จอมอาคมกู้บัลลังก์

    บทที่ 99: สู่ดอยสุเทพ

    รุ่งอรุณของวันใหม่เริ่มต้นขึ้นพร้อมกับแผนการที่ถูกกำหนดขึ้นอย่างเร่งด่วน 


    คำอินทร์และลุงมีตระหนักดีว่าทุกวินาทีที่พวกเขายังคงอยู่ในเมืองเชียงใหม่นั้นคือความเสี่ยง


    การที่แม่ทัพเงาของพม่าให้ความสำคัญกับวัดโลกโมฬีถึงขนาดตั้งเป็นเขตหวงห้ามย่อมหมายความว่าพวกมันจะต้องมีสายสืบและสายข่าวอยู่ทั่วทุกหนทุกแห่ง


    หากพวกเขายังคงสืบเสาะเรื่องราวของวัดต่อไปในเมือง ไม่ช้าก็เร็วตัวตนของพวกเขาก็จะต้องถูกเปิดโปงอย่างแน่นอน


    เป้าหมายใหม่ที่ชัดเจนกว่าเดิมได้ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า...พวกเขาต้องออกจากเมืองแล้วมุ่งหน้าสู่ "ดอยสุเทพ" ทิวเขาใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ทางทิศตะวันตกของเมือง ที่ซึ่งเป็นที่เล่าลือกันว่า  "หลวงปู่ครูบาธรรม" อดีตเจ้าอาวาสผู้เป็นกุญแจดอกสำคัญได้ปลีกวิเวกและซ่อนตัวอยู่


    การเดินทางออกจากเมืองในครั้งนี้ง่ายดายกว่าตอนเข้ามา พวกเขาไม่ได้เป็นที่น่าสนใจของทหารยามอีกต่อไป ทั้งสองเป็นเพียงชายหนุ่มและคนแก่สองคนที่เข้ามาหางานทำในเมืองแล้วก็ต้องผิดหวังกลับออกไป...กลมกลืนไปกับฝูงชนที่สิ้นหวังอีกมากมาย


    เมื่อพ้นจากกำแพงเมืองออกมาแล้ว พวกเขาก็ไม่ได้มุ่งหน้าขึ้นดอยในทันทีแต่กลับเดินอ้อมไปทางทิศใต้ทำทีเป็นว่าจะเดินทางกลับไปยังเมืองลำปางเพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นที่น่าสงสัย


    เมื่อเดินทางมาได้ครึ่งค่อนวันและลับสายตาจากด่านตรวจของพม่าแล้ว พวกเขาจึงได้แยกออกจากเส้นทางหลักแล้วลัดเลาะเข้าสู่แนวป่า...มุ่งหน้าไปยังทิศตะวันตกสู่ดอยสุเทพที่ตั้งตระหง่านท้าทายอยู่เบื้องหน้า


    ดอยสุเทพในยามนั้นยังคงเป็นป่าดงดิบที่สมบูรณ์และน่าเกรงขาม มันไม่ได้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ผู้คนสามารถขึ้นไปได้อย่างสะดวกสบายเหมือนในยุคหลังแต่มันคือป่าศักดิ์สิทธิ์ที่เต็มไปด้วยสัตว์ร้าย ไข้ป่าและเรื่องราวลี้ลับมากมาย มีเพียงพรานป่าผู้ชำนาญหรือพระธุดงค์ผู้มีวิชาอาคมแก่กล้าเท่านั้นที่จะกล้าเดินทางเข้าไป


    แต่สำหรับคำอินทร์และลุงมีแล้วอุปสรรคเหล่านี้กลับไม่ได้สร้างความลำบากให้แก่พวกเขาเลยแม้แต่น้อย 


    คำอินทร์ผู้ซึ่งเติบโตมากับป่าและมีแก่นอาคมแผ่นดินคอยนำทาง ชายหนุ่มสามารถเคลื่อนที่ไปในป่าดงดิบแห่งนี้ได้อย่างคล่องแคล่วราวกับเป็นบ้านของตนเอง 


    เขาสามารถหาแหล่งน้ำหาผลไม้และหลีกเลี่ยงสัตว์ร้ายได้อย่างง่ายดาย 


    ส่วนลุงมีนั้นแม้ร่างกายจะดูไม่น่าจะแข็งแรงแต่ด้วยประสบการณ์ที่โชกโชน แกก็สามารถเอาตัวรอดได้อย่างสบายแถมยังคอยเล่าเรื่องตลกและเกร็ดความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรและสัตว์ป่าให้คำอินทร์ฟังตลอดทางทำให้การเดินทางที่ควรจะตึงเครียดกลับเต็มไปด้วยการเรียนรู้และเสียงหัวเราะ


    พวกเขาใช้เวลาอีกสองวันเต็มในการเดินทางไต่ระดับความสูงขึ้นไปบนดอยสุเทพ


    ยิ่งสูงขึ้นไปเท่าไหร่บรรยากาศก็ยิ่งเปลี่ยนแปลงไป อากาศเริ่มเย็นลง ป่าที่เคยรกทึบเริ่มโปร่งขึ้นเผยให้เห็นทิวทัศน์อันงดงามของเมืองเชียงใหม่ที่อยู่เบื้องล่าง เสียงของโลกภายนอกค่อยๆ เงียบหายไปถูกแทนที่ด้วยเสียงของสายลมที่พัดผ่านยอดสนและเสียงน้ำตกที่ไหลรินอยู่ในหุบเขาลึก มันคือความสงบที่แท้จริง ความสงบที่ทำให้จิตใจรู้สึกปลอดโปร่ง


    "ท่านลุง" คำอินทร์เอ่ยถามขึ้นในคืนหนึ่งขณะที่พวกเขานั่งผิงไฟอยู่บนชะง่อนผา "ท่านรู้ได้อย่างไรว่าหลวงปู่ครูบาท่านอยู่ที่ไหน ดอยสุเทพนั้นกว้างใหญ่นัก"


    ลุงมีอมยิ้มอย่างมีเลศนัย...แล้วล้วงหยิบเอาวัตถุชิ้นหนึ่งออกมาจากย่าม มันคือ "ลูกดิ่ง" ที่ทำจากหินสีดำสนิทผูกติดกับเส้นด้ายสีแดง


    "นี่คือ 'ลูกดิ่งถามทาง' เป็นวิชาของนักพรตเต๋าที่ลุงเคยไปร่ำเรียนมา" แกอธิบาย "มันไม่สามารถบอกตำแหน่งที่แน่ชัดได้แต่มันจะตอบสนองต่อ 'กระแสจิต' ของผู้ที่เราตามหา ตราบใดที่หลวงปู่ครูบาท่านยังมีชีวิตอยู่และบำเพ็ญเพียรภาวนา กระแสจิตอันบริสุทธิ์ของท่านก็จะยังคงแผ่ออกมาและลูกดิ่งอันนี้ก็จะนำทางเราไปหาท่านได้เอง"


    แล้วลุงมีก็ได้ทำพิธีเล็กๆ แกนั่งขัดสมาธิแล้วห้อยลูกดิ่งนั้นให้นิ่งอยู่กลางอากาศ


    จากนั้นก็เริ่มสวดคาถาภาษาจีนที่ฟังไม่คุ้นหู 


    ครู่หนึ่งลูกดิ่งที่เคยอยู่นิ่งๆก็เริ่มแกว่งไกวไปมาอย่างช้าๆแล้วก็ค่อยๆ ชี้ไปยังทิศทางหนึ่งที่อยู่ลึกเข้าไปในป่า 


    "ทางนั้น" ลุงมีกล่าว "ท่านอยู่ไม่ไกลจากที่นี่แล้ว"


    รุ่งเช้าของวันต่อมาพวกเขาได้ออกเดินทางตามทิศทางที่ลูกดิ่งได้ชี้ไว้


    พวกเขาเดินลึกเข้าไปในเขตป่าสนที่เก่าแก่และดูศักดิ์สิทธิ์ ต้นสนแต่ละต้นสูงใหญ่เสียดฟ้า พื้นดินเต็มไปด้วยใบสนที่ทับถมกันหนาจนนุ่มราวกับพรมแสงแดดส่องลอดลงมาเป็นลำสร้างบรรยากาศที่ดูสงบและลึกลับ


    แล้วในที่สุดพวกเขาก็ได้พบกับ "อาศรม" เล็กๆ แห่งหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่ริมลำธารใสสะอาด


    มันเป็นเพียงกระท่อมไม้ไผ่ที่สร้างขึ้นอย่างเรียบง่าย หลังคามุงด้วยใบตองตึง รอบๆ กระท่อมมีการปลูกพืชสมุนไพรและผักสวนครัวไว้เล็กน้อย มีราวตากผ้าที่แขวนไว้ด้วยจีวรสีหม่นที่เก่าและขาดวิ่น


    ทุกอย่างดูสมถะและเรียบง่ายแต่กลับแผ่ไอแห่งความสงบและสันติออกมาอย่างน่าประหลาดใจ


    ที่หน้ากระท่อมนั้นมีร่างของภิกษุชรารูปหนึ่งกำลังนั่งขัดสมาธิหลับตาพริ้มอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ 


    ท่านมีรูปร่างที่ผ่ายผอมจนเห็นกระดูก ผิวหนังเหี่ยวย่นและคล้ำแดด จีวรที่สวมใส่อยู่นั้นเก่าและมีรอยปะชุนอยู่หลายแห่งแต่สิ่งที่ทำให้คำอินทร์และลุงมีต้องหยุดชะงัก คือกระแสพลังที่แผ่ออกมาจากร่างนั้น


    มันคือกระแสพลังที่ "ว่างเปล่า"


    มันไม่ใช่ความว่างเปล่าที่ไม่มีอะไรแต่เป็นความว่างเปล่าที่เกิดจากการ "ปล่อยวาง" ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีความยินดียินร้าย...ไม่มีความโลภโกรธหลง...มีเพียงความสงบนิ่งอันสมบูรณ์แบบเป็นสภาวะที่แม้แต่จอมอาคมระดับปรมาจารย์อย่างลุงมีก็ยังไม่เคยเข้าถึง


    ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้เอ่ยปากทักทายดวงตาของภิกษุชรารูปนั้นก็ค่อยๆ เปิดขึ้น


    มันเป็นดวงตาที่ดูเหมือนจะเลื่อนลอยและสติฟั่นเฟือนตามที่ชาวบ้านได้เล่าลือกันจริงๆ ท่านมองมาที่พวกเขาด้วยสายตาที่ว่างเปล่าราวกับมองทะลุผ่านไป


    แต่แล้ว...ท่านก็ได้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าแต่กลับดังก้องอยู่ในจิตใจของคนทั้งสอง...


    "พวกท่าน...มาช้าไปเสียแล้ว"


    คำพูดแรกที่ทั้งสองได้ยินจากหลวงปู่ครูบาธรรมกลับเป็นประโยคที่ทำให้หัวใจของพวกเขาหล่นวูบลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม