หมิงเป่าจูไม่เป็นอะไร เพราะนางทับอยู่บนตัวของหญิงคณิกาพอได้ยินคนใต้ร่างตะโกนร้องให้รีบลุกโดยเร็ว นางก็ยื่นมือออกไป คิดจะช่วยพยุงคนขึ้นมา
“นายท่านช่วยข้าด้วย”
หลังจากนั่งขึ้นมาได้ ก็ไม่ยอมลุกขึ้น แต่กลับจัดเสื้อผ้าหน้าผมก่อน หลังจากนั้นก็ดัดเสียงอ่อนเสียงหวานร้องขอความช่วยเหลือหมิงเป่าจูฟังแล้วก็อยากจะยกนิ้วโป้งให้นางยิ่งนัก
“เดินไม่ดูตาม้าตาเรือ รนหาที่ตายหรือไร”
หวังเฉินเดินมายืนอยู่เบื้องหน้าหมิงเป่าจูนี่คือพวกชั้นต่ำที่ตนเองเห็นที่ชั้นสองมิใช่หรือ
ทันใดนั้นก็ย่นคิ้วอย่างรังเกียจถอยออกไปไกลๆ
ทั้งสองได้ยินเสียงครึกโครมทางนี้จึงมองมา เห็นสตรีนั่งอยู่ที่พื้นหวังเฉินถึงนึกได้ ตอนแรกเขาไม่อยากยุ่งเกี่ยว แต่อย่างไรเสียตนเองก็พาคนมาจะเสียหน้าไม่ได้ เมื่อเขาลุกเดินออกมา เหยียนเฟิงก็ย่อมตามมาด้วยกัน
“เป็นข้าไม่ระวังเอง ต้องขออภัยแม่นางตรงนี้ด้วย” หมิงเป่าจูยอมเป็นฝ่ายขอขมาโดยไม่คิดว่าเป็นเรื่องลำบากใจอันใด
เมื่อถึงเวลาที่ควรขออภัยก็ต้องเอ่ยในเวลาที่เหมาะสมด้วยสถานะของนางหากสามารถเลี่ยงได้ ก็ควรอยู่ให้ห่างหวังเฉินไว้จะดีกว่า
ระหว่างที่นางลงมาข้างล่าง ซ่งอี้ก็หายไปจากหน้าประตูแล้วนางจำเป็นต้องรีบตามไป
“แค่คำว่าไม่ระวังคำเดียวก็เปิดโปงทุกอย่างหมดแล้วเจ้ามิต้องรับผิดชอบต่อการฆ่าคนวางเพลิงหรอกหรือ”
หวังเฉินสังเกตเห็นท่าทีของหมิงเป่าจูก็ยื่นมือมาขวางคนไว้อย่างรวดเร็ว พลางกล่าวอย่างไม่ยอมลดราวาศอก
หมิงเป่าจูลอบกลอกตาอยู่เงียบๆ ในใจ คำกล่าวนี้ผู้อื่นอาจพูดได้แต่เมื่อออกจากปากนายน้องหวังอย่างเจ้ากลับไม่มีความน่าเชื่อถือแม้แต่น้อย
ถึงแม้ว่านางจะไม่รู้จักหวังเฉินแต่ก็สามารถวิเคราะห์ทัศนคติที่ทุกคนมีต่อเขาได้อย่างแจ่มชัด
คนผู้นี้ปกติต้องทำตัวยโสโอหังใช้อำนาจบาตรใหญ่ รังแกบุรุษข่มเหงสตรีโดยอาศัยว่าบิดาของตนเองคือนายอำเภอเป็นแน่จึงมักทำอะไรตามอำเภอใจไร้ความรับผิดชอบ
บัดนี้กลับกล่าวหานางด้วยเหตุผลเฮงซวยพรรค์นี้ ช่างน่าขันเหลือเกิน
นึกแล้ว หมิงเป่าจูก็หัวเราะออกมาจริงๆ แต่ใบหน้ายังแต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้มสอพลอ
“นายน้อยท่านนี้ ข้าไม่เคยวางเพลิง ยิ่งมิกล้าสังหารคนเพียงแค่บังเอิญชนหญิงคนรักของท่านโดยไม่เจตนา ต้องขออภัยด้วย”
หมิงเป่าจูกล่าวขอขมาด้วยความจริงใจ แม้ไม่ทราบว่าตนเองผิดที่ใดก็ตาม
“หญิงคนรัก?” เหยียนเฟิงถาม
สตรีที่นั่งอยู่บนพื้นแต่งหน้าฉูดฉาดแม้จะมีเสน่ห์อยู่บ้างแต่ก็ไม่ถึงกับงดงามหยาดเยิ้มอาภรณ์บางเบาไม่คล้ายว่าเป็นหญิงสาวจากสกุลสุจริตชนไม่น่าเชื่อว่าสตรีเช่นนี้จะเป็นนางในดวงใจของหวังเฉิน
“อย่าไปฟัง นางพูดเหลวไหล ก็แค่คณิกาชั้นต่ำ เรียกมาหาความสำราญชั่วครั้งชั่วคราว”
น้ำเสียงของหวังเฉินฉายแววดูแคลนไม่แม้แต่จะมองสตรีที่อยู่บนพื้นด้วยซ้ำ
ทั้งสองเรียกกันเป็นพี่เป็นน้อง ชายหนุ่มวัยคึกคะนอง รักความสนุกสนานโดยเฉพาะอย่างยิ่งบุตรหลานของขุนนางและเศรษฐี มักไปเที่ยวหอสุราเคล้านารีเป็นประจำเป็นเรื่องธรรมดาในสายตาของพวกผู้ดีมีชาติตระกูล
ทันทีที่ได้ยินคำกล่าว หญิงสาวก็หน้าถอดสีแต่ก็กลับมาเป็นปกติได้อย่างรวดเร็วและไม่ไยดีว่าจนป่านนี้ก็ยังไม่ใครมาช่วยประคองตนเองขึ้นมา
นี่คือชะตากรรมของหญิงนางโลม นางมองเห็นทะลุปรุโปร่งมานานแล้วเพื่อหาเลี้ยงชีพ นางแค่เอาอกเอาใจบุตรชายของนายอำเภอให้มีความสุขก็ไม่ต้องกังวลเรื่องเงินทองอีกแล้ว ถูกดูแคลนแค่นี้จะนับว่าเป็นอะไร
“นายท่านต้องช่วยจัดการให้ข้านะเจ้าคะ”
หลังจัดชุดกระโปรงให้เรียบร้อยแล้วก็ลุกขึ้นวางมือเรียวทั้งสองบนบ่าของหวังเฉินพลางโน้มเรือนร่างอ่อนนุ่มราวกับไร้กระดูกเข้าไปกระซิบฉอเลาะข้างหูเขาแต่กลับทอดสายตาไปที่เหยียนเฟิงเป็นครั้งคราว
“เยี่ยนเอ๋อร์ผู้น่าสงสาร แล้วเจ้าต้องการให้ทำอย่างไรข้าจะจัดการแทนเจ้าเอง”
หวังเฉินชอบคนที่รู้กาลเทศะเช่นนี้ เมื่อหญิงสาวเป็นฝ่ายเข้ามาประจบสอพลอตนเองก่อนในฐานะบุรุษเขาจึงไม่อาจปล่อยให้ตนเองเสียหน้า บีบคางของเยี่ยนเอ๋อร์ขึ้นมาแล้วจูบต่อหน้าเหยียนเฟิงกับหมิงเป่าจูจนหญิงสาวสะเทิ้นอายสุดประมาณ
“กระโปรงข้าขาดหมดแล้วแต่คนที่ดูยากจนอย่างนางต้องชดใช้ค่าเสียหายไม่ได้เป็นแน่ มิสู้ให้นางมาปรนนิบัติข้าที่หอชุยเซียงสักสองสามวันหากปรนนิบัติดี ข้าจะละเว้นนางสักครั้ง”
เยี่ยนเอ๋อร์ดวงตาหวานหยาดเยิ้ม ปรายหางตามองหมิงเป่าจูความสุขที่ซ่อนเร้นค่อยๆ พุ่งพล่านในหัวใจนางเป็นคนประเภทที่ไม่สามารถเห็นสตรีอื่นใช้ชีวิตได้อย่างขาวสะอาดทั้งที่ตนเองจมอยู่ในปลักโคลน
“ได้ เช่นนั้นก็เอาตามนี้ เจ้า ได้ยินแล้วใช่หรือไม่” หวังเฉินลูบไล้เอวของเยี่ยนเอ๋อร์ ก่อนจะลูบคลำต่ำลงไปเรื่อยๆ
หมิงเป่าจูรั้งสายตากลับมา ยิ้มบางๆคนผู้นี้คิดว่าตนเองเป็นนายอำเภอหรืออย่างไร ต่อให้เป็นนายอำเภอก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะส่งใครเข้าหอนางโลมโดยไร้เหตุผล
“นายน้อยผู้นี้ ท่านล้อเล่นใช่หรือไม่ คนมือเท้าหยาบกระด้างอย่างข้าเกรงว่าคงรับใช้แม่นางไม่ได้ หากวันใดพลั้งมือผสมพริกลงในน้ำล้างหน้าหรือผสมเครื่องหอมในโถกำยานผิดพลาดจนแม่นางเสียโฉมขึ้นมา ท่านจะไม่ปวดใจแย่หรือ”
นางจดจ้องไปที่ใบหน้าของเยี่ยนเอ๋อร์ด้วยสายตาเย็นยะเยือกจนอีกฝ่ายยกมือขึ้นลูบพวงแก้มโดยไม่รู้ตัวประหนึ่งรู้สึกแสบร้อนเพราะล้างหน้าด้วยพริกจริงๆ
“สาวน้อยคนนี้ช่างปากคอเราะราย ยังกล้าขู่คนเสียด้วย” เหยียนเฟิงพูดกลั้วหัวเราะรู้สึกสนใจเด็กผู้หญิงที่กล้าต่อปากต่อคำกับพวกเขาคนนี้เป็นอย่างยิ่ง
แต่สายตาของหวังเฉินกลับดำทะมึนหากเรื่องที่ตนเองถูกเด็กผู้หญิงที่ดูเหมือนจะอายุน้อยกว่าข่มขู่แพร่งพรายออกไปชื่อเสียงความน่าเกรงขามของเขาจะยังอยู่อีกหรือ
“ใครก็ได้!”
“ผู้ใดกันที่บังอาจทำให้นายน้อยหวังไม่พอใจ” ขณะที่หวังเฉินกำลังจะเรียกบริวารของตนเองให้มาทุบตีหมิงเป่าจูซ่งอี้ก็กลับมาจากการส่งมอบสินค้าแล้ว
หมิงเป่าจูโล่งใจอย่างชัดเจนเมื่อเห็นเขามาหากปล่อยให้สถานการณ์ตึงเครียดเช่นนี้ต่อไป ย่อมไม่เป็นผลดีต่อชาวบ้านธรรมดาเช่นนางอย่างยิ่งวันนี้จะมีชีวิตรอดกลับหมู่บ้านได้หรือไม่ก็ยังเป็นอีกเรื่อง
“แม่นางหมิง? ไฉนท่านมาอยู่ที่นี่เล่า” นางควรรอตนเองอยู่บนชั้นสองมิใช่หรือ ไยถึงได้ลงมา ดูจากท่าทางแล้วคงจะมีเรื่องบาดหมางกับหวังเฉินใช่หรือไม่
“พวกเจ้ารู้จักกันรึ เฮอะ...” หวังเฉินคลี่ริมฝีปากยิ้มเยาะพลางเอ่ยถากถาง “ดูท่าหอหมื่นสมบัติก็แค่นั้นเองถึงกับปล่อยให้ใครต่อใครเข้ามาได้ตามอำเภอใจ”
“หอหมื่นสมบัติเปิดร้านทำการค้า ขอเพียงท่านมีของล้ำค่าถึงจะยากจนก็สามารถเข้ามาได้” ซ่งอี้ตอบกลับไปอย่างไม่ถ่อมตัวหรือหยิ่งผยอง
“อย่างนาง? จะมีของล้ำค่าอันใด หยิบออกมาให้ดูสิถ้าหากว่ามีจริง เรื่องวันนี้นายน้อยเช่นข้าก็จะไม่ถือสาหาความ”
หวังเฉินพูดอย่างดูแคลนหากมีของล้ำค่าอะไรจริงคงไม่ต้องถึงกับแต่งตัวขาดๆ โทรมๆ เช่นนี้
คนผู้นี้เป็นคนโง่เขลาใช่หรือไม่หมิงเป่าจูซึ่งเตรียมพร้อมที่จะสู้อย่างถึงที่สุดยังไม่คาดคิดว่าเรื่องราวจะบานปลายมาในทิศทางนี้
“สินค้าของแม่นางวันนี้ได้ถูกขายออกไปแล้วขอรับ”
ซ่งอี้เอ่ยพลางหัวเราะเบาๆตอนแรกยังนึกว่าคงต้องเจอกับความยุ่งยากเพื่อยุติปัญหาแต่ไม่คิดว่าจะง่ายดายเช่นนี้
ขายออกไปแล้ว?
วันนี้?
เป็นไปไม่ได้!
เหยียนเฟิงกับหวังเฉินต่างสบตากัน หลังจากนั้นก็มองซ่งอี้พลางเอ่ยเป็นเสียงเดียว “ตี้สือ?”
จนกระทั่งซ่งอี้พยักหน้า พวกเขาก็ยังไม่อยากเชื่อสายตาเลื่อนไปที่หมิงเป่าจู ยังคงเป็นเหยียนเฟิงที่ชิงเอ่ยปากก่อน
“เจ้าไปได้มันมาจากที่ใด”
หากมีมากกว่านี้ อาการป่วยของมารดาเขา...
“ได้มาจากบนเขาโดยบังเอิญ แต่มีเพียงแค่ต้นนี้ต้นเดียว”
หมิงเป่าจูเข้าใจความหมายของเขาว่ายังอยากได้มากกว่านี้
แต่เขาเป็นสหายคนสนิทของหวังเฉินต่างก็เป็นคนเจ้าเล่ห์สมคบกันทำเรื่องเลวทรามนางไม่อยากจะทำการค้ากับเขาแม้แต่น้อย
เป็นดังคาด
เมื่อได้ยินหมิงเป่าจูเอ่ยปากเช่นนี้สีหน้าของเหยียนเฟิงก็ห่อเหี่ยวลงทันที ไม่ซักไซ้อะไรอีก
“แล้วเจ้าลงมาได้อย่างไร” ซ่งอี้ยังไม่รู้เรื่องราวทั้งหมดจึงอยากทราบว่าสิ่งใดคือชนวนเหตุที่ทำให้ใครหลายคนเกิดความขัดแย้ง
“ข้านึกได้ว่ามีบางสิ่งที่ต้องระวังระหว่างทำการขนส่ง จึงรีบวิ่งลงมาบอกใครจะรู้ว่าจะชนกับแม่นางท่านนี้เข้า” นางอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนด้วยถ้อยคำเรียบง่าย
“เรื่องอะไร มีสิ่งใดไม่เหมาะสมหรือไม่” พอได้ยินว่าเกี่ยวข้องกับต้นตี้สือเหยียนเฟิงก็ร้อนรนขึ้นมาทันที
เมื่อเห็นสีหน้าอีกฝ่ายดูวิตกกังวลจริงๆ หมิงเป่าจูก็บอกกล่าวสิ่งที่ต้องระวังอย่างละเอียด
ต้นตี้สือชอบร่มเงาเป็นที่สุดทางที่ดีระหว่างขนส่งห้ามโดนแสงแดดเป็นอันขาด และไม่ต้องการการรดน้ำมิเช่นนั้นจะทำให้ฤทธิ์ของยาเสื่อมถอยลง