เสียงตะหลิวเคาะกระทบเตาหมูกระทะดังเคร้งคร้างแข่งกับเสียงเพลงลูกทุ่งรีมิกซ์ที่เปิดกระหึ่มจนร้านแทบะเื ควันขาวขุ่นที่หอบเอาทั้งกลิ่นหอมของหมูสามชั้นย่างและกลิ่นไหม้จางๆ ลอยคละคลุ้งปะปนไปกับเสียงหัวเราะและเสียงพูดคุยจอแจของผู้คน นี่คือบรรยากาศอันเป็เอกลักษณ์ของร้าน "เจ๊เพ็ญหมูกระทะเตาถ่าน" ร้านเด็ดเ้าประจำหลังมหาวิทยาลัยที่เหล่านักศึกษาต่างยกให้เป็สรวง์หลังเลิกเรียน
และแน่นอนว่ากลุ่มของ ‘ทิวา’ นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ ปี 2 ก็เป็หนึ่งในนั้น
“ไอ้ทิวา มึงจะแดกแต่หมูสามชั้นไม่ได้นะเว้ย กินผักบ้าง ตับบ้าง เดี๋ยวก็ขาดสารอาหารตายห่าก่อนเรียนจบพอดี” เสียงบ่นดังมาจาก ‘ไอ้ปาล์ม’ เพื่อนสนิทร่างท้วมที่กำลังทำหน้าที่เป็มือวางอันดับหนึ่งในการคีบทุกสิ่งอย่างลงบนเตาอย่างขะมักเขม้น
ทิวาที่กำลังจะคีบหมูสามชั้นชิ้นที่สิบของมื้อเข้าปาก ชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “เื่ของกู นี่เงินกู”
“โอ้โห คำก็เงินกู สองคำก็เงินกู ใจร้ายใจดำฉิบหาย”
“มึงก็พูดเหมือนมึงช่วยกูออกงั้นแหละ”
“เออน่า กูแค่เป็ห่วงสุขภาพมึงไงเพื่อนรัก” ปาล์มว่าพลางคีบเห็ดเข็มทองพันเบคอนไปจ่อที่ปากของทิวา “อ่ะ ลองแดกนี่ดู อร่อยนะเว้ย”
ทิวาเบือนหน้าหนีอย่างรำคาญ “ไม่เอา กูไม่ชอบ”
“มึงยังไม่เคยลองเลย จะรู้ได้ไงว่าไม่ชอบ”
“แค่เห็นก็ไม่ชอบแล้ว”
ขณะที่ทั้งสองกำลังเถียงกันเื่ไม่เป็เื่ เสียงของ ‘ไอ้ทด’ เพื่อนอีกคนในกลุ่มที่นั่งเงียบมานานก็ดังขึ้นแทรก “พวกมึง... กูว่ากูไปเข้าห้องน้ำแป๊บนะ”
น้ำเสียงของทดดูร้อนรนผิดปกติจนทิวาต้องละสายตาจากเตาหมูกระทะหอมกรุ่นแล้วหันไปมองเพื่อนเต็มๆ ตา “เป็เหี้ยไรของมึง ทำหน้าเหมือนปวดขี้มาสามวัน”
“เปล่าๆๆ ไม่มีไร” ทดโบกมือปฏิเสธพัลวัน แต่สายตากลับเหลือบไปมองโต๊ะใหญ่ที่อยู่ถัดไปสองสามโต๊ะอย่างมีพิรุธ “กูแค่... เออ ปวดขี้จริงๆ นั่นแหละ เดี๋ยวมานะ”
พูดจบมันก็ลุกพรวดพราดแล้วเดินลิ่วๆ ไปทางห้องน้ำทันที ทิ้งให้ทิวากับปาล์มมองหน้ากันอย่างงงๆ
“มันเป็อะไรของมันวะ” ปาล์มถามขึ้นพลางเกาหัวแกรกๆ
ทิวายักไหล่ “ไม่รู้ดิ แต่ช่างแม่งเหอะ มึงดูหมูสามชั้นกูด้วย เดี๋ยวไหม้”
