ตอนที่ 113 เป็นไวทเคานต์ก็ต้องต่อแถว
‘ตื่นรู้’
ไวทเคานต์นิค ภรรยาและครอบครัว ต่างทำสีหน้าเหมือนกับบรรลุในสัจธรรม พวกเขามองสเต๊กของกามิน ด้วยแววตาที่เวทนา
เนื้อสเต๊กนี้ น่าเสียดายจริงๆ ที่ถึงแม้ว่ามันจะเคยอร่อยและทำให้พวกเขาพึงพอใจได้ในวันวาน แต่มนุษย์นั้นไม่มีคำว่าสิ้นสุด เมื่อได้มีโอกาสสัมผัสกับอาหารที่อร่อยมากกว่า เนื้อสเต๊กนี้ก็ไม่อาจตอบสนองความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น ของพวกเขาได้อีกแล้ว
‘แกร๊ง~’ ไวทเคานต์นิคหลังจากทบทวนรสชาติของสเต๊กที่จู่ๆ ก็กลายเป็นว่ามันไม่อร่อยเฉกเช่นเดียวอยู่นาน เขาก็พลันตัดสินใจวางมีดและส้อมในมือลง เพื่อยุติการรับประทานอาหารที่ฝืนใจนี้ทันที
เฉกเช่นเดียวกับ ทางด้านของคุณผู้หญิงและบรรดาลูกๆ ของไวทเคานต์นิค ที่เมื่อเห็นช้างเท้าหน้าทำแบบนั้น พวกเขาก็ทำตามกันโดยทันที
ซึ่งสร้างความงุนงงให้กับ ไลท์และเหล่าองครักษ์ที่อยู่ข้างๆ จนทำตัวไม่ถูกกันเลยทีเดียว
“ท่านไวทเคานต์ ไม่กินต่อแล้วเหรอครับ พึ่งจะกินไปได้นิดเดียวเองแท้ๆ” ไลท์เอ่ยถาม พร้อมกับมองดูอาหารที่ถูกรับประทานไปได้ ราวๆ 2/5 ส่วน ด้วยความเสียดาย
“ฉันรู้สึกอิ่มแล้ว” ดูก็รู้ว่าคำพูดของ ไวทเคานต์นิคที่บอกว่าอิ่มแล้ว...จริงๆ มันคือการอิ่มทิพย์ ที่ขุนนางผู้นี้กำลังหลอก ท้องไส้ที่กำลังหิวว่าอิ่มแล้วนั่นเอง
ถึงอย่างนั้น ด้วยกลิ่นหอมจากควันหมูกระทะที่ลอยโชยเข้ามาจากด้านนอก ก็ทำให้การหลอกตัวเองว่าอิ่มทิพย์ของไวทเคานต์นิคและครอบครัว ดูเหมือนว่าจะไม่ง่าย
ฟุดฟิด~
กลิ่นหอมของเนื้อ หมู ไก่ ได้ลอยโชย เข้าปะทะกับจมูกของตระกูลขุนนาง จนจมูกของพวกเขา ต่างเผยอกว้างออก หุบเข้า หุบออก อยู่อย่างนั้น ช่างเป็นภาพที่ตรงกันข้ามกับที่บอกว่าอิ่มแล้ว ในก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง
ไลท์ที่เห็นสภาพตลกๆ ของไวทเคานต์นิคและครอบครัว ที่กำลังทำจมูก ฟุดฟิด อยู่อย่างนั้น ได้แต่ลอบหัวเราะอยู่ภายในใจ ก่อนจะสลัดเรื่องราวของกามิน ที่ได้ก่อเรื่องไว้ไปเสียก่อน
“ถ้าท่านไวทเคานต์ยังหิวอยู่ ลองกินเมนูหมูกระทะของผมดูไหมครับ?” ไลท์ได้เสนอและเชื้อเชิญให้ไวทเคานต์นิคและครอบครัว ไปกินหมูกระทะของตนเอง
แน่นอนในพริบตาเดียว ไวทเคานต์นิคและครอบครัว ก็พลันหันหน้ามามองไลท์ ผงกหัว สั้นงึกๆ เพื่อตอบกลับว่า พวกเขานั้นตกลง
กระนั้นถึงแม้ไลท์จะเป็นคนออกปากชวนท่านไวทเคานต์ด้วยตัวเอง แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้ โต๊ะด้านนอกได้เต็มแน่นไปหมดแล้ว อีกทั้งยังมีลูกค้าอีกหลายกลุ่ม รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 50คน ยืนขาแข็งต่อคิว เพื่อรอที่จะกินหมูกระทะอยู่อีกมากมาย
