เพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี)

    บทที่ ห้าสิบ

     

    บทที่ ห้าสิบ

     

    เสียงบานประตูไม้เนื้อดีบานใหญ่ค่อยๆเลื่อนปิดลงอย่างแผ่วเบา แต่กลับดังก้องในห้องเงียบราวเสียงระฆังประโคมในใจสตรีผู้หนึ่งร่างบางในชุดผ้าแพรถอยร่นไปหลายก้าวอย่างไม่รู้ตัวใบหน้าแหงนขึ้นสบดวงเนตรทรงอำนาจของบุรุษผู้เพิ่งปิดประตูด้วยตนเองสายลมผ่านเพียงน้อยนิดกลับชวนให้รู้สึกว่าสายตาของเขานั้นหนักหน่วงเกินจะต้าน

    “พระองค์..อย่าได้ สะ..ใส่ใจวาจาไร้สาระของพวกนางเลยเพคะ..” หลิวชิงเซียงเอ่ยเสียงแผ่วมุมปากที่ยกขึ้นพยายามแต่งแต้มรอยยิ้มกลับกลายเป็นเสี้ยวแววระทึก “พวกนางก็แค่พูดเรื่อยเปื่อยหากมีบางถ้อยคำที่ขัดพระกรรณไปบ้าง หม่อมฉัน..ขออภัยเพคะ”

    แต่แทนที่โม่เหวินหานจะเอ่ยอะไรตอบกลับบุรุษในชุดคลุมลายมังกรกลับยกยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์รอยยิ้มที่ทำให้หัวใจในอกสตรีพลันสั่นสะท้านยิ่งกว่าความเงียบของค่ำคืน

    “ไม่ต้องกังวลหรอกเราเลือกจะเชื่อสิ่งที่ทำให้เราพอใจอยู่แล้ว” คำตอบราบเรียบแต่ทว่าทะลวงผ่านเกราะใจดุจหอกเหล็กแทงกลางอก หลิวชิงเซียงอยากหันหลังหนีอยากยืนนิ่ง อยากลืมสิ้นทุกคำที่นางกำนัลเอ่ยถึงก่อนหน้านี้ทำให้นางอับอายยิ่ง นางควรจะให้อิงหลานและฟ่านหรูทำหน้าที่เมื่อครู่ให้พวกนางเปิดประตูเอง พอรู้ว่าเป็นฮ่องเต้พวกนางจะได้ล่าถอยออกไปแต่เนิ่นๆไม่ให้เกิดเรื่องเช่นนี้

    ชิงเซียง..เจ้าพาตัวเองมาเผชิญหน้าหมาป่าด้วยมือเปล่าแล้วจริงๆ..ความคิดแผ่วไหวแล่นวาบผ่านจิตใจ

    แต่ยามนี้..เขาคือหมาป่าในคราบบุรุษทรงอำนาจมุมปากยกยิ้มราวรู้ดียิ่งว่าเหยื่อไม่อาจถอยได้อีก เพราะทุกความคิดถูกกางออกมาให้เห็นกระจ่าง

    ในขณะที่นางกำลังขบคิดหาหนทางหลีกเลี่ยงสายตาก็พลันไหววูบ ดั่งสายลมวาบหนึ่งพัดผ่านความทรงจำ ใช่แล้ว..นางมิได้ไร้หนทางเสียหน่อยนางเตรียมหนทางไว้ตั้งแต่หลายวันก่อนแล้ว

    “แต่ก็จริงที่หม่อมฉันปักผ้าไว้เช่นนั้นฝ่าบาท..หากไม่รังเกียจช่วยชี้แนะหม่อมฉันได้หรือไม่เพคะ?” วาจานั้นเอ่ยพร้อมรอยยิ้มที่กลั้นความหวาดระวังปะปนความเขินอายไว้เบื้องหลัง

    โม่เหวินหานเลิกคิ้วเล็กน้อยยิ้มยังคงตรึงมุมปากมิหาย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงรื่นเริง “อืม..ผ้าปักที่เจ้าปักรอเรา..แต่สุดท้ายก็โมโหเพราะเราไม่มาดูให้หรือ?” สิ้นคำก็ระเบิดเสียงหัวเราะอย่างชอบใจ

    หลิวชิงเซียงเม้มริมฝีปากแน่นจนแดงเรื่อไม่รู้จะโต้ตอบอย่างไร แก้มขาวพลันแดงระเรื่อไล่ไปถึงใบหู

    นางจึงทำได้เพียงหมุนตัวหลบสายตาแล้วเดินไปยังมุมห้องหยิบตะกร้าหวายที่บรรจุผืนผ้าไว้ ค่อยๆ คุ้ยเลือกผืนที่ปักลายละเอียดที่สุดมือที่สั่นเล็กน้อยพอๆ กับหัวใจที่เต้นผิดจังหวะ หญิงสาวจึงสูดลมหายใจเบาๆกลั้นใจแล้วหันกลับมายื่นผ้าปักให้อีกฝ่าย

    โม่เหวินหานรับผ้าด้วยมือข้างหนึ่งแต่ดวงเนตรกลับมิได้มองที่ลวดลายประณีตหากแต่จับจ้องไปยังนิ้วเรียวยาวที่จับผ้าด้วยปลายนิ้วสั่นระริก เขาเห็นรอยแดงจางๆตรงปลายนิ้ว นิ้วเรียวที่เคยจับอาวุธฝึกยุทธ์ได้อย่างมั่นคงบัดนี้กลับมีจุดรอยตำบ่งบอกความไม่ชำนาญในการปักผ้าหลายรอย

    ความจริงเขาไม่จำเป็นต้องถามให้เสียคำถามรู้ทันทีว่าเกิดจากอะไรแต่ก็ยังเอ่ยวาจาออกไปอยู่ดี “เจ้าถูกเข็มตำ?” คำถามไม่ใช่คำถาม หากแต่เป็นคำยืนยันที่อ่อนโยนกว่าที่คิดมือใหญ่อุ่นร้อนกว่าผืนผ้าช่วงชิงตะกร้าออกจากมือบางพร้อมคว้าข้อมือของนางเอาไว้แน่นดึงร่างสตรีเข้ามาใกล้ในระยะที่เสียงหัวใจของทั้งสองแทบจะกลืนรวมเป็นจังหวะเดียว

    “ฝ่าบาท..” หลิวชิงเซียงเห็นว่าเกิดความใกล้ชิดเกินพอดีจึงพยายามดึงมือกลับแต่เขาไม่ยอมปล่อยฝ่ามือของโม่เหวินหานดึงปลายนิ้วของนางขึ้นมาสำรวจดูดวงตาเฉียบคมที่ดุดันยามว่าราชการบัดนี้กลับทอดมองอย่างถนอมราวกับจะละลายความเจ็บเล็กน้อยบนเนื้อหญิงสาวนั้นให้จางหาย

    “แผลเล็กน้อยเพคะ..พระองค์อย่าใส่พระทัย” คำพูดเบาเกินกว่าเสียงลม แต่คนฟังได้ยินชัดเจน

    โม่เหวินหานเงยหน้าขึ้นสบตานางสีหน้าฉายชัดความอ่อนโยนอย่างที่นางไม่อยากเห็นไปมากกว่านี้ “ถ้าเจ้าเริ่มฝึกงานเย็บปักเพราะเรา..เราก็ยินดีนัก” วาจานุ่มเว้นไปเพียงครู่ดั่งปล่อยให้ลมหายใจหมุนเวียนทั่วห้อง “แต่ถ้าเจ้าไม่เจ็บเพราะเรา...เราจะพอใจมากกว่า”

    วาจานั้นยังไม่จบดีปลายนิ้วของหลิวชิงเซียงก็ถูกยกขึ้นจุมพิตเบาๆ จุมพิตนั้นมิได้หยาบคายหากแต่แผ่วละมุนเกินกว่าใจสตรีจะต้าน

    หลิวชิงเซียงราวถูกมนตร์สะกดสตรีผู้ผ่านความโหดร้ายและการเอาตัวรอดของผืนทรายทั้งยังต่อสู้โจรทะเลทรายเพื่อปกป้องเผ่าจากทุกสารทิศบัดนี้กลับหลุดลอยจากสติราวหิมะต้องแสงแดดฤดูร้อนที่ละลายโดยพลัน

    ดวงตาของนางเบิกกว้างเล็กน้อยริมฝีปากเผยอหมายจะพูดสิ่งใดแต่กลับไร้คำใดจะเปล่งออกนางรู้เพียงหัวใจของตนเหมือนจะพลาดจังหวะเต้นไปครึ่งหนึ่ง

    ฝ่ามือที่เขาจับไว้ยังอุ่นร้อนราวถ่านซ่อนเปลวและระยะห่างระหว่างสองคนบัดนี้เหลือน้อยเต็มที่

    “อาชิง” เสียงของโม่เหวินหานเอ่ยเรียกนางเบือนหน้าหนีริมฝีปากเม้มแน่นเป็นเส้นบางๆ คำพูดนั้นราวสายลมที่มากระซิบซ้ำในหูในความคิดพลันสั่งการว่าห้ามหันไปมองเขาเด้ดขาด..แต่ใจกลับบอกตรงข้าม

    ...

    แดดยามสายของฤดูร้อนโปรยลงจากผืนฟ้าไร้เมฆใต้ร่มไม้ริมระเบียงหินขาว หลี่ต้ากงยืนตรงสงบเงียบ อาภรณ์ขันทีสีเข้มแนบลำตัวจากเหงื่อที่เปียกซึมตามขอบเสื้อและลำคอใบหน้าเขายังคงสงบเสงี่ยมแต่ดวงตาใต้คิ้วโค้งเรียวกลับฉายแวววุ่นรางๆที่ไม่กล้าแสดงออก

    ข้างกายคืออิงหลานและฟ่านหรูบัดนี้ต่างก็ยืนสงบเงียบไม่ไหวติงเช่นกัน ศีรษะก้มต่ำมือข้างหนึ่งประสานอยู่ด้านหน้าอย่างเรียบร้อยผ้าแพรที่ห่มบ่าถูกแดดอ่อนเผาไปบางส่วน แต่ทั้งสองยังมิได้ขยับแม้แต่ปลายนิ้ว

    บรรยากาศรอบกายสามคนช่างประหนึ่งฉากนิ่งในภาพวาดเวลาค่อยๆ ล่วงเลยไปช้าๆ ราวกับแม่น้ำที่ไหลเอื่อยราวหนึ่งถ้วยน้ำชาในความเงียบงันนั้นบานประตูไม้ฉลุลายของเรือนก็เคลื่อนเปิดออกอย่างนุ่มนวล

    โม่เหวินหานคือผู้ก้าวออกมาก่อนเส้นผมสีดำที่ผูกมวยไว้สูงเริ่มคลายเส้นผมบางส่วนหล่นลงข้างขมับดวงเนตรของเขามีแววอารมณ์ดีแฝงไว้ในความสุขุม ผิดแผกจากเวลาที่ปรากฏตัวในท้องพระโรงสิ้น

    เขาหยุดยืนอยู่ตรงขั้นบันไดไม้อย่างผ่อนคลายสายตามองไปยังสองนางกำนัลตรงหน้า “พวกเจ้า..” เขาเอ่ยขึ้นน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่เปี่ยมอำนาจ “เข้าไปเปลี่ยนชุดให้ผู้เป็นนายของพวกเจ้า”

    อิงหลานกับฟ่านหรูรีบยอบกายรับคำทันทีพร้อมเสียงใสกังวาน“เพคะ” เสียงรับคำดังประสานกันราวซ้อมมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนก่อนที่ทั้งสองจะได้ขยับตัว โม่เหวินหานก็เหลียวกลับไปทางหลี่ต้ากงที่ยังยืนนิ่งถือถาดที่ด้านบนผ้าคลุม

    “หลี่ต้ากง..มอบของให้พวกนาง” หลี่ต้ากงที่เฝ้าถือของอยู่นานจนเกือบลืมว่ายังอยู่ในหน้าที่พอได้ยินคำสั่งชัดแจ้งก็รีบยกถาดผ้าขึ้นแล้วก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวมอบของในมือให้แก่สองนางกำนัล

    “ชุดเปลี่ยนของพระสนม” เขากล่าวเสียงเบาแต่ชัดเจน

    ทั้งสองนางกำนัลพอรับมาก็รีบประสานมือค้อมกายก่อนจะหมุนตัวกึ่งเร่งรีบเข้าไปในห้องด้านในเพื่อทำหน้าที่อย่างที่ได้รับคำสั่ง

    ภายในห้องบัดนี้หลิวชิงเซียงนั่งอยู่ริมโต๊ะข้างหน้าต่างที่ผ้าม่านบางไหวพลิ้วจากลมฤดูร้อนดวงหน้าแดงซ่านยังไม่จางจากเหตุการณ์เมื่อครู่เส้นผมที่เก็บไว้เรียบร้อยก็หลุดลุ่ยเล็กน้อย นางใช้ปลายนิ้วเรียวลูบผมเบาๆ

    เมื่อประตูเปิดเข้ามาพอเห็นว่าเป็นอิงหลานกับฟ่านหรูก็สะบัดหน้าหนีทันทีสีหน้าที่เคยสงบนิ่งพลันฉายแววเคืองคล้ายแม่น้ำที่อยู่ดีๆ ก็ถูกขวางกั้นจนขุ่นข้น

    “นายหญิง..” อิงหลานก้มหน้าเข้ามาชิดมือข้างหนึ่งประคองถาดผ้า ส่วนอีกมือแตะเบาๆ ที่ชายแขนเสื้อของผู้เป็นนาย

    “นายหญิงโปรดยกโทษให้พวกหม่อมฉันด้วยเพคะ..” ฟ่านหรูก็เอ่ยเสียงแผ่วพร้อมส่งสายตาอ้อนวอน

    แต่นางกลับสะบัดแขนเบาๆถอนมือออกจากการแตะต้องโดยไม่แม้แต่จะมองมา เสียงที่เอ่ยออกมากลับฟังไม่ได้ถือโทษโกรธเคืองมากนัก“ถ้ามาเปลี่ยนชุดก็รีบเปลี่ยนเถอะ”

    ทั้งอิงหลานกับฟ่านหรูสบตากันเล็กน้อยก่อนจะรีบหยิบชุดใหม่ออกมาจัดเตรียมอย่างเงียบงันมือขาวของทั้งสองคล่องแคล่วจนดูคล้ายจะฝึกมาเพื่อรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้โดยเฉพาะหลิวชิงเซียงยังนิ่งเฉยดั่งตุ๊กตารอคนปรนนิบัติไม่เอ่ยสิ่งใดเพิ่มแต่หางตาเหลือบมองท่าทางของทั้งสองไม่ได้มีโทสะมากนักสองนางกำนัลเห็นแววตาผู้เป็นนายก็คลายความกังวลได้ไปหนึ่งเปราะ

    “ฝ่าบาทจะพาท่านหลี่ผินไปไหนหรือเพคะ?” อิงหลานลองเอ่ยคำเบาๆพลางช่วยปลดเข็มกลัดเสื้อคลุมเก่าออก

    หลิวชิงเซียงเบือนหน้าไปอีกทางเส้นผมปลิวตามแรงลมจนปิดครึ่งแก้ม แล้วเอ่ยเบาๆ “เปลี่ยนเสร็จ เดี๋ยวก็รู้”

    ไม่ทันไรฟ่านหรูก็หยิบชุดใหม่ขึ้นมาคลี่ออก ดวงตาคู่งามของนางกำนัลเบิกเล็กน้อยพอสังเกตเนื้อผ้าและรูปทรงโดยรวมก็ขมวดคิ้ว “ชุดนี้ไม่ใช่ชุดปกตินี่เพคะ..มิใช่ชุดพิธีการด้วย”

    อิงหลานก็เพ่งตามบ้างดวงหน้าฉายแววงุนงงอย่างเห็นได้ชัด “หรือหลี่ผินจะไปฝึกขี่ม้าหรือเพคะ?” คำถามนั้นทำให้หลิวชิงเซียงยกยิ้มมุมปากเอ่ยเสียงเรียบแต่เจือเสียดสีบางอย่าง

    “ก็อาจจะ อยู่ที่คนพาไป..จะพาไปที่ไหน”

    ขณะสวมอาภรณ์ใหม่นางยกมือขึ้นจับเนื้อผ้าลื่นเย็นเบาบางที่แนบเนื้อสัมผัสแรกที่รู้สึกได้คือความเบาสบาย แต่ทนทานราวเนื้อผ้าทอจากไหมผสมผ้าฝ้ายอย่างดี ปักขอบด้วยด้ายเงินสายบางขับให้ตัวเสื้อแลดูสง่างามแม้ไร้เครื่องประดับ

    กางเกงผ้าปกติจะขาบานทรงบุรุษแต่ตัดเย็บให้เข้ากับทรวดทรงหญิงสาวโดยการเข้ารูปเล็กน้อยชายกางเกงแผ่ลงจรดข้อเท้าสะดวกแก่การเคลื่อนไหวโดยไม่เสียความอ่อนช้อยที่เอวรัดด้วยเข็มขัดหนังแท้สีน้ำตาลเข้ม เส้นใหญ่และแน่นกระชับพอดีราวตัดเฉพาะสำหรับนาง กลิ่นหนังอ่อนโชยจางๆ บ่งบอกว่าเป็นเส้นใหม่เอี่ยม

    หลิวชิงเซียงก้มมองตนเองในกระจกมือหนึ่งลูบชายเสื้ออย่างประเมิน สายตาฉายความพอใจ เหมาะสำหรับขี่ม้าก็ดีฝึกอาวุธก็ได้ก่อนจะลูบไปตามแนวเข็มขัดเลยนึกได้ถึงกระบี่ที่เคยได้รับพระราชทานเมื่อครั้งแรกนางก็หมุนตัวไปยังมุมห้องเปิดหีบไม้แกะสลักชั้นในมือเรียวคว้ากระบี่เล่มนั้นขึ้นมาอย่างชำนาญ ก่อนจะห้อยไว้ที่เข็มขัดข้างเอวพอดีราวกับเตรียมไว้ล่วงหน้า

    บัดนี้กระจกสะท้อนภาพหญิงสาวในชุดฝึกที่ยังคงความอ่อนช้อยแต่เปี่ยมพลังแม้จะไม่รู้ว่าที่หมายของวันควรเป็นที่ใด แต่นางตื่นเต้นไม่ได้ นางขอมีความสุขให้สมที่ถูกขังในกำแพงวังเสียบ้าง

    เสียงผ้าทอชนิดดีเสียดสีกันเบาๆเมื่อหลิวชิงเซียงสาวเท้าออกจากตำหนัก พร้อมกระบี่ประจำตัวที่ห้อยอยู่ข้างเอวปลายผ้าคลุมสะบัดล้อแรงลมอ่อน สายตาของนางยังหลุบต่ำนิดๆไม่ได้มองตรงไปที่บุรุษผู้ยืนรออยู่ข้างเกี้ยวไม้สลักอย่างประณีต

    เกี้ยวที่ใช้ในครานี้มิได้หรูหราโอ่อ่าเช่นเกี้ยวสนมหากแต่เรียบง่ายทว่ากลมกลืนกับชุดที่นางสวมอย่างดีเสื้อคลุมสีน้ำเงินตัดสีขาวด้านในทอดยาวตลอดแนวของส่วนแขนและขา พอลมโบกพาเงาเส้นผมและชายแขนก็พลิ้วไปคล้ายเงาในผืนน้ำ

    โม่เหวินหานมองนางจากข้างเกี้ยวแต่หากใครรู้จักย่อมทราบดีว่าสายตาเช่นนั้นกำลังข่มความพอใจเอาไว้เต็มที่ก่อนที่เขาจะเอ่ยเบาๆ “มาขึ้นเกี้ยวเถิด”

    หลิวชิงเซียงหันมองเพียงแวบก่อนก้าวขึ้นเกี้ยวโดยไม่ถามสิ่งใดเพิ่มขบวนไม่ยาวนักก็เคลื่อนออกจากตำหนักโดยไม่มีการประกาศหรือระฆังใดนอกจากเสียงฝีเท้าของผู้หาม

    ไม่นานขบวนก็หยุดลงเสียงของโม่เหวินหานดังขึ้นพร้อมเปิดม่านเกี้ยวของนาง“ถึงแล้ว”

    หลิวชิงเซียงก้าวลงจากเกี้ยวภายใต้แสงแดดที่ส่องต้องพื้นลานฝึกทำให้ผิวดินดูแห้งแต่หนักแน่นกลิ่นฝุ่นจางๆ โชยขึ้นเมื่อลมกรรโชกแผ่ว

    เบื้องหน้าคือสนามฝึกกว้างขวางพื้นดินถูกปรับอย่างดี ล้อมด้วยแผงไม้สูง รอบข้างมีสนามย่อยหลายมุมแต่ละมุมจัดเรียงอาวุธตามประเภท ดาบ หอก กระบี่ ธนู ทุกอย่างถูกจัดอย่างพิถีพิถันแม้ในสายตาสตรีที่มาจากเผ่าซาเฟิงที่ไม่ค่อยเจอสนามฝึกมากนักยังต้องยอมรับว่าลานฝึกนี้คือสถานที่ที่สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่นางจะพอจินตนาการได้

    รอบด้านเป็นทางเดินกว้างล้อมรอบสนามที่มีแนวขนานต่อเนื่องใช้สำหรับขี่ม้าหรือฝึกกลยุทธ์เคลื่อนพล ท่ามกลางแดดยามสายอากาศอบอุ่นแต่ไม่ถึงกับร้อนจัดด้วยลมจากบึงใหญ่ด้านตะวันตกช่วยพัดเอาความชื้นเข้าสู่ผิวดิน

    หลิวชิงเซียงหมุนตัวช้าๆสำรวจพื้นที่ ใบหน้าของนางซับแสงแดดที่ทอดลงจากฟ้าดวงตาเปล่งประกายคึกคักเหมือนเด็กสาวที่ได้เห็นของเล่นใหม่นางยืนนิ่งที่กลางลานเพียงชั่วครู่แล้วขยับหมุนตัวอีกครั้งท่าทีของนางประหนึ่งเหยี่ยวที่บินกลับรังเก่า ดวงตาวาววับด้วยความตื่นเต้น

    โม่เหวินหานที่ยืนอยู่ไม่ไกลมองภาพนั้นอย่างไม่อาจหุบรอยยิ้มเมื่อนางสงบลงแล้วเขาจึงเอ่ยด้วยเสียงทุ้ม “วันนี้ลานฝึกนี้เป็นของเจ้า”

    คำพูดที่เอ่ยดังก้องในใจของหลิวชิงเซียงนางหันขวับมาทางเขาทันที สายตาสั่นไหวเหมือนไม่เชื่อวาจาที่ได้ยินปากเม้มเล็กน้อยคล้ายจะเอ่ยถาม แต่สุดท้ายกลับไร้คำพูดใดเล็ดลอด

    โม่เหวินหานกลับเป็นฝ่ายหยอกก่อนดวงตาเปล่งแสงขบขัน “หืม?..หรือเจ้าไม่ชอบ เช่นนั้นเราพากลับตำหนักดีกว่า”

    หญิงสาวเบิกตานิดๆแต่ในเสี้ยวพริบตานั้นสีหน้าก็กลับกลายเป็นประชันเชิงอย่างฉับพลัน “เหตุใดฝ่าบาทอนุญาตเพียงวันนี้เพคะ?” นางเอ่ยเสียงเรียบแต่แฝงแววท้าทายแผ่วเบา

    โม่เหวินหานหัวเราะออกมาในลำคอถูกใจในการต่อล้อต่อเถียงแสดงความกล้าของนางแบบนี้ที่สุด เสียงหัวเราะทุ้มต่ำ “เช่นนั้นสนมรักมีสิ่งใดมาแลกอีกหรือไม่ค่าเช่าสนามฝึกนี้แพงนัก..หรือจะจ่ายเช่นเมื่อครู่ก็ได้”

    คำที่เอ่ยทำให้หลิวชิงเซียงเหยียดมุมปากน้อยๆแต่มิใช่ด้วยความเขินอายอีกต่อไป ใจของนางเตรียมพร้อมไว้ก่อนแล้วและกล้าเอ่ยวาจาก็อย่างไม่หวั่นอีก “ไหนเลยว่าฝ่าบาทจะยอมให้ทุกอย่างแก่หม่อมฉันตรัสเองว่าหลังคาก็จะรื้อให้ถ้าหม่อมฉันประสงค์จะนอนชมนภา” เสียงหวานเอ่ยกึ่งออดอ้อนกึ่งเย้ยหยัน

    โม่เหวินหานยกคิ้วขึ้นน้อยๆสีหน้าเต็มไปด้วยความพึงพอใจ “นั้นสิจริงด้วย..วันนั้นนั่นเอง” เขาพยักหน้าตามก่อนจะยิ้มเจ้าเล่ห์ “เช่นนั้นเรามาคุยกันดีกว่าว่าคืนนั้นเจ้าหนีไปเพื่อเที่ยวเล่นจริงหรือไม่?”

    คำถามนั้นเหมือนลูกธนูแทงเป้าโดยไม่ต้องเล็งหลิวชิงเซียงขบกรามแน่น คิ้วเรียวย่นนิดๆ คล้ายสะกดกลั้นอารมณ์ นางสะบัดหน้าหนีหันข้างให้อีกฝ่ายแล้วเอ่ยเสียงดังขึ้น บุรุษผู้นี้รู้จุดอ่อนตลอด! “วันเดียวก็วันเดียว! หม่อมฉันใช้ทุกอย่างที่นี่ได้เลยใช่ไหมเพคะ?”

    โม่เหวินหานหัวเราะในลำคอที่เอาชนะนางได้พลางมือไขว้ไปด้านหลังอย่างผู้ชมสถานการณ์ “ใช่แล้วใช้ได้ทุกอย่าง อยากจะใช้ตัวเราด้วยก็ได้นะ”

    คำพูดนั้นเรียบง่ายแต่ร้ายกาจหลิวชิงเซียงไม่หันกลับ ดวงหน้าที่หันเฉียงเผยให้เห็นเพียงแค่เสี้ยวแก้มแดงจัด “ได้เลยเพคะฝ่าบาทก็มาคู่ซ้อมให้หม่อมฉัน” คำตอบที่หลุดออกจากปากของนางคือหอกโต้กลับที่แหลมคมยิ่งกว่ากระบี่ใดร่างระหงที่ยืดตรงท้าทายอย่างหมายความตามคำพูด

    นางรู้ดี..รู้มานานแล้วว่าโม่เหวินหานหาใช่เพียงจักรพรรดิบนบัลลังก์อย่างเดียวแต่เป็นผู้มีโลหิตนักยุทธ์ในร่างและวันนี้หากจะมีเบาะแสเบื้องหลังชายผู้นี้เพิ่มก็เห็นทีว่านางจะได้เก็บข้อมูลไว้เป็นพะเรอเกวียน รวมถึงเรื่องที่ได้ตรวจสอบเขาในห้องนอนเมื่อครู่อย่างกะทันกันแม้จะเปลืองตัวไปเสียหน่อยก็เถอะแต่นับว่าเป็นความก้าวหน้านางได้ตรวจสอบใบหน้าที่อาจจะติดหน้ากากหนังเอาไว้แล้ว..ด้วยมือตัวเอง

     

    คล้ายกับเรื่องเพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน