หลังจากที่สังหารกลุ่มของไทโคจนหมดสิ้นแล้วแอเรียสก็จัดการกับร่างของทั้งสามด้วยเวทอัคคี ทั้งสามคนมีแหวนมิติติดตัวอยู่คนละวงแต่ภายในนั้นก็ไม่ได้มีของสิ่งใดที่ดูหน้าสนใจนัก เว้นแต่แผนที่เก่าๆที่อยู่ในแหวนมิติของไทโค มันคือแผนที่เดียวกันกับที่นำพาพวกมันให้มายังที่แห่งนี้
“ ที่แท้ก็เพราะแผนที่แผ่นนี้นี่เองที่พาเจ้าสามตัวโง่งมให้มาตายที่นี่“
แอเรียสเปิดแผนที่ออกอ่านด้วยความสนใจ แม้จะไม่รู้ที่มาของมันแต่ก็รู้ได้ว่าแผนที่นี้น่าจะถูกเขียนขึ้นมาไม่ต่ำกว่าพันปีแล้ว เขาพบว่ามีจุดน่าสนใจหลายอย่างในแผนที่แผ่นนี้ ราวกับว่ายังมีปริศนาบางอย่างที่ถูกซุกซ่อนเอาไว้ และบางทีมันอาจจะนำพาเขาไปยังดันเจี้ยนแห่งอื่นอีกก็เป็นได้
“ พวกมันไปไหนกันหมดแล้ว หรือว่าจะเป็นเพราะฝีมือเจ้าพวกนั้น ..ไม่น่าเป็นไปได้อย่างเจ้าสามตัวโง่งมนั่นเพียงแค่เฉียดเข้ามาใกล้ก็คงจะเจอพวกหมาป่าเท้าอัคคีเคี้ยวจนไม่เหลือกระดูกแล้ว “
หลังจากออกมาจากถ้ำแล้วแอเรียสก็มองสำรวจไปรอบๆบริเวณปากทางเข้าถ้ำแต่เขากลับไม่พบแม้แต่เงาของหมาป่าเท้าอัคคีเลยแม้แต่ตัวเดียว แม้เขาจะไม่รู้ว่าพวกมันหลบหายไปที่ไหนหมดแต่เขาคงไม่อาจจะคิดได้ว่าพวกมันหลบหนีไปเพราะฝีมือของกลุ่มของไทโคอย่างแน่นอน ระดับฝีมือของพวกไทโคคงไม่อาจจะรับมือฝูงหมาป่าเท้าอัคคีเป็นแน่ อย่างมากก็คงทำได้เพียงเป็นอาหารขบเคี้ยวสำหรับฝูงหมาป่าเท้าอัคคี
“ หากปล่อยไว้แบบนี้คงได้มีพวกหนูน้อยตัวอื่นมาป้วนเปี้ยนอีกเป็นแน่“
แอเรียสหันหน้ากลับไปมองถ้ำที่เป็นปากทางเข้าดันเจี้ยน ดวงตาคล้ายกำลังนึกคิดบางอย่าง ปากทางเข้าดันเจี้ยนแห่งนี้แม้มันจะไม่ได้ตั้งอยู่อย่างโจ่งแจ้งจนเป็นที่เปิดเผย แต่มันก็หาได้ปกปิดตัวตนของมันแต่อย่างใด เขาเองก็นึกสงสัยอยู่ไม่น้อยว่าเหตุใดจึงไม่มีผู้ใดค้นพบสถานที่แห่งนี้มาก่อน
แอเรียสก้าวเดินไปยังปากทางเข้าถ้ำอีกครั้งก่อนจะสลักวงจรเวทบางอย่างลงไปยังแผ่นหินที่ปากทางเข้าถ้ำ ขั้นตอนทุกอย่างถูกทำขึ้นอย่างพิถีพิถัน เขาใช้สมาธิอย่างสูงสุดในการสลักวงจรเวทนี้ขึ้นมา เหงื่อหยดเล็กๆค่อยๆไหลรินออกมาจากใบหน้าของแอเรียส หากทำเพียงยืนมองอาจจะคิดว่ามันเป็นเรื่องง่ายดายแต่การลงมือทำหาใช่เรื่องที่ง่ายดายเพียงนั้น วงจรเวทนี้เต็มไปด้วยความสลับซับซ้อน หากนักสร้างอาวุธทั้งหลายได้มาเห็นการสลักวงจรเวทอันสลับซับซ้อนถึงเพียงนี้คงได้ตกตะลึงเป็นแน่ หลังจากผ่านไปหลายนาทีในที่สุดทุกอย่างก็เสร็จสิ้นลง
