิน
หลังพิธีต้อนรับผ่านไป มู่ชิงหลันเดินมาทางฉินเจิ้งเหอ
นางประสานมือแล้วโค้งกายอย่างสุภาพ
“ชิงหลันคารวะท่านอาฉิน ได้ยินว่าท่านอามีอาการาเ็กำเริบ ข้าจึงมาเยี่ยมช้าไป หวังว่าท่านอาจะไม่ถือสา”
ฉินเจิ้งเหอยิ้มอย่างจริงใจ
“ชิงหลันไม่ต้องมากพิธี เ้าเดินทางมาไกลแล้วยังคิดถึงอาการของข้า ข้าก็ดีใจมากแล้ว”
จากนั้นมู่ชิงหลันจึงหันมาหาฉินเฟิง
ทั้งสองสบตากันตรง ๆ
นางเป็ฝ่ายกล่าวก่อน
“คุณชายฉิน”
ฉินเฟิงประสานมือ
“คุณหนูมู่ เดินทางมาไกล ลำบากเ้าแล้ว”