“มันดูจะเกินจริงไปมากเลยจริงๆ นั่นแหละ”
แม้แต่ลั่วเซวียนเซวียนเองก็ยังถอนหายใจออกมาอย่างหมดปัญญา
เพราะหากเปรียบเทียบกับพวกประหลาดเหล่านี้แล้วแม้แต่ตัวเธอเองที่ถูกเบื้องบนของพันธมิตรสามประเทศออกหมายหัวสั่งตายก็ยังดูเป็นคนปกติธรรมดาไปเลย
“เพราะแบบนี้ไงล่ะ พรสวรรค์การต่อสู้ของเขาถึงประเมินไว้ที่ระดับ S”
จังหวะนั้นลั่วเซวียนเซวียนก็ได้เสริมขึ้นมาอีกประโยคหนึ่ง
“แล้วอีกสองคนที่เหลือล่ะ?”
ในที่สุดความอยากรู้อยากเห็นของลู่เซิ่งก็ตื่นขึ้นมาอย่างเต็มที่เขาจึงเอ่ยถามออกไปอีกครั้ง
“คนที่สามในสี่ผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุด มีชื่อว่าหวังเทียนอีเป็นจอมเวทมิติที่หาได้ยากยิ่ง พรสวรรค์การต่อสู้คือ ‘ควบคุมมิติ’ระดับ S แม้ฟังดูแล้วไพ่ตายของเขาจะไม่น่ากลัวเท่ากับหลงเฉินหรือฉู่เอ้าแต่คุณห้ามดูแคลนเขาเด็ดขาดเพราะบนดาวสีน้ำเงินของเรามีคำพยากรณ์โบราณสืบทอดกันมาว่า ยามเวลาไม่ปรากฏมิติย่อมเป็นราชา”
ลั่วเซวียนเซวียนเอ่ยราวกับกำลังอวดสมบัติล้ำค่า“ว่ากันว่าหวังเทียนอีคนนี้ศึกษาเวทสายมิติก่อนการเปลี่ยนอาชีพครั้งที่สองจนถึงขีดสุดแม้แต่การโจมตีปกติยังวิวัฒนาการจนกลายเป็นสกิลดาเมจหมู่ ‘เฉือนมิติ’แถมยังสามารถเคลื่อนย้ายพริบตาในระยะใกล้ได้อีกด้วย การต่อสู้กับเขาสิ่งที่นายต้องพิจารณาไม่ใช่การจะเอาชนะเขาได้ไหมแต่คือนายจะเข้าใกล้ตัวเขาได้หรือเปล่าต่างหาก”
เมื่อสิ้นเสียงลั่วเซวียนเซวียนก็ไม่รอให้ลู่เซิ่งเอ่ยปากต่อ เธอรีบชิงพูดขึ้นก่อนว่า“ส่วนคนสุดท้าย ‘เซียนกระบี่พเนจร’ อวิ๋นเทียนหลัน”
พอพูดถึงตรงนี้เธอหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะขมวดคิ้วแล้วกล่าวว่า“ว่ากันว่าคนคนนี้คือตัวตนที่ลึกลับที่สุดในบรรดาสี่ผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดและยังเป็นตัวตนที่แปลกประหลาดที่สุดด้วย”
“หือ? ที่พูดมานี่หมายความว่ายังไง?”
ลู่เซิ่งถามออกไปในทันที
“เกี่ยวกับเรื่องราวของอวิ๋นเทียนหลัน ทางการของประเทศเสินเซี่ยแทบจะไม่มีข้อมูลใดๆ หลุดออกมาเลย มีเพียงตำนานพื้นบ้านจำนวนน้อยนิดเท่านั้นดังนั้นความรู้ที่ฉันมีต่อคนคนนี้จึงจำกัดมาก”
ลั่วเซวียนเซวียนกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ“ฉันรู้แค่ว่าอวิ๋นเทียนหลันคนนี้คือผู้ครอบครองอาชีพเฉพาะตัวที่หาได้ยากยิ่งในประเทศเสินเซี่ยของเรานั่นคืออาชีพ ‘เซียนกระบี่’ พรสวรรค์การต่อสู้ระดับ S ชื่อว่า ‘หมื่นกระบี่หวนคืน’ความแข็งแกร่งของเขาไม่เป็นรองผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดอีกสามคนอย่างแน่นอน”
“ส่วนเขาจะมีสกิลอะไร หรือมีไพ่ตายอย่างอื่นอีกไหมเรื่องนั้นฉันก็ไม่รู้แล้ว”
“อะไรนะ? เซียนกระบี่งั้นเหรอ?”
ดวงตาของลู่เซิ่งเป็นประกายขึ้นมาทันทีที่ได้ยิน
แม้ในยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนอาชีพถ้วนหน้าเช่นนี้ทุกประเทศต่างก็มีอาชีพเฉพาะตัวดำรงอยู่
และประเทศเสินเซี่ยที่เป็นประเทศมหาอำนาจอันดับต้นๆของดาวสีน้ำเงิน ก็มีอาชีพเฉพาะตัวอยู่มากมาย เช่น เทียนซือ [*] มวยซานต่า [**]ยุทธ์โบราณ และอื่นๆ อีกมากมาย
ทว่าโอกาสที่จะเกิดอาชีพเฉพาะตัวนั้นต่ำยิ่งกว่าอาชีพลับเสียอีก
และก่อนหน้านี้ลู่เซิ่งเพิ่งเคยได้ยินชื่ออาชีพ ‘เซียนกระบี่’ เป็นครั้งแรก จะบอกว่าไม่รู้สึกสนใจก็คงเป็นการโกหกอย่างไม่ต้องสงสัย
เพียงแต่เห็นได้ชัดว่าลั่วเซวียนเซวียนมีข้อมูลของอวิ๋นเทียนหลันน้อยมาก เธอจึงทำได้เพียงแนะนำสั้นๆแล้วข้ามเรื่องนี้ไป
“เป็นยังไงล่ะตอนนี้นายเข้าใจหรือยังว่าทำไมฉันถึงไม่ยอมให้สมัครเข้าสถาบันจิงหลงหรือสถาบันจิงหัว?”
ลั่วเซวียนเซวียนมองลู่เซิ่งพลางเอ่ยด้วยท่าทางพึงพอใจ“มีขุนเขาใหญ่สี่ลูกนี้ขวางทางอยู่ต่อให้นายจะมีมอนสเตอร์กลายพันธุ์เป็นสัตว์พาหนะแต่เอาไปเทียบกับพวกเขาทั้งสี่คนแล้ว นายยังห่างชั้นอยู่หลายขุม”
เมื่อพูดถึงตรงนี้เธอราวกับเกรงว่าลู่เซิ่งจะยังไม่ตระหนักถึงความรุนแรงของสถานการณ์จึงรีบเสริมต่อว่า “อีกอย่างการสอบระดับชาตินั้นมีการแข่งขันที่ดุเดือดมาก โดยเฉพาะในรอบการแข่งขันบนเวทีแม้จะมีประธานผู้ตัดสินคอยควบคุมอยู่ข้างสนาม แต่ในทุกๆปีก็ยังเกิดเหตุบาดเจ็บล้มตายอยู่ไม่น้อยเพราะฉะนั้นทางที่ดีนายอย่าไปตอแยพวกเขาจะดีกว่า...”
เธอยังพูดไม่ทันจบลู่เซิ่งก็โบกมือขัดจังหวะเสียก่อน
“เหอะ ขอบใจที่เตือนนะแต่ว่าคนอย่างฉันมันพวกไม่ค่อยเชื่อเรื่องอาถรรพ์ด้วยสิอยากจะเห็นเหมือนกันว่าสิ่งที่เรียกว่าสี่ผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดจะมีความสามารถสักแค่ไหนแล้วจะสร้างแรงกระเพื่อมในมือของฉันได้สักเท่าไหร่กันเชียว”
ลู่เซิ่งกล่าวอย่างหยิ่งทะนงเขาไม่เพียงแต่ไม่แสดงอาการหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย ในทางตรงกันข้ามเขากลับยิ่งรู้สึกเร่งเร้าและคาดหวังต่อ ‘งานเลี้ยงเทาเที่ย[***]’ ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นนี้มากขึ้นเรื่อยๆ
ใช่แล้วมันคือความคาดหวัง
ล้อเล่นหรือเปล่า
เขาคือผู้ใช้อาชีพระดับเทพเจ้าในตำนานเชียวนะเป็นตัวตนที่ฝืนลิขิตสวรรค์ด้วยพรสวรรค์ระดับ SSS
และผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดทั้งสี่คนที่ลั่วเซวียนเซวียนเพิ่งพูดถึงต่อให้จะเก่งกาจแค่ไหน จะมาเก่งกว่าเขาได้ยังไงกัน?
ประกอบกับช่วงเวลาที่ผ่านมาเนื่องจากเขายังไม่สำเร็จภารกิจเปลี่ยนอาชีพ เลเวลจึงจำกัดอยู่ที่ 100!
แต่ศักยภาพที่ซ่อนอยู่ของเขากลับพัฒนาขึ้นอย่างมั่นคงมาโดยตลอด
โดยเฉพาะหลังจากที่ทำพันธสัญญากับออสการ์
ด้วยความช่วยเหลือจากมังกรต้องห้ามตัวนี้ลู่เซิ่งมั่นใจว่าต่อให้เขาจะไม่ใช้พรสวรรค์ ‘เสริมพลังหมื่นเท่า’เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสี่ผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดเหล่านั้นเขาก็ใช่ว่าจะไม่มีปัญญาต่อกร
แล้วเขาจะต้องเกรงกลัวอะไรอีก
เมื่อคิดได้ดังนี้ใจของลู่เซิ่งก็สงบลง
“ลู่เซิ่ง นาย!”
จังหวะนั้นเมื่อเห็นว่าลู่เซิ่งยังไม่ยอมเปลี่ยนใจ ลั่วเซวียนเซวียนก็ตกใจมากขณะที่เธอกำลังจะเอ่ยปากเตือนอีกหน่อย
ลู่เซิ่งกลับดูเหมือนหมดความอดทนเสียแล้วเขาโบกมือให้เธอพร้อมกล่าวว่า “เอาละ ไม่ต้องพูดแล้วเสียเวลามากแล้ว นักฆ่าสี่คนที่ไล่ล่าเธอก็ถูกฉันจัดการไปจนหมดแล้วถ้าไม่มีธุระอื่นอีก งั้นเราก็แยกย้ายกันตรงนี้เถอะ”
เมื่อพูดจบเขาก็หันไปส่งสัญญาณเรียกออสการ์ที่ยังคงแทะซากศพจนเลือดเต็มปากอยู่ไม่ไกลทำท่าทางเหมือนจะจากไปทันที
แต่การจะไปของเขาทำให้ลั่วเซวียนเซวียนที่อยู่ด้านข้างเริ่มร้อนรน
“เดี๋ยวก่อน นาย... นายจะไปเฉยๆ แบบนี้เลยเหรอ?”
“ไม่ไป แล้วจะให้ฉันอยู่รอฉลองปีใหม่ที่นี่หรือไง” ลู่เซิ่งได้ยินดังนั้นก็มองบนใส่
“แต่ตอนนี้สภาพของฉันแย่มาก แถมยังมีแผลตามตัวอีกนายช่วยเป็นคนดีให้ถึงที่สุด รอฉันฟื้นตัวอีกสักหน่อยค่อยไปไม่ได้เหรอ?” ลั่วเซวียนเซวียนเอ่ยขอร้องแทบจะเป็นการอ้อนวอน
แน่นอนว่านี่ไม่ใช่เพราะเธอเล่นตัวแต่เป็นเพราะในการต่อสู้กับนักฆ่าทั้งสี่ก่อนหน้านี้ เธอสูญเสียพลังไปมหาศาลไม่เพียงแต่บาดแผลจะยังไม่หายดีจนถึงตอนนี้ทั้งหลอดเลือดและหลอดมานาต่างก็เหลือต่ำกว่า 30 เปอร์เซ็นต์แม้แต่ ‘ร่างวิญญาณ’ ที่อุตส่าห์สะสมมานานก็ตายเรียบไม่เหลือหลอ
และการสูญเสียไพ่ตายอย่าง‘ร่างวิญญาณ’ ประกอบกับสภาพร่างกายที่ย่ำแย่ขนาดนี้หากระหว่างทางขากลับบังเอิญไปเจอผู้ใช้อาชีพจากประเทศศัตรูเข้าต่อให้เธอจะเป็นถึงผู้ใช้อาชีพระดับอัจฉริยะก็มีโอกาสสูงมากที่จะเกิดเหตุการณ์เรือล่มในร่องน้ำ
ด้วยความจนใจลั่วเซวียนเซวียนจึงต้องหน้าด้านขอให้ลู่เซิ่งรอให้เธอฟื้นตัวก่อนค่อยจากไป
“เรื่องนี้... ก็ได้”
ลู่เซิ่งได้ยินดังนั้นก็เข้าใจความกังวลของลั่วเซวียนเซวียน
แม้ว่าในนาทีนี้เขาจะอยากรีบกลับไปรับภารกิจเปลี่ยนอาชีพเพื่อเพิ่มเลเวลต่อใจจะขาดแล้วก็ตาม
แต่ในเมื่อเรื่องดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้วเขาก็ช่วยชีวิตคนมาแล้ว หากเดินจากไปเฉยๆแล้วลั่วเซวียนเซวียนเกิดเป็นอะไรขึ้นมาอีกความพยายามที่เขาลงแรงไปตั้งนานจะไม่กลายเป็นการสูญเปล่าหรอกหรือ?
ด้วยความจำยอมลู่เซิ่งจึงได้แต่ถอนหายใจและนั่งลงรออย่างอดทนอีกครั้ง
จากนั้นหนึ่งชายหนึ่งหญิงก็นั่งนิ่งอยู่กับที่แบบนั้นโดยไม่มีใครพูดอะไรบรรยากาศในสนามพลันกลายเป็นน่ากระอักกระอ่วนใจขึ้นมาทันที
ตามหลักแล้วในป่าทึบที่ไร้ผู้คนเช่นนี้ ชายหญิงอยู่ด้วยกันตามลำพังแถมฝ่ายหญิงยังเป็นถึงดาวโรงเรียนที่สวยสะพรั่งและงดงามหยาดเยิ้มขอเพียงฝ่ายชายไม่โง่จนเกินไปการจะมีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้นบ้างก็ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่สุด
ทว่าในฐานะที่เป็นชายแท้ซื่อบื้อผู้ใช้ชีวิตมาสองชาติภพการกระทำของลู่เซิ่งกลับทำลายการรับรู้เดิมๆ ของลั่วเซวียนเซวียนลงอย่างสิ้นเชิง
ในเวลานี้เนื่องจากการถูกสี่นักฆ่าไล่ล่ามาทั้งวันทั้งคืนลั่วเซวียนเซวียนไม่เพียงแต่มีบาดแผลตามตัวแม้แต่อุปกรณ์สวมใส่บนร่างก็พังเสียหายอย่างหนักบางจุดถึงขั้นผ้าขาดรุ่งริ่งจนปกปิดร่างกายได้ไม่มิดชิดเผยให้เห็นผิวพรรณขาวเนียนเป็นวงกว้าง
บวกกับใบหน้าอันงดงามล้ำเลิศและท่าทางน่าสงสารจับใจยามที่เธอบาดเจ็บ
สภาพเช่นนี้เพียงแค่ผู้ชายปกติได้เห็น ย่อมไม่มีทางที่จะทำใจสงบอยู่ได้
แต่ลู่เซิ่งกำลังทำอะไรอยู่?
“ออสการ์ ไป! คาบกลับมาให้ฉัน!”
“ออสการ์ ฟิ้ว!”
“ออสการ์ นั่งลง!”
“ฮ่าฮ่า เด็กดี เชื่อฟังจริงๆ”
เสียงสั่งการดังขึ้นคำแล้วคำเล่า
ลู่เซิ่งเล่นสนุกอย่างไม่รู้เบื่อพร้อมกับระเบิดเสียงหัวเราะซื่อๆ ออกมาเป็นระยะ
ใช่แล้ว
ต่อหน้าลั่วเซวียนเซวียนที่สวยจนน่าลิ้มลองขนาดนี้เขากลับ... กำลังเล่นกับหมา!!!!
วินาทีนี้นอกจากลั่วเซวียนเซวียนแล้วแม้แต่ออสการ์เองก็ยังรู้สึกสับสนไปหมด
เชิงอรรถ
[*]เทียนซือ (天师) ราชครูสวรรค์ตามคติความเชื่อของลัทธิเต๋า
[**]มวยซานต่า (散打) คือศิลปะการต่อสู้แบบปะทะจริงที่เน้นความแข็งแกร่งและรวดเร็วเพื่อใช้ในการแข่งขันโดยมีจุดเด่นคือการผสมผสานเทคนิคการออกหมัด การเตะ และการทุ่ม
[***]เทาเที่ย (饕餮) สัตว์ร้ายในตำนานลึกลับจีนความหมายของชื่อคือ ความตะกละตะกลาม เป็นอสุรกายที่แทนความตะกละ ละโมบไม่รู้จักพอ