แสงประกายออกมาจากวงจรเวทที่แอเรียสพึ่งสร้างขึ้น ปากทางเข้าถ้ำจะค่อยๆหายไปอย่างช้าๆ มันถูกลบเลือนหายไปก่อนจะค่อยๆกลายผาหินที่กลมกลืนกับรอบข้างอย่างแนบเนียน แม้จะเพ่งสายตามองเพียงใดก็ไม่อาจจะมองเห็นเป็นถ้ำได้อย่างแน่นอน
นี่เป็นวงจรเวทมายามันสร้างขึ้นมาเพื่อสร้างภาพลวงตาในการหลอกลวงผู้คน ในยุคนี้ไม่ว่าจะเป็นเวทมายาหรือวงจรเวทมายาก็สูญหายไปจนเกือบจะหมดสิ้นแล้ว จะยังคงเหลืออยู่ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แอเรียสจึงไม่จำเป็นต้องกังวลเลยว่าจะมีผู้ใดที่สามารถมองเวทมายาของเขาออก
จนกว่าเขาจะสามารถพิชิตดันเจี้ยนแห่งนี้ได้สำเร็จ เขาไม่ต้องการให้ผู้ใดมาพบเจอดันเจี้ยนแห่งนี้ และอีกไม่นานเขาจะกลับมายังดันเจี้ยนแห่งนี้อีกครั้งเพื่อพิชิตมันให้จงได้
ร่างของแอเรียสพริ้วไหวไปตามหมู่พฤกษาเขียวขจี ต้นไม้น้อยใหญ่ข้างทางเป็นสิ่งที่เขาไม่ได้พบเจอภาพของทิวทัศน์เช่นนี้มาเกือบหนึ่งเดือนแล้ว ความชดชื่นของหมู่แมกไม้ที่แย่งกันชูกิ่งก้านรับแสงแดด อากาศบริสุทธิ์ของผืนป่า มันช่างทำให้เขารู้สึกดีไม่น้อย
ตลอดการเดินทางแอเรียสเลือกที่จะหลบเลี่ยงการพบเจอกับเหล่าสัตว์อสูรอยู่ตลอดเวลา เขาไม่ต้องการจะมาเสียเวลาในการต่อสู้อันเปล่าประโยชน์
หลังจากผ่านมากว่าชั่วโมงผืนป่ารอบด้านก็แปรเปลี่ยนไป ต้นไม้เริ่มลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัดเหลือเพียงต้นไม้ขนาดเล็กที่มีอายุเพียงไม่กี่สิบปีเท่านั้น นี่เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าแอเรียสได้เริ่มออกมาสู่ผืนป่ารอบนอกแล้ว อีกไม่นานก็คงจะถึงเป้าหมายของเขา
“ หยุดอยู่ตรงนั้นซะ !! นี่เป็นเขตของตระกูลสการ์เชีย ท่านฟาร์ฮานมีคำสั่งห้ามให้ผู้ใดเข้ามาในอาณาเขตของตระกูลโดยไม่ได้รับอนุญาต“
เสียงตะโกนของทหารยามคนหนึ่งที่กำลังลาดตระเวนอยู่รอบๆบริเวณตระกูลสการ์เชีย
“ นี่ข้าหายตัวไปนานจนทำให้พวกเจ้าหลงลืมหน้าตาของข้าไปหมดแล้วรึ“
คำพูดของแอเรียสทำให้ทหารยามผู้นั้นต้องเพ่งสายตามองเขาด้วยความแปลกใจ ทั้งรูปร่างของเด็กหนุ่มที่ดูเปลี่ยนไป ใบหน้าคมคายที่ดูหล่อเหลากว่าในอดีต ร่างสูงโปร่งกับมัดกล้ามที่ดูสมชายชาตรี เขาดูไม่คล้ายกับคุณชายแอเรียสที่ผอมแห้งดูราวกับคนป่วยตลอดเวลาผู้นั้นเลยแม้แต่น้อย และที่สำคัญพลังเวทในรายของเด็กหนุ่มตรงหน้ามันทำให้ทหารยามไม่อาจจะทำใจเชื่อได้ว่านี่คือแอเรียสจริงๆ
“ เจ้าคิดการพลางตัวด้วยเวทหลอกเด็กเช่นนี้จะหลอกลวงข้าได้อย่างนั้นรึ !! เจ้าเป็นใครกันแน่ บังอาจที่จะปลอมตัวเป็นคนของตระกูลสการ์เชียเจ้ารู้รึไม่ว่ามันมีโทษสถานใด “
แม้จะสับสนไปบ้างแต่ทหารยามก็ไม่มีทางเชื่อได้ว่านี่คือแอเรียส มันไม่อาจจะเป็นได้เลยที่คุณชายผู้ไร้พลังเวทจะกลายเป็นผู้ใช้มนตราขั้นที่สองได้ หอกในมือชี้มาทางแอเรียสอย่างขึงขัง พลังเวทถูกรีดเร้นออกมาเพื่อเตรียมพร้อมรับสำหรับการต่อสู่ที่อาจจะเกิดขึ้น
เสียงโวยวายของทหารยามผู้นั้นคล้ายกับเสียงระฆังเตือนภัย มันทำให้ทหารยามอีกสองคนที่อยู่บริเวณไม่ห่างไกลจากจุดนั้นเริ่มวิ่งมาล้อมกรอบรอบร่างของแอเรียสทันที
แม้จะไม่ค่อยจะพอใจนักแต่แอเรียสก็ไม่คิดที่จะโจมตีออกไป เพราะถึงอย่างไรคนเหล่านี้ก็เป็นทหารของตระกูลสการ์เชีย และนี่ก็เป็นเพียงเรื่องเข้าใจผิดเท่านั้น
“ เสียงเอะอะโวยวายอะไรกัน!? นั่นมัน..คุณชายท่านกลับมาแล้ว!! “
คานล์ที่ได้ยินเสียงของเหล่าทหารยามจึงเข้ามาดูว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ดวงตาปรากฏความตกตะลึงทันทีที่ได้พบเจอกับแอเรียส ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความปลื้มปิติยินดี เขาเองก็เป็นผู้ที่เป็นห่วงแอเรียสอยู่ไม่น้อยเช่นกัน
“ ใช่ข้าเอง แต่ดูเหมือนข้าจะหายตัวนานจนเกินไปจนผู้คนในตระกูลหลงลืมข้าไปจนหมดแล้ว โชคดีจริงๆที่เจ้ายังพอจะจดจำข้าได้อยู่บ้าง “
แอเรียสหัวเราะเล็กๆออกมาอย่างอารมณ์ดี ทันทีที่เห็นคานล์ก็ทำให้แอเรียสรู้สึกปลอดโปร่งขึ้นไม่น้อยเพราะเขาเองจะได้ไม่ต้องมานั่งเปลืองแรงอธิบายกับทหารยามให้มากความ คานล์ก็เป็นหนึ่งในผู้ที่รู้เรื่องราวที่แอเรียสสามารถใช้พลังเวทได้แล้ว คานล์นั้นแม้จะมีตำแหน่งเป็นพ่อบ้านประจำตระกูลแต่ความจริงแล้วเขาก็ไม่ต่างจากองครักษ์ประจำตัวของฟาร์ฮาน อาจจะกล่าวได้ว่าเขาเป็นผู้ที่ได้รับความไว้วางใจจากฟาร์ฮานมากสุดก็ว่าได้จึงทำให้เขารู้เรื่องราวแทบทุกอย่างภายในตระกูลสการ์เชียเป็นอย่างดี
“ พวกเจ้าทำบ้าอะไรอยู่ !! ทำไมยังไม่รีบลดอาวุธลงอีก!! “
คานล์หันไปตะโกนใส่ทหารยามด้วยน้ำเสียงที่มีความโกรธปะปนอยู่
แม้เหล่าทหารยามจะค่อนข้างงุนงงกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นแต่พวกมันก็รีบลดหอกในมือของพวกมันลงก่อนที่จะรีบขอโทษแอเรียสเป็นการใหญ่ แอเรียสเองก็ไม่ได้ถือสาเอาความอะไรเขาเองกับคิดว่านี่เป็นการดีด้วยซ้ำที่มีทหารของตระกูลที่ขยันขันแข็งทำหน้าที่เช่นนี้
“ ขอบใจเจ้ามากนะคานล์ หากไม่ได้เจ้าเข้ามาช่วยอธิบายคงทำให้เรื่องยุ่งยากขึ้นไม่ใช่น้อย “
“ นี่มันเป็นหน้าที่ของพ่อบ้านอย่างข้าอยู่แล้วขอรับ ว่าแต่คุณชายเหตุใดพลังของท่านถึง.. “
คานล์เอ่ยถามด้วยความแปลกใจ เขาเองก็สงสัยไม่น้อยว่าเหตุใดแอเรียสที่หายตัวไปเกือบหนึ่งเดือนถึงกลายเป็นผู้ที่มีพลังในระดับผู้ใช้มนตราขั้นที่สองได้
“ ทำไมพลังของข้าถึงกลายเป็นระดับผู้ใช้มนตราน่ะเหรอ เรื่องมันยาวน่ะไว้วันหลังข้าจะเล่าให้เจ้าฟัง แต่ตอนนี้ข้าอยากจะไปพบกับท่านพ่อท่านแม่ก่อน ไม่รู้ว่าตอนนี้ท่านเป็นเช่นไรบ้าง เจ้าช่วยนำทางไปหน่อยสิ “
แอเรียสไม่ค่อยอยากจะเล่าเรื่องราวที่เขาไปพบเจอกับดันเจี้ยนมากนัก และภายในใจของเขาในตอนนี้ก็ร้อนรนอยากที่จะพบเจอพ่อและแม่ของเขามากกว่าด้วย เขาหายไปเกือบเดือนโดยไม่บอกกล่าวเช่นนี้พ่อกับแม่ของเขาคงเป็นห่วงไม่น้อย
“ เอ่อ..ตอนนี้ท่านอัลเบิร์ตกับท่านมาเรียไม่ได้อยู่ที่ตระกูลขอรับคุณชาย แม้แต่ท่านฟาร์ฮานเองก็เช่นกัน “
“ เจ้าว่ายังไงนะ! เกิดเรื่องอะไรขึ้น“
ทันทีที่ได้ยินคำพูดของคานล์สีหน้าของแอเรียสก็เปลี่ยนไปในทันที ภายในใจปรากฏความกังวลขึ้นมา เขากลัวว่าจะมีเรื่องร้ายอะไรเกิดขึ้นจึงทำให้ทั้งสามต้องหายหน้าไปจากตระกูลเช่นนี้
“ ใจเย็นๆก่อนคุณชาย ท่านคงจะหลงลืมไปสินะว่าวันนี้เป็นกำหนดงานประลองที่ตระกูลฮาร์เก็นจัดขึ้นที่ลานประลองภายในเมือง ตั้งแต่ท่านหายตัวไปท่านมาเรียก็เอาแต่โศกเศร้าอยู่ตลอด ท่านอัลเบิร์ตก็เลยอยากจะพาท่านมาเรียไปเปิดหูเปิดตาด้านนอกตระกูลให้คลายความเศร้าเสียบ้างก็เลยพาไปชมงานประลอง ส่วนท่านฟาร์ฮานเองก็ต้องไปยังงานประลองในฐานะผู้นำของตระกูลสการ์เชีย “
คานล์เอ่ยคำพูดขึ้นมาบอกเล่าเหตุการณ์ภายในตระกูลคร่าวๆให้กับแอเรียสฟัง
“ ท่านแม่.. “
ภายในใจของแอเรียสรู้สึกเสียใจขึ้นมา ดูเหมือนสิ่งที่เขากังวลเอาไว้มันจะเป็นจริง
“ จริงสิ แล้วทหารยามที่ทำหน้าที่คุ้มกันข้ามันได้กลับมายังตระกูลบ้างรึไม่“
ขณะที่ในหัวของแอเรียสกำลังนึกถึงเรื่องราวต่างๆอยู่นั้นเขาก็พลันคิดถึงตัวต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดขึ้นมาได้ ผู้ที่ทำให้เขาต้องหลบหนีจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ในยามนี้ถึงเวลาที่เขาจะได้ล้างแค้นมันแล้ว
“ ข้าเสียใจด้วยคุณชาย ไคออนถูกสัตว์อสูรสังหารไปเสียแล้ว “
คานล์กล่าวออกมาความน้ำเสียงแผ่วเบา เขากลัวว่าเรื่องนี้จะสร้างความเสียใจให้กับแอเรียสเพราะเขาหลงคิดว่าแอเรียสไถ่ถามถึงไคออนด้วยความเป็นห่วง เขาไม่ได้สังเกตเห็นเปลวไฟแห่งความแค้นในดวงตาของแอเรียสเลยแม้แต่น้อย
“ หึ !หากจะมีเรื่องใดที่ข้าเสียใจต่อการตายของมัน ก็คงเป็นเรื่องที่ข้าไม่มีโอกาสได้ลงมือสังหารมันด้วยมือของข้าเองเพื่อล้างแค้นที่มันคิดจะสังหารข้า“
แอเรียสเค่นเสียงตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ ท่านว่ายังไงนะมันคิดจะสังหารท่าน !! ท่านบอกข้าได้รึไม่ว่าเรื่องราวมันเป็นเช่นไรกันแน่ เหตุใดมันจึงทำเช่นนั้น !? “
คำพูดของแอเรียสสร้างความตกตะลึงให้กับคานล์อย่างมาก การทรยศในตระกูลนับเป็นเรื่องที่ไม่อาจจะให้อภัยได้
“ เรื่องนี้ข้าฝากให้เป็นหน้าที่ของเจ้าด้วย ข้าเชื่อว่าต้องมีคนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้อย่างแน่นอน คงไม่ต้องบอกเจ้าเองก็คงจะรู้ดีว่าภายในตระกูลนี้ใครมีอำนาจพอที่จะสั่งให้ทหารยามคิดทรยศตระกูลแล้วหันคมดาบเข้าหาข้าได้ “
แอเรียสพูดออกมาก่อนที่จะหันหลังกลับ เขาเตรียมตัวที่จะมุ่งหน้าออกนอกตระกูลอีกครั้ง คานล์เองหลังจากได้ฟังคำพูดนั้นแล้วเขาก็พอจะเข้าใจในความหมายที่แอเรียสต้องการจะสื่อออกมาได้ดี
“ แล้วนั่นท่านจะไปไหนกันคุณชาย นี่ท่านพึ่งจะกลับมาถึงตระกูลเพียงไม่กี่นาทีเองนะ “
คานล์หันไปถามแอเรียสที่กำลังเตรียมตัวอยู่ที่จะมุ่งหน้าออกจากตระกูลด้วยความสงสัย
“ ไม่เห็นต้องถาม ก็ไปงานประลองน่ะสิ “
แอเรียสหันมายกยิ้มให้กลับคานล์ ก่อนที่ร่างของเขาจะเคลื่อนที่ออกไปด้วยความรวดเร็ว มันเป็นความเร็วที่เหนือกว่านักเวทในระดับผู้ใช้มนตราทุกคนที่คานล์เคยเห็นเลยก็ว่าได้ และหากคานล์รู้ว่านี่ยังไม่ใช่ความเร็วที่แท้จริงของแอเรียสไม่รู้ว่าเขาจะตกตะลึงสักแค่ไหน
“ แล้วนั่นคุณชายจะไปงานประลองด้วยเสื้อผ้าขาดๆแบบนั้นจริงๆเหรอ..? “
ดูเหมือนเสียงของคานล์จะส่งไปไม่ถึงแอเรียส เมื่อร่างของเขาหายไปจากตระกูลเสียแล้ว