ความฉลาดเฉลียวของเขาคู่ควรกับตำแหน่งแม่ทัพใหญ่อย่างไม่มีข้อกังขาแม้แต่อาจารย์ที่ฝึกสอนมาั้แ่ยังเยาว์ก็ยังพูดเสมอว่าบุรุษผู้นี้มีเชาวน์ปัญญามากกว่าผู้สอนเสียแล้วทุกคนในที่นั้นยังต้องตกลงเื่จำนวนทหารที่จะเกณฑ์เข้ากองและมีความเห็นตรงกันว่าจะเรียกเพียงรอบเดียว ไม่มีการเรียกเพิ่ม เน้นเคลื่อนพลอย่างรวดเร็วก่อนเหมันต์จะมาเยือน
เมื่อเสร็จสิ้นองค์ประชุมแล้วเรียบร้อยทั้งแม่ทัพใหญ่และรองแม่ทัพก็เดินออกมาพร้อมกันทั้งสองไม่พูดเื่การสู้รบที่กำลังจะมาถึงเพราะอยากจะรักษาบรรยากาศอันปลอดโปร่งไร้เื่ระคายใจเอาไว้บ้างหลังจากต้องคร่ำเคร่งมาทั้งวัน
“เ้าจะไปที่ใดต่อ”
“ข้าอยากไปตำหนักเล็ก”
ทั้งสองเอ่ยออกมาพร้อมกันแล้วก็เป็เซียวซีที่หัวเราะเสียงดัง เขารู้อยู่แล้วว่าเฉิงอี้จะถามเช่นเดียวกับที่เฉิงอี้ก็รู้ว่าชั่วขณะที่เซียวซีทำหน้าครุ่นคิดต้องกำลังคิดเื่เที่ยวเล่นเป็แน่
“ตำหนักนอกเมืองหรือ”
“ตำหนักที่พายเรือเล่นได้”
“แล้วเ้าจะอยากพายเรือไปไย”
“ท่านต่างหากคนที่ต้องพาย” เซียวซีตอบหน้าระรื่น ไม่ปล่อยโอกาสให้เขาเอ่ยคัดค้าน “จื่อเว่ยเตรียมรถม้า”
“พ่ะย่ะค่ะ”จื่อเว่ยรับคำแข็งขัน วิ่งหายไปตามทางเพื่อปฏิบัติตามคำสั่งทันที
“ข้าไม่ได้บอกว่าจะพายให้เสียหน่อย”
“ท่านต้องทำอยู่แล้วเพราะระหว่างที่ล่องเรือ ข้าจะคิดเื่ราชการแผ่นดิน หากท่านไม่ทำตามที่ข้าสั่งเท่ากับว่าเ้ากำลังขัดขวางการปฏิบัติพระราชกรณียกิจขององค์ชายอยู่”
“ฮึ”เขาทำเสียงในลำคอ ไม่ได้หวั่นเกรงโทษจากการขัดขวางการปฏิบัติพระราชกรณียกิจใด ๆ ทั้งสิ้นเพียงแต่เวลาเห็นเซียวซีเอาแต่ใจตน มันเตือนให้เขานึกถึงวันแรกที่ทั้งคู่ได้เจอกัน
เขาถูกแนะนำว่าเป็อ๋องน้อยที่จะมาเป็พระสหายขององค์ชายยามนั้นเซียวซีดูเป็เด็กนิ่งเงียบ แต่แฝงความดื้อดึงแสนซนเอาไว้องค์ชายน้อยยินดีกับการได้พระสหายใหม่และเริ่มออกคำสั่งให้เขาตามไปเล่นด้วยทันทีแต่เขาเองก็มียศไม่ด้อยไปกว่ากัน ทั้งยังชินกับการออกคำสั่งผู้อื่นเขาจึงไม่ยอมทำตามที่อีกฝ่าย้า
ใน่แรกเซียวซีใช้วิธีขู่บังคับ แต่ไม่ได้ผลเท่าใดนัก หลัง ๆ มาก็ใช้การขอร้องแกมมัดมือชกโดยยกเสด็จพ่อของตนเองมาอ้าง หากจะให้ความเป็ธรรมเซียวซีสักหน่อยเขาเองก็ต้องยอมรับว่าเมื่อหลวมตัวยอมไปแล้วครั้งหนึ่ง ย่อมต้องยอมตลอดไปทั้งคู่เคยแอบไปพายเรือด้วยกันมาแล้วเมื่อได้สิบขวบปีเท่านั้นพอฮ่องเต้รู้เข้าก็กริ้วโกรธเป็ฟืนเป็ไฟ อะไรที่เสี่ยงต่อชีวิตของพวกเขาทั้งสองล้วนแต่เป็เื่ต้องห้ามทั้งสิ้น
แต่เมื่อเติบใหญ่ขึ้นมาพวกเขากลับถูกส่งไปสนามรบ สถานที่เสี่ยงชีวิตมากที่สุดแห่งหนึ่งในปฐี
เฉิงอี้ไม่ได้จะโอดครวญแต่อย่างใดผู้อยู่ในตำแหน่งอันยิ่งใหญ่เช่นเขาจะมาโอดครวญกับหน้าที่เพื่อส่วนรวมได้เยี่ยงไรเพียงแต่เขาคิดว่ามันเป็เื่ย้อนแย้งกันก็เท่านั้นเซียวซีเองก็เคยบอกว่าหากรู้ว่าจะได้เสี่ยงอันตรายถึงเพียงนี้ตอนยังเด็กน่าจะแอบเล่นอะไรแผลง ๆ สนุก ๆ ให้มากกว่านี้เพื่อเป็การชดเชย่เวลาขมขื่นของการเป็ผู้ใหญ่
“คิดอะไรอยู่หรือ”
“คิดว่าเ้าช่างใช้ชีวิตได้สำราญจนน่าหมั่นไส้”เฉิงอี้ตอบ
อีกฝ่ายพ่นลมหายใจเบือนหน้ามองออกไปทางนอกหน้าต่างที่มีความงดงามของชนบทแผ่อยู่เบื้องหน้า
“เ้าไม่คิดบ้างหรือว่าโลกกว้างใหญ่เกินกว่าที่เราซึ่งเป็มนุษย์จะถูกขังอยู่ในกรอบเล็กๆ แล้วตายจากไปทั้งที่ยังไม่ได้เห็นความมหัศจรรย์อีกมากมาย”
“เ้าพูดราวกับพวกพเนจร”
“ท่านช่างตื้นเขินเสียจริง”เซียวซีตำหนิ
“งั้นหรือถ้าเช่นนั้นก็เหมือนกับพวกท่องยุทธภพ”
เซียวซีถอนหายใจอีกรอบยกมือทาบกับบานหน้าต่างรถม้าด้วยความหงอยเหงา “จะว่าไปแล้วไม่ว่าพวกพเนจรหรือชาวยุทธ์ล้วนแล้วแต่มีอิสระกว่าข้ามากนัก”
“ไม่น่าเชื่อประโยคนี้ตรัสโดยองค์ชายที่เป็โอรสองค์โปรดของฮ่องเต้ผู้เป็ใหญ่ในใต้หล้า”
“ท่านก็รู้ว่าข้าหมายความเช่นไร”
“ข้ารู้”เฉิงอี้ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ จ้องเข้าไปในดวงตาสะท้อนประกายแห่งความอัดอั้นตันใจ“ข้ารู้ดีว่าเ้าอยากเป็อิสระเพียงใดเพียงแต่ว่าบางครั้งชะตาก็ลิขิตในสิ่งที่เรามิได้ร้องขอ”
“แต่หากท่านมีโอกาสท่านจะไม่อยากหลุดพ้นจากสิ่งที่เป็อยู่นี้หรือ”
คำถามนั้นมีนัยสำคัญแฝงอยู่ด้วยสถานะของทั้งสองคนความลับอันเป็สิ่งต้องห้ามที่ต่างเก็บงำเอาไว้และบทบาทภาระหน้าที่อันหนักอึ้งทำให้พวกเขาได้แต่วาดฝันถึงคืนวันที่จะได้หลุดไปจากสิ่งที่กักขังตัวเองเอาไว้แต่สำหรับตอนนี้ก็ทำได้เพียงเก็บซ่อนมันเอาไว้ในดวงตาแห้งผากมืดหม่น
“อยากสิ”
รถม้าจอดสนิทหน้าตำหนักเล็กนอกเมืองหลวงข้าราชบริพารที่มีอยู่น้อยนิดกรูกันออกมาต้อนรับแต่เมื่อเห็นว่าเป็องค์ชายและท่านอ๋องที่มักจะใช้เวลาส่วนตัวด้วยกันเป็ประจำทุกคนก็เร้นกายกลับเข้าไปในมุมมืดให้พ้นหูพ้นตาเซียวซีตรงลิ่วไปยังริมแม่น้ำที่อยู่ติดกับตำหนักทางด้านหลังท่าเรือไม้เริ่มผุพังมีเรือผูกเอาไว้หลวม ๆ เขานิ่วหน้ามองตระหนักว่านานเหลือเกินที่ไม่ได้แวะเวียนมา
“เดินระวังๆ หน่อย” เฉิงอี้ออกปากเตือน ถลาเข้ามาจับแขนองค์ชายเอาไว้
“สงสัยต้องสั่งให้คนดูแลที่นี่ดีกว่านี้ดูสิ มีทั้งดอกหญ้าทั้งตะไคร่”
“ก็ใครจะมาพายเรือในตำหนักซอมซ่อเช่นนี้เหล่าพระสนมอยากจะไปพระราชวังฤดูร้อนกันทั้งสิ้น” เขาแหวกกอหญ้าข้างพงน้ำดึงเรือเข้ามาสำรวจความเรียบร้อยก่อนจะยื่นมือให้เซียวซีใช้เกาะเพื่อลงเรือเหมือนทุกที
องค์ชายก้าวลงเรือด้วยความคล่องแคล่วเขาปลดเชือกที่ผูกเอาไว้กับเสาต้นเล็ก จับไม้พายแล้วดันเรือออกจากฝั่ง ค่อย ๆจ้วงพายลงไปในน้ำเป็จังหวะ เรือแล่นออกจากฝั่งอย่างเชื่องช้าฝีพายของเขาเอื่อยเฉื่อยรับลมเย็นยามบ่ายแก่ พงหญ้าที่เริ่มขึ้นสูงรวมถึงต้นไม้ริมน้ำช่วยอำพรางสายตาสอดรู้สอดเห็นของคนภายนอกเซียวซีเอนตัวลงนอนแผ่นหลังแนบไปกับท้องเรือ ศีรษะอยู่ห่างจากตักเขาไปไม่ถึงคืบเปลือกตาปิดสนิทหนีลำแสงที่ส่องลอดใบไม้ลงมากระทบผิวหน้า
เฉิงอี้ก้มมองใบหน้าที่ดูอ่อนเยาว์ของสหายเหมือนอีกฝ่ายจะรู้ตัว จึงลืมตาขึ้นเชื่องช้ามาสบตากับเขาก่อนจะขยับศีรษะเลื่อนขึ้นมาหนุนตักแล้วหลับตาลงเช่นเดิม ชั่วขณะนั้นเฉิงอี้ก็ปรารถนาอยากให้กาลเวลาหยุดเคลื่อนไหว