“หรือว่าสวรรค์จะไม่มีตาจริงๆ” ซูเยี่ยนรู้สึกทดท้อใจ
“ท่านสอบถามขั้นตอนวิธีแก้อิทธิฤทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ในคัมภีร์หน้าที่หายไปจากมารจันทน์ผาไม่ได้อย่างนั้นหรือ”หยางสือสงสัย
“มารจันทน์ผายอมบอกที่มาของคัมภีร์ว่ามาจากพ่อเฒ่าเฉินกงขอรับและข้าก็รู้วิธีแก้จากพ่อเฒ่าคนนั้นแล้ว นั่นก็คือการทำลายลูกแก้วมังกรซึ่งเป็นเครื่องบรรณาการจากแคว้นเหลียวขอรับ” ซูเยี่ยนเล่า
“ทำไมข้าถึงไม่เคยได้ยินว่าลูกแก้วมังกรเป็นเครื่องบรรณาการล่ะ”หยางสือสงสัย
“เพราะแม่ทัพคาวีแห่งแคว้นเหลียวได้ทำลูกแก้วมังกรหายไปในระหว่างที่เดินทางมาที่แคว้นฉินเพื่อเป็นตัวแทนถวายเครื่องบรรณาการให้ฝ่าบาทพระองค์ก่อนในตอนนั้นหยุนฮวาได้จ้างวานให้สายลับแอบขโมยลูกแก้วมังกรมาจากแม่ทัพคาวีดังนั้นแม่ทัพคาวีจึงไม่สามารถตามหาลูกแก้วเจอได้ ก็เลยถวายเครื่องบรรณาการทั้งๆที่ไม่มีลูกแก้วมังกร เมื่อภารกิจสำเร็จ แม่ทัพคาวีก็ไม่กล้ากลับแคว้นเหลียวเขาก็เลยแกล้งจัดฉากว่าตนเสียชีวิตเพื่อหนีความผิดเรื่องที่ทำสิ่งมีค่าหายไปและไม่ได้ถวายฝ่าบาทแคว้นฉินในตอนนี้เขาได้กลายเป็นองครักษ์คาวีคอยคุ้มกันฝ่าบาทองค์ปัจจุบันขอรับ” ซูเยี่ยนเล่าต่อ
“และองครักษ์คาวีนี่แหละที่แปลงโฉมเป็นแม่ทัพโจวฉือ”แม่ทัพเหวินตี้กล่าว
“อะไรนะขอรับ!” ซูเยี่ยนตกใจ
“นั่นไงแม่ทัพโจวฉือนั่งอยู่ตรงนั้นเขาได้รับพิษที่ทำให้เขาตาบอดไปตลอดชีวิต” แม่ทัพเหวินตี้ชี้
“ทั้งๆที่เขาก็ช่วยเหลือฝ่าบาทแคว้นฉินแทบทุกอย่างเลยนะขอรับ” ซูเยี่ยนไม่อยากจะเชื่อว่าฝ่าบาททรงตอบแทนเขาด้วยการทำร้ายเขาแบบนี้
“เพราะเขาไม่ยอมให้ความร่วมมือกับฝ่าบาทในการจับชาวบ้านมาเป็นเชลยศึกน่ะสิฝ่าบาทแคว้นฉินถึงทรงใช้วิธีให้ลูกน้องคนสนิทสวมรอยเป็นแม่ทัพโจวฉือคอยสั่งการทหารแคว้นหลีให้จับชาวบ้านแคว้นฉินแทน”แม่ทัพเหวินตี้อธิบาย
“ทำไมฝ่าบาทพระองค์นี้ถึงทรงไร้ซึ่งคุณธรรมอย่างนี้หนอ”ซูเยี่ยนรำพึงรำพัน
“ก็ได้แต่หวังว่าสวรรค์จะเมตตาปวงชนแคว้นฉินบ้าง”หยางสือกล่าว
*****************************
ณ ลานประหาร
องค์ชายหกทรงคุกเข่าอยู่ตรงลานประหารเพื่อรอเวลาที่เพชฌฆาตฟันดาบเพื่อบั่นพระเศียรของพระองค์
“555 ในที่สุดก็ถึงวันนี้วันนี้เราจะเชือดไก่ให้ลิงดู ต่อไปเหล่ากบฏจะดูเจ้าเป็นเยี่ยงอย่าง หากพวกเขายังคงต่อต้านเราต่อไปพวกเขาก็จะมีจุดจบเหมือนเจ้า” ฝ่าบาททรงรู้สึกสะพระทัย
“ก็ไม่แน่หรอกพะย่ะค่ะต่อไปอาจมีคนที่มีดวงแข็งแกร่งกว่าฝ่าบาทก็เป็นได้ทรงอย่าลืมว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้าอีกนะพะย่ะค่ะไม่มีใครยิ่งใหญ่ได้ตลอดไปหรอกพะย่ะค่ะ ทุกสิ่งย่อมผันแปรเปลี่ยนไปเสมอ อำนาจก็เช่นกันเมื่อได้อำนาจมา ก็ต้องมีวันหนึ่งที่ต้องสูญเสียอำนาจไป” องค์ชายหกตรัสตามหลักสัจธรรม
“เราจะพิสูจน์ให้เจ้าดูเองว่าเรานี่แหละจะยิ่งใหญ่เหนือผู้ใด และไม่มีใครสามารถทัดทานเราได้” ฝ่าบาททรงมั่นพระทัย
องค์ชายหกทรงยิ้มบางๆ และทรงดำริว่า “หากเราได้กลายเป็นวิญญาณเราจะไปถามสวรรค์ว่าท่านมีความเป็นธรรมหรือไม่เหตุใดถึงปล่อยให้คนชั่วปกครองแผ่นดินฉิน ท่านมีเมตตาต่อเหล่ามวลมนุษย์จริงๆหรือเปล่า” จากนั้นพระองค์ก็ทรงทอดพระเนตรไปรอบๆลานประหารเพื่อมองหาผิงหลาง แต่กลับไร้วี่แววของนาง และพระองค์ก็ทรงดำริตัดพ้อว่า“ก่อนตาย เราอยากเจอเจ้ามากที่สุดนะผิงหลาง เจ้าไปอยู่ที่ไหนหรือว่าเจ้าไม่เคยรักเราเลยจริงๆ ”
“ได้เวลาแล้ว! ประหารองค์ชายหกเดี๋ยวนี้” ฝ่าบาทตรัสสั่ง
“พะย่ะค่ะ” เพชฌฆาตรับคำ
เพชฌฆาตจับดาบไว้มั่นก่อนที่จะบั่นหัวนักโทษ
องค์ชายหกทรงหลับดวงเนตรอย่างสงบนิ่งโดยไร้ซึ่งความเกรงกลัวใดๆ
ปวงชนต่างพากันตะโกนร้องห้ามประหารคนดี “โปรดเมตตาด้วยเถิดพะย่ะค่ะโปรดอย่าประหารคนดีเลย”
“ทหาร! ใครตะโกนร้องห้ามอีกให้ฆ่าได้เลย” ฝ่าบาทตรัสสั่งทหาร
ชาวบ้านจึงพากันเงียบแต่ก็ช่วยกันภาวนาในใจว่าให้ผู้นำกบฏรอดชีวิตครั้งนี้ไปได้
“เอาล่ะ รีบประหารให้มันจบๆ ซะ”ฝ่าบาททรงไม่อยากเสียเวลาอีก
“พะย่ะค่ะ” เพชฌฆาตรับคำ แต่ก็ต้องชะงักค้างอีก
เพราะอยู่ดีๆ ก็มีเสียงแตรดังสนั่นหวั่นไหว
“ทัพของใครบุกมาที่แคว้นฉินอีก”ฝ่าบาทตรัส
“ช้าก่อน!” ท่านอ๋องแห่งแคว้นหลีทรงตะโกนตรัสยับยั้งการประหาร
“นั่นคือ ท่านอ๋องแห่งแคว้นหลีนี่!”ฝ่าบาททรงตกพระทัยเมื่อทอดพระเนตรเห็นกษัตริย์แห่งแคว้นหลี
ท่านอ๋องทรงเสด็จพร้อมกับเหล่าทหารองครักษ์ท่านหยางสือ แม่ทัพเหวินตี้ซูเยี่ยนและแม่ทัพโจวฉือตัวจริงที่ตาบอดโดยมีทหารสองคนช่วยกันประคองไว้อยู่ทำให้พวกเขาได้เผชิญหน้ากับฝ่าบาทแห่งแคว้นฉิน
“ท่านมาที่นี่ด้วยตัวเองเลยอย่างนั้นหรือ”ฝ่าบาททรงแปลกพระทัย
“เราอยากมาดูหน้าคนทรยศเราอุตส่าห์สนับสนุนจนเจ้าได้เป็นใหญ่ในแคว้นฉินสมใจ ไม่เพียงเท่านั้นเรายังรักษาสัจจะที่ให้ไว้กับเจ้าว่าจะปกป้องไม่ให้ใครมาทำอันตรายเจ้าได้แต่ดูสิ่งที่เจ้าตอบแทนเราสิ เจ้ากลับวางยาพิษใส่คนของเรา จนเขาตาบอดไปตลอดชีวิตแถมยังให้คนสนิทของเจ้าปลอมตัวเป็นแม่ทัพโจวฉือเพียงเพื่อที่จะให้ชายสวมรอยผู้นั้นทำตามคำสั่งของเจ้าคือการจับชาวบ้านแคว้นฉินมาเป็นตัวประกันเพื่อล่อจับผู้นำกบฏ” ท่านอ๋องแห่งแคว้นหลีทรงทราบความจริงทั้งหมดแล้ว
