ตอนที่ 48 ปิดฉากการต่อสู้
พรึบ!!
“ท่านอัศวินและนักบวชคณะเดินทางจากโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์พวกเราเป็นทหารของเมืองเซนต์จูรี่สังกัดหน่วยท่านเจมส์วิชพวกเราได้รับหน้าที่ให้มานำทางพวกท่านเดินอ้อมสนามรับไป ซึ่ง.......”
ฟิ้ว!!
หมับ!!
“บอกความจริงมาซะดีๆ ไม่งั้นหัวของพวกเจ้าได้หลุดแน่!!”ยังไม่ทันที่ทหารคนดังกล่าวจะได้พูดสิ่งใดจบร่างของโจเซฟก็ได้หายไปจากจุดที่เขาอยู่แล้วและได้ไปโผล่อยู่ด้านหลังของทหารนายนั้นพร้อมกับดาบจอไว้ที่คอพร้อมกับจะตัดหัวทหารนายนี้ได้ทุกเมื่อ......
“เรียนท่านอัศวิน พวกเราไม่ได้คิดร้ายกับพวกท่านพวกเราเป็นคนจากเมืองเซนต์จูรี่จริงๆและการต่อสู้ที่ด้านหน้านั้นก็เป็นพวกเราเองที่กำลังสู้อยู่กับทหารจากเมืองฮาฟดี่ที่ได้ส่งคนมาแอบซุ่มโจมตีพวกท่านคณะเดินทางจากโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์”
ทหารที่ถูกดาบจี้ที่คอยังคงพูดต่ออย่างไม่ตื่นตระหนกตกใจหรือมีท่าทีหวาดกลัวแต่อย่างไรซึ่งทหารนายนี้เป็นสนิทที่เจมส์วิชส่งมาที่นี่ด้วยทหารนายนี้ใกล้จะเป็นนักรบระดับแล้วเขาจึงมีสติและความมั่นคงในตัวเองสูง.......
“โจเซฟ!! เจ้าจะทำเกินไปแล้วนะรีบปล่อยทหารคนนั้นซะแล้วกลับมาตรงนี้!!” โมรันถึงกับหน้าเปลี่ยนสีด้วยความโกรธทันทีที่เห็นโจเซฟกระทำแบบนั้นออกไปซึ่งมันเป็นการกระทำอันป่าเถื่อนที่คนจากโบสถ์ศักดิ์อย่างพวกเขาไม่ทำกัน........
“ตะ......ตะ.......แต่ท่านหัวหน้าโมรัน!ทหารคนนี้อาจจะเป็นพวกศัตรูที่คิดไม่ดีกับโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ของเราก็ได้นะระวังตัวไว้ก่อนก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย!”โจเซฟพยายามหาเหตุผลมาโต้แย้งกลับหัวหน้าของเขาซึ่งที่เขาทำไปนั้นไม่ใช่เพราะต้องการ แต่เพราะเขาเป็นห่วงทุกคนต่างหาก......
“ท่านอัศวินหนุ่มถ้าท่านมาไว้ใจข้าท่านก็จับข้าไว้แบบนี้ก็ได้แต่ข้าได้รับหน้าที่ให้มาพาทุกท่านเดินอ้อมสนามต่อสู้ไปในเส้นทางที่ปลอดภัย”ทหารนายนี้ยังคงพูดต่อไปด้วยใบหน้าจริงจัง......
“โจเซฟปล่อยเขาซะ!!”โมรันรับรู้ได้ถึงความจริงใจที่ทหารตรงหน้าพูดออกมาเพราะมีแต่นักรบที่แท้จริงเท่านั้นถึงจะแสดงความจริงจังและเกียรติของนักรบออกมาได้.......
“ก็ได้หัวหน้า!”
พรึบ!!
ถึงแม้ว่าโจเซฟจะไม่เต็มใจนัก แต่เขาก็จำต้องทำตามที่หัวหน้าของเขาบอกแต่เขาก็ยังไม่ลดละการระวังและระแวงลงเลยชายหนุ่มเตรียมพร้อมที่จะสังหารทหารนายนี้ได้ทุกเมื่อหากมีสิ่งใดที่ทหารนายนี้แสดงเจตนาออกมาว่าคิดไม่ซื่อกับพวกเขา.......
“เช่นนั้นขอให้ทุกท่านตามข้ามา!”ทหารนายนี้ไม่ได้คิดมากในเรื่องที่โจเซฟทำ เพราะเป็นเขาก็ต้องทำแบบเดียวกันดังนั้นเขาจึงทำเพียงแค่ยิ้มให้และหันหลังกลับเดินนำไปยังทิศทางที่ว่า......
.........................................
กลับมาที่สนามต่อสู้อีกครั้ง......
ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!
ฉึบ!! ฉึบ!! ฉึบ!!
อ้า!! อั๊ก!!
“ท่านนายกองขอรับ ทหารของเราล้มตายเป็นจำนวนมากแล้วหากยังเป็นแบบนี้ต่อไปพวกเราเองก็คงไม่รอดแน่!!”หัวหน้านายหนึ่งที่ได้รับบาดเจ็บถูกยิงที่แขนได้พูดขึ้นพร้อมกับแสดงสีหน้าหวาดกลัวออกมาจ้องมองไปที่นายกองของมันเพื่อรอฟังคำตอบ.......
“ข้ารู้แล้วละน่า!! แต่ไอ้พวกบ้านี่มันยิงธนูไม่หยุดเลยแต่ข้าคิดว่าอีกไม่นานลูกธนูของพวกมันต้องหมดลงแน่ๆและเมื่อถึงตอนนั้นพวกเราจะบุกฝ่าออกไปสังหารพวกมันซะ!!”ถึงแม้ว่าสถานการณ์ยังเลวร้าย และนายกองผู้นี้ก็ยังมีสติดีอยู่ มันได้บอกให้ทหารทุกคนอดทนเอาไว้รอจนกว่าลูกธนูที่ยิงมาอย่างกับห่าฝนนี้จะหยุดลง.......
ฟิ้วววววว!!
ฉึบ!!
.....................................
ในตอนนั้นเอง ลูกธนูที่กระหน่ำยิงมาตลอดหลายนาทีก็หยุดลงซึ่งลูกธนูดอกเมื่อครู่นี้เป็นดอกสุดท้ายแล้วที่ถูกยิงออกมา.......
“พวกมันหยุดยิงแล้ว?”
“ลูกธนูของพวกมันหมดแล้ว?”
“ทำไมพวกมันถึงไม่ยิงต่อ?”
“เกิดอะไรขึ้นทำไมพวกมันถึงหยุดยิง?”
คำถามมากมายถึงตั้งขึ้นในช่วงเสี้ยววินาทีที่หน่วยของเจมส์วิชหยุดยิงธนูซึ่งทหารทุกคนต่างก็อยากรู้และลุ้นให้อีกฝ่ายลูกธนูหมดเสียที......
“ไอ้พวกลูกหมา!! แน่จริงก็โผล่หัวออกมาซิวะ!!”เมื่อเห็นว่าไม่มีการยิงธนูแล้วนายกองของเมืองฮาฟดี่ที่รับหน้ามายกทัพมาครั้งนี้ก็ส่งเสียงร้องตะโกนขึ้นเพื่อเรียกให้ศัตรูออกมา.......
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า!! พวกแกซิลูกหมา!!ไอ้พวกกากเดนบัดซบเอ้ย!!” เจมส์วิชตะโกนสวนกลับนายกองไปในทันทีและก้าวเดินออกมาจากหลังพุ่มไม้อย่างสง่าพร้อมด้วยทหารทั้งหมดในหน่วยของเขา.....
พวกแก!!
ทันทีที่นายกองเห็นเจมส์วิชเดินออกมาสีหน้าและท่าทางของมันก็แสดงถึงความโกรธอย่างมากออกมาและจ้องมองมาที่เจมส์วิชอย่างเคียดแค้นและอยากที่จะฉีกเจมส์วิชออกเป็นชิ้นๆ ......
“พวกแกเป็นใครมาจากไหน? ไม่รู้หรือยังไงว่าพวกเราเป็นทหารจากเมืองฮาฟดี่!!”ถึงแม้จะโกรธเพียงใด แต่นายกองคนนี้ก็ยังเก็บอารมณ์ของตนเองได้ดีและมันก็อยากรู้มากกว่าเจมส์วิชเป็นใครและมาจากที่ไหนที่ถึงได้มาโจมตีพวกมันแบบนี้......
“พวกเรานะเหรอ? ก็เป็นบิดาของพวกเจ้ายังไงละ!!”
ฮ่า ฮ่า ฮ่า!!
คำพูดของเจมส์วิชทำให้เหล่าทหารในหน่วยของเขาอดที่จะหัวเราตามไม่ได้ทุกคนต่างก็ส่งเสียงหัวเราออกมาอย่างซะใจ แต่ฝ่ายศัตรูกับหน้าดำหน้าแดงจนลมและควันจะออกหูพวกเขาแล้ว......
“ไอ้สารเลวบัดซบเอ้ย!! พวกเราฆ่าพวกมันให้หมด!!”ในที่สุดนายกองก็ทนต่อไปไม่ไหวแล้วเพราะคำพูดของเจมส์วิชนั้นมันหยามเกียรตินักรบอย่างมันมากมันจึงได้สั่งให้ทหารทั้งหมดที่เหลืออยู่เพียงแค่สองร้อยกว่าคนบุกฝ่าออกไป......
“หือ...? อยากตายขนาดนั้นเลยเหรอ?เฮ้อ!!ช่างน่าเสียดายที่ข้าอุตส่าห์จะไว้ชีวิตพวกเจ้าทั้งหมดกลับบ้านแล้วแท้ๆแต่ในเมื่อพวกเจ้าต้องการที่จะตาย เช่นนั้นพวกเราก็จะจัดให้! ทั้งหมดยิง!!”
เมื่อเจมส์วิชพูดจบ เขาก็ยกมือขึ้นให้สัญญาณทหารทั้งเก้าร้อยเก้าสิบเก้านายของเขายิงธนูขนาดเล็กที่เขาซ่อนไว้ที่หลังซึ่งได้บรรจุลูกธนูเตรียมพร้อมไว้แล้ว......
พรึบ!!
ฟิ้ว!! ฟิ้ว!! ฟิ้ว!!
ลูกธนูจำนวนมากถูกยิงออกไปอย่างรวดเร็ว โดยที่ทหารฝ่ายเมืองฮาฟดี่ไม่ทันได้ตั้งตัวหรือยกโล่ของพวกเขาขึ้นมากันทำให้ทหารที่เหลือทั้งหมดล้วนถูกสังหารจนเกือบหมดแม้แต่หัวหมู่ที่มีความแข็งแกร่งเกือบจะเป็นนักรบระดับแล้วยังไม่พ้นที่จะถูกสังหารเลยมีเพียงแค่คนเดียวเท่านั้นที่รอดจากห่าฝนลูกธนูในครั้งนี้ ซึ่งนั้นก็คือหัวหน้านายกองนั้นเอง......
อั๊ก!!
“อะ......ไอ้พวกบัดซบ!! อั๊ก! พะ.....พวกแกเป็นใครกัน?การกระทำครั้งนี้ของพวกแก ฝ่าบาทจะไม่มีวันปล่อยพวกแกไปแน่!!”ถึงแม้ว่าหัวหน้ากองจะไม่ตาย แต่มันก็บาดเจ็บหนักจนแทบที่จะลุกขึ้นยืนไม่ไหวเพราะมีลูกธนูมากกว่าสิบลูกที่เจาะผ่านผิวหนังของมันเข้ามาได้.......
“พวกเราเป็นใครไม่สำคัญ แต่ที่สำคัญคือพวกแกกำลังจะตายและฝ่าบาทโง่ๆ ของพวกแกจะไม่รู้ว่าเป็นฝีมือของใคร และไม่รู้ว่าพวกแกได้ตายยังไง”
ซึ่งในตอนที่หัวหน้ากองเงยหน้าขึ้นมามันก็พบว่าเจมส์วิชมายืนอยู่เบื้องหน้าของมันแล้วพร้อมกับดาบยาวที่อยู่ในมือของเจมส์วิชที่จอมาที่คอของมันและหลังจากที่เจมส์วิชกล่าวจบ เขาก็แทงดาบของเขาผ่านลำคอของนายกองไปทำให้มันตายในทันทีโดยที่ดวงตายังเบิกโตอยู่......
ฉึบ!!
อ้า!!
“เก็บกวาดสนามรบให้เรียบร้อย อาวุธ ชุดเกราะเสื้อผ้าหรือสิ่งของใดๆ ที่เป็นประโยชน์หรือสามารถเอากลับไปใช้ได้ให้เอามาให้หมดจากนั้นก็เอาศพของพวกนางไปเผ่าซะ!!”เจมส์วิชออกคำสั่งให้จัดการเคลียร์สนามรบอย่างรวดเร็วซึ่งมันก็ไม่ได้มีอะไรมากมายนักแค่การกระทำที่ทุกคนเคยทำมาแล้วหลายๆครั้งที่ได้ออกไปฝึกและสู้จริง.......
เมื่อเจมส์วิชสั่งการตรงนี้เสร็จแล้วเจมส์วิชก็พาทหารเก้าสิบเก้าคนร่วมเดินทางออกไปกับเขาตรงไปยังที่นัดหมายที่เขาได้ให้คนสนิทของเขาออกไปต้อนรับคณะเดินทางจากโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ก่อนและนำทางมาตามเส้นทางที่ปลอดภัยห่างจากการต่อสู้.......
ณ พื้นที่ที่จุดนัดหมาย.......
“เมื่อไหร่หัวหน้าของพวกเจ้าจะมา?” โจเซฟที่เป็นที่มีความอดทนต่ำได้พูดถามทหารคนสนิทของเจมส์วิชอย่างไม่พอใจ......
“อีกไม่นานหัวหน้าก็คงจะมาถึงแล้วเพราะดูจากเวลาที่ได้ตกลงกันไว้พวกเขาน่าจะ........”
กุบกรับ!! กุบกรับ!! กุบกรับ!!
ในวินาที่นั้นเองเสียงฝีเท้าม้าจำนวนมากก็ดังขึ้นพร้อมกับกองทหารม้าจำนวนหนึ่งที่โผล่ออกมาจากเขตป่าทางทิศทางของสงครามซึ่งหองทหารม้ากลุ่มนี้ก็คือเจมส์วิชและทหารทั้งเก้าสิบเก้านายของเขานั้นเอง......
ฮี่!! ฮี่!! ฮี่!!
หยุดดดดดดด!!
ทันทีที่เจมส์วิชและทหารของเขามาถึงเขาก็สั่งให้ม้าของเขาและทหารที่ตามมาหยุดฝีเท้าลงก่อนจะกระโดดมาจากม้าและเดินตรงเข้ามาหาทหารคนสนิทของเขาและพูดขึ้นมาว่า“เจ้าทำงานได้ดีมาก ไม่ทำให้ข้าผิดหวังเลยเมื่อกลับไปถึงเมืองข้าจะแนะนำเจ้ากับฝ่าบาทแน่นอน!”เมื่อเจมส์วิชพูดจบเขาก็ตบไปที่ไหล่ของทหารคนสนิทของเขาอย่างพอใจ.....
“ขอบคุณหัวหน้า ทั้งหมดนี้เป็นหน้าที่ของข้าอยู่แล้ว!”ทหารคนสนิทคนนี้ไม่ได้แสดงความดีใจจนเกินไปเขาเพียงแค่ยิ้มเล็กน้อยและกล่าวขอบคุณเท่านั้นเพราะเขาทำงานด้วยใจจริงไม่ได้หวังผลตอบแทนอย่างที่คนโลภหลายๆ คนเป็นแน่นอนว่าทหารคนอื่นๆ ในหน่วยก็เป็นเช่นเขา......
“เอาเถอะ ยังไงเจ้าก็ทำได้ดี”
เจมส์วิชยังคงพูดกับทหารของเขาโดยที่ไม่ได้ให้ความสนใจกับคนจากคณะเดินทางจากโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์เลยแม้แต่นิดและนั้นก็ทำให้อัศวินหนุ่มโจเซฟเกิดความไม่พอใจเป็นอย่างมากก่อนที่เขาจะยกดาบขึ้นและเตรียมตัวที่พุ่งเข้าไปสั่งสอนเจมส์วิชเสียหน่อยแต่ในตอนที่เขากำลังจะขยับตัวนั้น เขาก็สัมผัสได้ถึงความเย็นที่ลำคอของเขา......
“ข้าไม่สนใจว่าเจ้าจะเป็นคนจากโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์หรืออะไรก็ตามหากไม่ใช่เพราะคำสั่งของฝ่าบาทที่ให้พาพวกเจ้าทั้งหมดกลับไปที่เมืองอย่างปลอดภัยละก็ข้าจะบั่นหัวของเจ้าให้ขาดซะที่นี่เลย!!”
ซึ่งความรู้สึกเย็นที่คอที่อัศวินหนุ่มรู้สึกได้นั้นก็คือดาบของเจมส์วิชที่มาพาดตรงคอของเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้แม้แต่หัวหน้าอัศวินอย่างโมรันยังรู้สึกตกใจที่ได้เห็นเพราะทักษะความเร็วเมื่อครู่นี้มันเทียบได้กับความเร็วของเขาเลยและถึงแม้ว่าโจเซฟจะระดับสูงกว่าเจมส์วิชอยู่ขั้นหนึ่งแต่อัศวินหนุ่มก็รับรู้ได้ว่าชายหนุ่มตรงหน้าของเขานั้นไม่ได้ด้อยไปกว่าเขาสักนิดเดียว.........