ฉะนั้นหากท่านไวทเคานต์อยากที่จะกินจริงๆ ก็ดูเหมือนว่า พวกเขาจำเป็นที่จะต้องไปต่อแถว เฉกเช่นเดียวกับ ลูกค้าคนอื่นๆ โดยที่ไลท์จะไม่มีการลัดคิวหรือให้อภิสิทธิ์ ต่างออกไปจากลูกค้าคนอื่น...เช่นนั้นแล้ว ท่านไวทเคานต์ยังอยากที่จะไปกินอยู่หรือไม่?
“อยาก...ดีเสียอีกที่ท่านไลท์ เลือกปฏิบัติกับฉันให้เหมือนกับลูกค้าทั่วๆ ไป หากว่าฉันได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ฉันคงจะผิดหวังกับท่านไลท์มากทีเดียว เพราะท่านไลท์ก็คงจะไม่ต่างอะไรกับบรรดา คนอื่นๆ ที่เข้ามาประจบสอพลอฉันที่เป็นขุนนางเพื่อหวังผลประโยชน์” ไวทเคานต์นิครู้สึกดีมากๆ ที่ไลท์ไม่มีนิสัยเช่นที่กล่าวมา
นับตั้งแต่ไวทเคานต์นิคนั้นได้มีโอกาสพูดคุยกับไลท์ ขุนนางวัยกลางคนผู้นี้ ก็ไม่เคยเห็นว่าไลท์จะปฏิบัติกับตัวเขาเป็นกรณีพิเศษเลย นอกเสียจากหยิบยกเครื่องดื่ม น้ำมะนาวโซดา มาให้กับพวกเขาได้ลองชิม ก็เท่านั้น
“ผมเป็นอย่างนั้นเหรอครับ”
ไลท์หัวเราะแห้งๆ พลางลูบผมและก้มศีรษะลงเล็กน้อย ประหนึ่งอยากให้ไวทเคานต์นิคและครอบครัว เข้าใจในการกระทำของเขา ที่ปฏิบัติกับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ที่โลก The Gloria นี้ มักจะมีการแบ่งชนชั้นกันอย่างชัดเจนนั่นเอง
“เป็นในสิ่งที่ท่านไลท์เป็นอยู่นั่นแหละดีที่สุดแล้ว...อ้อ เกือบลืมไปเลย ท่านไลท์มีเรื่องจะพูดกับฉันใช่ไหม งั้นก็ว่ามาเลยเถิด” ไวทเคานต์นิคที่เผอิญนึกขึ้นมาได้ ว่าไลท์นั้นมีเรื่องจะพูดกับตน หลังทานอาหารเสร็จ
ซึ่งในตอนนี้ ตนเองก็ถือว่ากินเสร็จพอดี งั้นก็ถือโอกาสที่กำลังจะออกไปต่อแถว เพื่อรอกินหมูกระทะพูดคุยกันให้รู้เรื่องเสียเลย
“เรื่องของผม ก็ไม่ได้มีอะไรที่สำคัญหรอกครับ...เอาไว้ที่หลังก็ได้” ไลท์นั้นเชื่อว่า หากเขาบอกเล่าเรื่องของกามินออกไปในตอนนี้
อาจจะทำให้ไวทเคานต์นิค นั้นกินอาหารได้ไม่อร่อยแน่ๆ ยิ่งประจวบเหมาะกับที่ไวทเคานต์นิคและครอบครัว ดูจะผิดหวังกับมื้ออาหารในก่อนหน้านี้ของกามินด้วยแล้ว ขืนเขาพูดไปตอนนี้ มีหวังวันนี้ท่านไวทเคานต์คงไม่ได้กินอะไรแน่ๆ
“ถ้าอย่างนั้นก็ได้...งั้นฉันขอตัวลาไปต่อแถวก่อน” พูดจบไวทเคานต์นิคและองครักษ์อีก 2 คน ก็พลันลาจากไปต่อแถว
ซึ่งการกระทำนี้ ได้สร้างความตื่นตะลึงให้กับ เหล่าลูกค้า ของร้านอาหารสามเวลากันเป็นอย่างมาก
‘ท่านไวทเคานต์ มาทำอะไรที่คิวต่อแถวตรงนี้?’
‘อย่าบอกนะว่า ท่านไวทเคานต์จะมาต่อแถวเพื่อรอกินหมูกระทะของท่านไลท์ เหมือนกับเรา’
‘จริงด้วย ดูสิท่านไวทเคานต์กำลังต่อแถวอยู่จริงๆ ด้วย’
เกิดเสียงพูดคุย กระซิบกระซาบกันในหมู่ลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าที่ได้โต๊ะไปแล้ว หรือ ลูกค้าที่กำลังรอคิวอยู่ในแถว
ทุกคนต่างพูดถึงการกระทำของท่านไวทเคานต์ที่ได้ มาต่อแถว เพื่อรอโต๊ะนี้ด้วยตัวเอง
“นายท่าน กำลังทำอะไรอยู่กันขอรับ?” คาห์นที่ตอนนี้มาช่วยงานที่ร้านอาหารในฐานะเด็กเสิร์ฟ หากแต่ด้วยเมนูของวันนี้ที่เป็นเมนูหมูกระทะ ลูกค้าต้องปิ้ง ย่าง กันด้วยตัวเอง ทำให้คาห์นที่เว้นว่างไม่มีอะไรต้องทำ จึงได้มาช่วยแมทจัดการแถวขบวน ให้เป็นระเบียบ
ก่อนจะเข้ามาเอ่ยถามกับท่านไวทเคานต์ ว่าเหตุใดถึงได้มาอยู่ตรงนี้ ด้วยความสงสัย ทั้งๆ ที่ตอนนี้ ท่านไวทเคานต์สมควรที่จะเพลิดเพลินอยู่กับเนื้อสเต๊กที่กามิน เป็นคนเตรียมไว้
“ถามได้ ฉันก็มาต่อแถวเพื่อกินหมูกระทะของท่านไลท์นะสิ” ไวทเคานต์นิคตอบกลับ ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม ป่นระคนตื่นเต้น ที่จะได้กินหมูกระทะ เหมือนกับลูกค้าคนอื่นๆ
อย่างไรก็ตาม เมื่อคาห์นและลูกค้าที่อยู่แถวก่อนหน้าท่านไวทเคานต์ ต่างได้ยินถึงความตั้งใจของขุนนางผู้นี้
ทุกคนก็พลันหน้าถอดสี!
“ท่านไวทเคานต์ มาตรงนี้เลยครับ...ผมยอมสละแถวให้กับท่านเอง”
“ท่านไวทเคานต์ขอรับ ถ้าไม่รังเกียจ ขอเชิญที่โต๊ะของผม จะดีกว่าครับ”
“ทางนี้ ดีกว่าครับ...กระผมพึ่งจะได้โต๊ะกันเมื่อกี้นี้เอง โต๊ะยังสะอาดอยู่เลยครับ”
ลูกค้าที่ได้ยิน ต่างก็พร้อมยอมสละแถวและโต๊ะของตัวเอง ให้กับขุนนางผู้นี้ ด้วยความเต็มใจ แต่ถึงกระนั้นทางด้านของ ไวทเคานต์นิค ก็รีบโบกมือเป็นระวิง บอกปัดปฏิเสธน้ำใจของพวกเขาอย่างสุภาพ
“ขอบคุณน้ำใจของพวกท่านเป็นอย่างมาก แต่ฉันต้องขอปฏิเสธความหวังดีของทุกคน เนื่องจากวันนี้ ฉันและครอบครัวมาในฐานะลูกค้าคนหนึ่งของร้านอาหารสามเวลา และอีกประการ นี้ก็เป็นช่วงเวลาที่พระอาทิตย์ใกล้จะตกดินแล้ว ถือว่าหมดเวลาการทำงานของฉันในฐานะขุนนางแล้ว” ไวทเคานต์นิค ยกอ้างถึงเวลาการทำงาน เพื่อบอกปัดปฏิเสธ
แน่นอนว่า เมื่อเจอคำพูดของไวทเคานต์นิคตอบกลับเข้าไป กลุ่มลูกค้าภายในร้านก็ได้แต่อ้ำอึ้ง
มีอย่างที่ไหน? ถึงเวลานี้จะเป็นเวลาที่หลายๆ คนรู้กันดีว่าเป็นเวลาที่ทุกคนต่างเลิกงานและกลับบ้าน
แต่สำหรับขุนนาง ใช่ว่า เมื่อถึงเวลาเลิกงานแล้วจะสามารถอดยศกันได้ เหมือนกับที่ไวทเคานต์นิคนั้นพูดออกมา...เอาเถอะ ในเมื่อท่านไวทเคานต์ยอมพูดจาเลอะเลือนได้ถึงเพียงนี้ ถ้าเช่นนั้นกลุ่มลูกค้าก็ได้แต่ยอมปล่อยให้ ไวทเคานต์นิค ได้ลองใช้ชีวิตในฐานะคนธรรมดาดูสักครั้ง ก็แล้วกัน
พระอาทิตย์ใกล้ที่จะตกดินแล้ว แสงสว่างเองก็เริ่มเบาบางลง ยิ่งกอปรด้วยสภาพของร้านอาหารสามเวลาที่อยู่ใกล้กับป่าดาราฉายด้วยแล้ว
พอพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าไป พื้นที่ในบริเวณนี้ก็พลันเงียบสงัดและมืดลงในทันตา
อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่ร้านอาหารสามเวลาในวันนี้ ได้เปิดขายอาหารที่กลางแจ้ง
ก็ช่วยให้พื้นที่บริเวณร้านอาหารนั้นดูจะสว่างโร่อยู่ไม่น้อย
โดยที่ไลท์ได้ให้โทมัส จิม ใช้ก้อนแอลกฮอลล์ที่เขาซื้อมาจากระบบ นำไปวางไว้ในตะเกียงตามจุดต่างๆ เพื่อช่วยขับไล่ความมืดนั่นเอง
อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าร้านอาหารสามเวลาจะสว่างโร่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพื้นที่อื่นๆ ที่มีผู้คนจะสว่างเหมือนกับร้านของเขาไปเสียทั้งหมด
ในบรรดาเจ้าของร้านอาหารต่างๆ ที่ได้ยกโขยงมาเปิดร้านที่บริเวณป่าดาราฉายกันนับสิบๆ ร้าน แต่มีเพียงไม่กี่ร้านที่ตอนนี้ยังเปิดขายอาหารกันอยู่ ส่วนนอกนั้นปิดไฟมืดกันไปหมดแล้ว
ทั้งนี้ไม่ใช่ว่าพวกเขา ขี้เกียจหรือไม่อยากจะขายอาหารกันในเวลากลางคืน แต่ที่พวกเขาต้องยอมปิดร้านไปตั้งแต่หัววัน ก็เพราะตลอดทั้งเย็นวันนี้ ตั้งแต่ที่พวกเขามาถึงป่าดาราฉาย ยังไม่มีลูกค้าเข้ามาในร้านเลยแม้แต่คนเดียวต่างหาก!
มีเพียงร้านกระทะทองที่ยังพอมีลูกค้า แวะเวียนเข้ามากิน มากที่สุด ในบรรดาร้านอาหารทั้งหมด
หากแต่ว่าปริมาณของลูกค้าที่เข้ามากินภายในร้านกระทะทอง ก็ดูจะน้อยและผิดไปจากที่เจ้าของร้านกระทะทองคาดหวังอยู่มากพอสมควร
ซึ่งร้านกระทะทองในเวลานี้ ที่ได้จุดไฟจนสว่างโร่ ก็กลายมาเป็นร้านที่เหล่าเจ้าของร้านอื่นๆ มาใช้ปรับทุกข์ กันจนเต็มแน่นร้าน
แต่ทว่า...ถึงจะมาใช้พื้นที่ของร้านกระทะทองในการปรับทุกข์ แต่เจ้าของร้านกลุ่มนี้ กลับไม่มีใครสั่งอาหารหรือเครื่องดื่มจากร้านกระทะทองกันเลยแม้แต่คนเดียว
มีเพียงเข้ามาอาศัยพื้นที่ ให้ดูคึกคักกันก็เท่านั้น
ส่วนที่เป็นลูกค้าของทางร้านจริงๆ ก็มีอยู่เพียง 2-3 โต๊ะ จากทั้งหมด 15 โต๊ะ ที่ถูกนั่งจนเต็มแน่น
“ช่างเถอะ! วันแรกก็มักจะเป็นแบบนี้แหละ ไว้วันต่อไปๆ ร้านของพวกเรา คงจะเริ่มขายดีกันมากขึ้นอย่างแน่นอน” เจ้าของร้านกระทะทอง ถึงจะไม่พอใจที่คนเหล่านี้ไม่ยอมอุดหนุนร้านของตัวเอง แต่ในฐานะที่เป็นตัวตั้งตัวตี ที่ได้ยกโขยงกันไปถล่มร้านอาหารสามเวลาและถูกตอกกลับจนหน้าฉาไปเมื่อเย็น
ทางด้านของเจ้าของร้านกระทะทองจึงได้แต่ จำยอม ช่วยพูดปลุกใจให้กับร้านเล็กๆ ให้คลายใจลงไปเสียหน่อย
“ถึงท่านกระทะทองจะพูดแบบนั้น แต่ท่านเห็นลูกค้าของร้านอาหารสามเวลาหรือไม่? จากที่ข้าแอบไปดู ลูกค้าเหล่านั้นคือปริมาณ 90% ของนักผจญภัยที่เดินทางมาที่ป่าดาราฉายเชียวนะ...แล้วแบบนี้พวกเราจะทำยังไงกันดี?”
“พวกท่านอย่าพึ่ง ตื่นตูมกันไปเลย...การที่ลูกค้ากว่า 90% ไปกินที่ร้านอาหารสามเวลาในวันนี้ ก็เพราะราคาของมันถูกต่างหากล่ะ”
“จริงด้วย ที่ท่านกระทะทองพูดมาก็มีเหตุผล...น่าเจ็บใจนัก ไม่คิดว่าร้านอาหารบ้านนอกจะหัวหมอ กล้าใช้วิธีนี้เล่นงานพวกเรา”
สายตาของกลุ่มเจ้าของร้านลวง ต่างจ้องมองไปที่ร้านอาหารสามเวลาที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยเมตร ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้น
“หึหึ วิธีดิ้นรนของคนโง่...ทุกคนไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอก ในวันพรุ่งนี้ ฉันกระทะทองผู้นี้จะเป็นคนสั่งสอนพวกมันให้รู้สำนึกเอง”
...โปรดติดตามตอนต่อไป...
ตารางการลงนิยายเวลา 18.00 หยุดทุกวันพุธครับ
เข้าไปร่วมพูดคุยกับไรท์หรือสมาชิกนักอ่านคนอื่นๆ ได้ที่แฟนเพจตามลิงค์ด้านล่างเลยนะครับ
www.facebook.com/writelazy