บทสนทนาของทั้งคู่กลับมาอยู่ที่เื่ของกินอีกครั้ง แต่ทิวาก็อดไม่ได้ที่จะลอบสังเกตโต๊ะที่ไอ้ทดมองเมื่อครู่ โต๊ะนั้นมีกลุ่มชายฉกรรจ์สี่ห้าคนนั่งดื่มเหล้ากันอยู่ แต่ละคนดูท่าทางไม่น่าไว้วางใจ รอยสักประปรายตามแขนและแววตากร้าวๆ ทำให้โต๊ะรอบข้างพยายามรักษาระยะห่างโดยอัตโนมัติ
เวลาผ่านไปไม่ถึงห้านาที ไอ้ทดก็เดินหน้าซีดกลับมาที่โต๊ะ
“อ้าว กลับมาแล้วเหรอวะ ขี้เสร็จไวจัง” ปาล์มทักอย่างไม่ใส่ใจ
“เออ... พวกมึง กูว่าเรารีบกินรีบกลับกันดีกว่าว่ะ” ทดพูดเสียงสั่น
คราวนี้ทิวาขมวดคิ้วอย่างจริงจัง “มึงเป็เหี้ยอะไร เล่ามาให้หมด”
ทดอึกอักอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมสารภาพเสียงอ่อย “คือ... ตอนกูเดินไปห้องน้ำ กูเดินไม่ดูทาง เลยเผลอไปชนโต๊ะไอ้พวกนั้นว่ะ”
ปาล์มตาโต “โต๊ะไหนวะ? โต๊ะ... โต๊ะนั้นอะนะ!” นิ้วอวบๆ ชี้ไปยังโต๊ะชายฉกรรจ์กลุ่มเดิมอย่างไม่กลัวตาย
ทดรีบตบแขนเพื่อนรักดังป้าบ “มึงจะชี้ทำเหี้ยไร! เออ โต๊ะนั้นแหละ”
“แล้วไงต่อวะ” ทิวาถามเสียงเรียบ พยายามประเมินสถานการณ์
“กู... กูขอโทษเขาแล้วนะเว้ย แต่แก้วเหล้าเขามันหกนิดหน่อยว่ะ แล้ว... แล้วเหมือนหัวหน้าแก๊งแม่งจะไม่พอใจเท่าไหร่” ทดเล่าด้วยสีหน้าเหมือนจะร้องไห้
“ไม่พอใจแล้วมันทำไมวะ มึงก็ขอโทษแล้วไม่ใช่เหรอ” ปาล์มแย้ง
“ก็เออดิ แต่แม่งมองหน้ากูแปลกๆ ตอนนี้กูรู้สึกเหมือนโดนจ้องอยู่ตลอดเวลาเลยว่ะ”
ทิวาถอนหายใจยาวพรืด “พวกเวร” เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะพูดกับเพื่อนทั้งสอง “เออๆ งั้นรีบแดกให้หมดแล้วเช็คบิลเลย”
แต่ดูเหมือนว่า์จะไม่เป็ใจ เพราะในจังหวะที่ปาล์มกำลังจะเรียกพนักงานเก็บเงิน ชายร่างใหญ่ที่สุดในกลุ่มนั้นก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วเดินตรงมาที่โต๊ะของพวกเขาทันที
“เฮ้ยไอ้น้อง” น้ำเสียงห้าวที่เจือความเมาเอ่ยขึ้น ทำให้ทั้งสามคนแข็งทื่อไปโดยพร้อมเพรียงกัน
ชายคนนั้นเดินมาหยุดตรงหน้าทดที่นั่งตัวลีบจนแทบจะสิงกับเก้าอี้พลาสติก “เมื่อกี้นี้มึงเดินชนโต๊ะพวกกูใช่ไหมวะ”
“เอ่อ... ครับพี่ ผมขอโทษจริงๆ ครับ พอดีผมรีบไปหน่อย” ทดยกมือไหว้ปลกๆ
“ขอโทษ? มึงรู้ไหมว่าเหล้าที่มึงทำหกน่ะ มันแพงนะเว้ย” ชายคนนั้นพูดพลางยิ้มมุมปากอย่างหาเื่
ปาล์มที่พอจะตั้งสติได้รีบพูดขึ้น “เดี๋ยวค่าเสียหายเท่าไหร่ พวกผมจ่ายให้ก็ได้ครับพี่”
“จ่ายเหรอ? พวกมึงมีปัญญาจ่ายเหรอวะไอ้หนู” ชายอีกคนที่เดินตามมาสมทบพูดขึ้นพลางหัวเราะในลำคอ “ดูทรงแล้วน่าจะเป็แค่นักศึกษาจนๆ”
คำพูดดูถูกเหยียดหยามทำให้เืในกายของทิวาเริ่มร้อนขึ้นมาบ้าง แต่เขาก็ยังคงข่มอารมณ์เอาไว้ “เพื่อนผมขอโทษแล้ว พวกพี่ก็อย่าหาเื่กันเลยครับ เื่มันเล็กน้อยเอง”
“หืม? ปากดีนี่มึงอะ” ชายคนแรกหันมาจ้องหน้าทิวาเขม็ง “พวกกูไม่ได้หาเื่ แต่พวกมึงน่ะ เริ่มก่อน”
“ผมว่ามันเกินไปแล้วนะครับพี่ แค่เหล้าหกนิดหน่อยเอง” ทิวายังคงพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้
“นิดหน่อยของมึง แต่มันเสียความรู้สึกของพวกกูว่ะ... เอางี้แล้วกัน พวกกูไม่เอาเงินหรอก แต่ไอ้คนชน... มึงมากราบตีนขอโทษพวกกูดีๆ แล้วพวกกูจะปล่อยไป”
คำพูดนั้นทำให้ทิวากำหมัดแน่น เส้นความอดทนของเขาขาดผึงลงทันที
“พวกพี่จะมากเกินไปแล้วนะ”
“ทำไมวะ? หรือมึงอยากจะลองดี?” ชายร่างใหญ่ก้าวเข้ามาประชิดตัวทิวามากขึ้น กลิ่นเหล้าและกลิ่นบุหรี่ราคาถูกลอยฟุ้งจนน่าสะอิดสะเอียน
“ถอยไป” ทิวาพูดเสียงลอดไรฟัน
“ถ้ากูไม่ถอยล่ะวะ” มันยื่นหน้าเข้ามาใกล้กว่าเดิม “มึงจะทำไมไอ้หน้าอ่อน”
“ผมก็คงต้องให้พี่ถอยไปเอง”
สิ้นคำพูดของทิวา บรรยากาศรอบโต๊ะก็ตึงเครียดขึ้นมาทันที ลูกค้าโต๊ะอื่นๆ เริ่มหันมามองด้วยความสนใจระคนหวาดเสียว บางคนถึงกับรีบเช็คบิลออกจากร้านไปเลยก็มี
“ไอ้ทิวา มึงใจเย็นๆ” ปาล์มกระซิบเตือนเพื่อนเสียงสั่น
“ปากเก่งเหมือนกันนี่หว่า!” ชายคนนั้นตะคอกลั่น ก่อนจะง้างหมัดขึ้นสูง เตรียมจะซัดลงมาที่ใบหน้าของทิวาเต็มแรง
ทิวาเบี่ยงตัวหลบได้อย่างฉิวเฉียด แต่ก็เสียหลักเซไปชนกับเก้าอี้ตัวข้างๆ ไอ้ทดกับไอ้ปาล์มหน้าซีดเป็ไก่ต้ม ขณะที่เพื่อนของอันธพาลคนนั้นก็เริ่มลุกจากโต๊ะเพื่อเตรียมจะเข้ามารุม
สถานการณ์กำลังจะบานปลายจนควบคุมไม่ได้
ทิวารู้ตัวดีว่าถึงเขาจะพอมีเื่ชกต่อยมาบ้างสมัยมัธยม แต่การจะรับมือกับนักเลงตัวใหญ่กว่าเกือบเท่าตัวแถมยังมีพวกอีกสี่ห้าคนนั้นเป็เื่ที่เป็ไปไม่ได้เลย แตศักดิ์ศรีของลูกผู้ชายมันค้ำคอ เขาจะไม่มีวันยอมให้เพื่อนต้องไปกราบเท้าใครเพื่อเื่บ้าๆ แบบนี้เด็ดขาด
ในจังหวะที่หมัดที่สองของชายร่างใหญ่กำลังจะพุ่งเข้ามา และทิวาเตรียมจะยกแขนขึ้นป้องกันอย่างสุดความสามารถนั้นเอง...
“มีอะไรกัน”
เสียงทุ้มต่ำและเยียบเย็นดังขึ้นไม่ใกล้ไม่ไกลจากบริเวณนั้น มันไม่ใช่เสียงะโ แต่กลับทรงพลังพอที่จะทำให้ทุกการเคลื่อนไหวหยุดชะงัก ทุกสายตาหันไปมองยังต้นเสียงเป็ตาเดียว
เ้าของเสียงเป็ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งที่ยืนอยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว เขาสวมเพียงเสื้อยืดสีดำเรียบๆ กับกางเกงยีนส์สีเข้ม แต่สิ่งที่ทำให้เขาโดดเด่นออกมาจากฝูงชนคือรัศมีความนิ่งสงบและน่าเกรงขามที่แผ่ออกมารอบตัว ดวงตาคมกริบคู่นั้นกวาดมองสถานการณ์ตรงหน้าอย่างประเมิน ก่อนจะหยุดลงที่กลุ่มนักเลงที่กำลังหาเื่พวกทิวาอยู่
ชายร่างใหญ่ที่ง้างหมัดค้างอยู่กลางอากาศ พอได้เห็นหน้าเ้าของเสียงชัดๆ สีหน้ากร่างๆ ของมันก็พลันเปลี่ยนเป็ซีดเผือดในทันที
“พะ... พี่ภาคิน” มันเรียกชื่อนั้นออกมาเสียงสั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด
‘ภาคิน’ คนนั้นไม่ตอบอะไร เพียงแค่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเป็เชิงถาม
“เอ่อ... ไม่มีอะไรครับพี่ ไม่มีอะไรเลย พวกผมแค่...แค่ทักทายน้องๆ มันเฉยๆ ครับ” นักเลงที่เมื่อครู่ยังทำตัวเป็เ้าถิ่น ตอนนี้กลับตัวลีบพูดจาตะกุกตะกักอย่างน่าสมเพช
“ทักทาย?” ภาคินทวนคำเสียงเรียบ แต่แววตากลับเย็นเยียบจนคนมองรู้สึกเสียวสันหลังวาบ “ฉันไม่ยักรู้ว่าการทักทายของพวกนาย เดี๋ยวนี้ต้องใช้หมัดกันแล้ว”
“เปล่าครับพี่! ไม่ใช่แบบนั้นเลยครับ! คือ... คือพวกผมผิดเองครับพี่ ผมขอโทษครับ!” ชายร่างใหญ่รีบยกมือไหว้ท่วมหัว ละล่ำละลักขอโทษขอโพยเป็การใหญ่
ภาคินไม่ได้รับไหว้ เพียงแค่ปรายตามองไปยังโต๊ะของทิวาเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับไปพูดกับนักเลงกลุ่มนั้นด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดขึ้น “ค่าเสียหายโต๊ะนี้เท่าไหร่ ฉันจ่ายให้ แล้วก็ไสหัวพวกนายไปซะ ก่อนที่ฉันจะหมดความอดทน”
“ครับพี่! ครับๆ!”
กลุ่มนักเลงรีบพยักหน้าหงึกๆ เหมือนตุ๊กตาหน้ารถ ก่อนจะพากันเดินก้มหน้าก้มตาออกจากร้านไปอย่างรวดเร็วชนิดที่ไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง ราวกับกลัวว่าหากช้าไปแม้วินาทีเดียวจะมีเื่เลวร้ายเกิดขึ้นกับชีวิต
บรรยากาศที่เคยตึงเครียดคลายลงในพริบตา ลูกค้าโต๊ะอื่นๆ ที่เคยจ้องมองอย่างระทึกใจต่างก็หันกลับไปสนใจหมูกระทะของตัวเองต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ปาล์มกับทดถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกพร้อมกัน
“เฮ้อ... เกือบไปแล้วมั้ยล่ะ ขอบคุณมากนะครับพี่!” ปาล์มรีบหันไปขอบคุณรุ่นพี่ผู้มาโปรด
ทดก็รีบยกมือไหว้ตาม “ขอบคุณจริงๆ ครับพี่ ถ้าไม่ได้พี่พวกผมแย่แน่ๆ”
ภาคินเพียงแค่พยักหน้ารับเบาๆ สายตาของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่ทิวาไม่วางตา คนที่ยืนนิ่งเงียบ ไม่พูดอะไรออกมาสักคำ
ทิวากำลังใช้ความคิดอย่างหนัก เขามองผู้ชายตรงหน้าั้แ่หัวจรดเท้า รุ่นพี่คนนี้... เขาเคยเห็นหน้าอยู่บ้างตามทางเดินในคณะวิศวะฯ ได้ยินเพื่อนๆ พูดกันว่าเป็รุ่นพี่ปี 4 ที่หล่อมาก เรียนเก่ง และเป็ที่หมายปองของสาวๆ แต่ไม่เคยมีใครเข้าถึงได้ ทิวาไม่เคยสนใจเื่พวกนั้น แต่สิ่งที่เขาสนใจในตอนนี้คืออำนาจที่มองไม่เห็นของผู้ชายคนนี้ แค่เอ่ยปากไม่กี่คำกับสายตาเ็าคู่นั้น ก็ทำให้นักเลงกลุ่มใหญ่หัวหดหายไปได้ในพริบตา
นี่มันไม่ใช่เื่ของนักศึกษาธรรมดาแล้ว
การเข้ามาช่วยของภาคินมันก็ดีอยู่หรอก แต่ลึกๆ แล้วทิวากลับรู้สึกขัดใจอย่างบอกไม่ถูก เขารู้สึกเหมือนตัวเองถูกมองด้วยสายตาที่เหนือกว่า และเขาก็ไม่ชอบความรู้สึกที่ต้องเป็หนี้บุญคุณใคร โดยเฉพาะกับคนประเภทที่ใช้ ‘อำนาจ’ ในการแก้ปัญหาแบบนี้
ในสายตาของทิวา... ภาคินก็ไม่ได้ต่างอะไรไปจากนักเลงพวกนั้นเลย อาจจะอยู่คนละระดับกันก็เท่านั้น
“ขอบคุณ” ในที่สุดทิวาก็เค้นคำพูดนั้นออกมาจากลำคอได้สำเร็จ แต่มันเป็น้ำเสียงที่ห้วนและไร้ซึ่งความรู้สึกขอบคุณโดยสิ้นเชิง
ภาคินยังคงนิ่ง สายตาคมกริบคู่นั้นยังคงจ้องมองมาที่เขา ราวกับจะอ่านความคิดที่อยู่ในหัวให้ออก
ทิวารู้สึกอึดอัดกับสายตาคู่นั้น เขาจึงล้วงกระเป๋าสตางค์ออกมา หยิบธนบัตรใบละร้อยสองใบยื่นไปตรงหน้าภาคิน “นี่ครับ ค่าเหล้าที่พี่บอกจะจ่ายให้ ผมจ่ายเอง”
การกระทำของทิวาทำให้ปาล์มกับทดเบิกตาโพลง
“ไอ้ทิวา! มึงทำเหี้ยอะไรของมึง!” ปาล์มรีบดึงแขนเพื่อน แต่ทิวาสะบัดออก
ภาคินเหลือบตามองธนบัตรในมือของทิวาเล็กน้อย มุมปากของเขาเหมือนจะยกขึ้นนิดๆ แต่มันก็หายไปเร็วเสียจนทิวาไม่แน่ใจว่าตัวเองตาฝาดไปหรือเปล่า
“ไม่เป็ไร” ภาคินตอบเสียงเรียบเช่นเคย
“รับไปเถอะครับ” ทิวายังคงยืนกราน “เื่ของพวกผม ผมจัดการเองได้ ไม่อยากรบกวน”
ประโยคหลังนั้นชัดเจนว่าเป็การขีดเส้นแบ่งและแสดงออกว่าไม่้าความช่วยเหลือ
บรรยากาศกลับมาอึดอัดอีกครั้ง แต่เป็ความอึดอัดคนละแบบกับเมื่อครู่ มันเป็ความตึงเครียดเย็นๆ ที่แผ่ออกมาจากคนสองคนที่กำลังยืนจ้องหน้ากันนิ่ง
ปาล์มกับทดได้แต่กลืนน้ำลายเอื๊อก ไม่กล้าพูดอะไรออกมา
ในที่สุด หลังจากจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่ดื้อรั้นและไม่ยอมใครของทิวาอยู่เกือบนาที ภาคินก็เป็ฝ่ายยอมละสายตาไปก่อน
“งั้นเหรอ”
เขาพูดเพียงแค่นั้น ก่อนจะหันหลังแล้วเดินออกจากร้านไปอย่างเงียบเชียบ ทิ้งไว้เพียงความงุนงงให้กับเพื่อนทั้งสองของทิวา และความรู้สึกหงุดหงิดที่ตีรวนอยู่ในอกของทิวาแต่เพียงผู้เดียว
“มึงทำบ้าอะไรของมึงวะไอ้ทิวา!” ปาล์มฟาดแขนเพื่อนรักดังเพี๊ยะทันทีที่แผ่นหลังของรุ่นพี่ปี 4 ลับสายตาไป “พี่เขามาช่วยนะเว้ย มึงไปพูดจาหมาไม่แดกแบบนั้นใส่เขาได้ยังไง!”
“กูก็ขอบคุณไปแล้วไง” ทิวาตอบเสียงแข็งพลางเก็บเงินเข้ากระเป๋า
“ขอบคุณบ้านมึงสิ! นั่นมันน้ำเสียงหาเื่ชัดๆ!”
“แล้วจะให้กูทำยังไงวะ ให้กูคลานเข้าไปกราบตีนเขารึไง” ทิวาสวนกลับอย่างมีอารมณ์ “กูไม่ชอบให้ใครมาทำเหมือนช่วยเหลือแล้วติดหนี้บุญคุณ กูเกลียดที่สุด”
“โธ่ไอ้เพื่อนเวร! ศักดิ์ศรีมึงนี่มันกินไม่ได้จริงๆ!” ปาล์มกุมขมับ “มึงรู้มั้ยว่านั่นใคร นั่นพี่ภาคินเลยนะเว้ย เดือนคณะสองปีซ้อน พ่อรวยเป็เ้าของธุรกิจอะไรสักอย่าง โคตรของโคตรจะเพอร์เฟกต์ ใครๆ ก็อยากเข้าหา แต่มึงดูสิ่งที่มึงทำลงไป!”
“จะพี่ภาคินหรือพี่ภาชนะกูก็ไม่สนใจทั้งนั้นแหละ” ทิวาพูดอย่างไม่ยี่หระ “สำหรับกู เขาก็แค่พวกชอบกร่างเหมือนไอ้พวกเมื่อกี้นั่นแหละ แค่วิธีการมันดูดีกว่าเท่านั้นเอง”
พูดจบ เขาก็นั่งลงที่เก้าอี้ตามเดิม คว้าตะเกียบคีบหมูสามชั้นที่เริ่มจะไหม้เข้าปากอย่างหัวเสีย
ถึงปากจะพูดไปแบบนั้น... แต่ทิวาก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าแววตาคมกริบคู่สุดท้ายที่จ้องมองมาที่เขาก่อนจะเดินจากไปนั้น... มันยังคงติดอยู่ในห้วงความคิดของเขาอย่างน่าประหลาด
เป็การพบกันครั้งแรก... ที่ไม่น่าประทับใจเอาเสียเลย