“เราไม่ได้ฆ่าแม่ทัพโจวฉือเสียหน่อย”ฝ่าบาททรงดำริว่าพระองค์ทรงปราณีแล้ว
“แต่เจ้าฆ่าเขาทั้งเป็นเจ้าทำให้เขามองไม่เห็นไปตลอดชีวิต” ท่านอ๋องทรงแย้ง
“ใครกันที่บอกท่านในเมื่อคาวีได้ฆ่านกพิราบสื่อสารตัวนั้นไปแล้วนี่” ฝ่าบาททรงอยากรู้
“แม่ทัพโจวฉือใช้นกพิราบสองตัวตัวหนึ่งเป็นตัวส่งจดหมาย ส่วนอีกตัวเป็นตัวหลอก แม้คาวีจะฆ่านกตัวที่มีจดหมายไปแต่นกอีกตัวได้มีรอยเลือดของนกตัวที่ถูกธนูยิงกระเด็นมาใส่มันบินมาหาเราที่แคว้นหลี พอเราเห็นเข้า ก็รู้สึกว่ามันดูแปลกๆ ที่อยู่ดีๆก็มีนกที่มีรอยเลือดติดที่ตัวแต่ปราศจากจดหมายมาหาเราเราก็เลยลองทำนายดูซึ่งทำนายได้ว่า เจ้าหักหลังเรา” ท่านอ๋องแห่งแคว้นหลีทรงมีวิชาโหราศาสตร์สามารถทำนายดวงชะตาได้
“แล้วยังไง! วันนี้ท่านจะโค่นอำนาจเราอย่างนั้นหรือ” ฝ่าบาททรงไม่สนพระทัย
“ตอนนี้ท่านยังมีอำนาจหลงเหลืออยู่อีกงั้นหรือฝ่ายทหารแคว้นฉินทั้งหมดก็ยอมสวามิภักดิ์ต่อองค์ชายหกขุนนางของท่านก็ซ่อนตัวอยู่ที่ไหนสักที่และทหารที่ท่านครอบครองอยู่ในตอนนี้ก็เป็นทหารแคว้นเราตอนนี้ท่านเหลือเพียงเหล่าสนมเท่านั้น” ท่านอ๋องตรัสให้ฝ่าบาททรงมองเห็นความจริง
ฝ่าบาทแคว้นฉินทรงตั้งสติและดำริในพระทัยว่า “ใช่สิ!ตอนนี้เราไม่เหลืออะไรเลย แต่เป็นไปไม่ได้ก็หยุนฮวาบอกว่าดวงของเราจะยิ่งใหญ่เหนือผู้ใดนี่”
“วันนี้เราจะเป็นผู้สั่งปลดท่านเอง”ท่านอ๋องแห่งแคว้นหลีตรัส
“ท่านเป็นคนต่างแคว้นท่านมีสิทธิ์อะไรไม่ทราบ” ฝ่าบาททรงไม่พอพระทัย
“เจ้าดูกำลังพลของเราสิตอนนี้ทหารของเราได้ยึดครองเมืองหลวงจนหมดแล้ว แล้วแบบนี้เรามีสิทธ์หรือเปล่า”แล้วท่านอ๋องก็ทรงสั่งจับกุมตัวฮ่องเต้แคว้นฉิน “ทหาร! จับกุมฮ่องเต้พระองค์นี้ซะ”
“พะย่ะค่ะ” ทหารรับคำ
แต่ทว่าสวรรค์ก็ยังคงเป็นใจให้ฮ่องเต้พระองค์นี้เช่นเคยอยู่ดีๆ ก็เกิดพายุหมุนลูกใหญ่พัดผ่านมาทางนี้พอดีทำให้ทุกคนต้องพากันหลบซ่อนและจับยึดเหนี่ยวเพื่อไม่ให้ถูกพัดตามพายุลูกนี้ไปแต่ที่น่าอัศจรรย์ก็คือ พายุเจาะจงมุ่งตรงมาที่ฝ่าบาทแคว้นฉินพายุลูกนี้ได้พัดพาพระองค์ไปที่ไหนสักที่
ท่านอ๋องแห่งแคว้นหลีซูเยี่ยนและแม่ทัพเหวินตี้ไม่รอช้า พวกเขาใช้วิทยายุทธ์เดินไปบนอากาศเพื่อติดตามพายุลูกนั้นไป
ส่วนท่านหยางสือรีบวิ่งเข้าไปดูองค์ชายหกเขาได้ขอร้องให้ทหารปลดโซ่พันธนาการให้พระองค์และพาพระองค์ไปรักษาตัวกับหมอหลวงต่อไป
*****************************
ณ หน้าผาสูงชันแห่งหนึ่งตรงจุดนั้นมีแท่นหินขนาดใหญ่ซึ่งได้สลักเป็นข้อความสั้นๆ ไว้ด้วย
พายุได้พัดพาฝ่าบาทให้มาอยู่ตรงจุดนี้จากนั้นพายุลูกนั้นก็พัดผ่านไป
ฝ่าบาททรงลุกขึ้นยืนแล้วเสด็จไปตรงแท่นหินที่มีข้อความสลักไว้พระองค์ทรงอ่านข้อความดังกล่าว ความว่า “ฝ่าบาทเพคะทรงจดจำบริเวณนี้ได้หรือเปล่า พวกเราเคยมาคุกเข่าสาบานร่วมกันที่นี่พระองค์ทรงสาบานว่าจะรักหม่อมฉันตลอดไป หากใครก็ตามตระบัดสัตย์คนผู้นั้นจะต้องพบกับความวิบัติ เพราะหม่อมฉันเชื่อในคำสาบานดังนั้นหม่อมฉันจึงทุ่มเทรักให้พระองค์จนหมดใจยอมสละแม้กระทั่งอายุขัยของตัวเองเพื่อทำให้ฝ่าบาททรงมีดวงดีมีโชคชัยและมีชะตาแข็งแกร่งไร้ผู้เทียมทานแต่หากพระองค์ได้กลับมาที่นี่และอ่านข้อความนี้ นั่นหมายความว่าพระองค์ทรงผิดคำสาบานที่ให้ไว้กับหม่อมฉันดังนั้นวันนี้พระองค์ทรงต้องจบชีวิตที่นี่เพคะ”
“ช่วยไม่ได้นะหยุนฮวาเจ้าอยากโง่ทำพิธีศักดิ์สิทธิ์นั่นให้เราเอง เราไม่ได้ขอร้องเจ้าเสียหน่อยและในเมื่อเจ้าตายไปแล้ว ใครจะแก้อำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่คุ้มครองเราได้” ฝ่าบาททรงย่ามพระทัย
สักพักฝ่าบาทก็ทรงได้ยินเสียงแว่วของผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังสบถคำสาบาน
“ข้า คือ หมอดูเหวยเหนียงตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ข้าสาบานว่าจะเลิกเป็นหมอดูทำนายให้กับผู้คน แม้ข้าทำนายได้ก็จะไม่ปริปากบอกใคร เพื่อแลกกับให้สวรรค์ยอมเปิดตาเอาผิดฮ่องเต้ชั่วขอให้ฝ่าบาททรงได้รับผลกรรมตามที่ก่อ จงอย่าได้ละเว้นความผิดของพระองค์อีกเลยขอให้อิทธิฤทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ที่คุ้มครองฝ่าบาทจงเสื่อมสลายหายไปฉับพลันด้วยเถิด”
เมื่อคำสาบานของเหวยเหนียงจบลง อยู่ดีๆก็เกิดแผ่นดินไหวแรงสั่นสะเทือนทำให้ฝ่าบาททรงทรงตัวไม่อยู่และพลาดล้มตกเหวลงไปอย่างง่ายดาย
“ใครก็ได้ ช่วยเราด้วย” ฝ่าบาททรงพยายามเอื้อมมือไขว่คว้า
ท่านอ๋องซูเยี่ยนและเหวินตี้มาถึงตรงบริเวณหน้าผาอีกฝั่งซึ่งอยู่ตรงข้ามกับหน้าผาที่ฝ่าบาททรงประทับอยู่พอดีพวกเขาหยุดดูเหตุการณ์ แม้เกิดแผ่นดินไหวพวกเขาก็สามารถจับยึดเหนี่ยวก้อนหินไว้ได้ทัน และพอมองไปที่หน้าผาอีกฝั่งก็เห็นฮ่องเต้ได้ตกเหวลงไปแล้ว
แม้อยากช่วยเหลือเพราะมโนธรรมก็ทำไม่ได้หน้าผาทั้งสองฝั่งอยู่ห่างไกลกันมาก
“สวรรค์ลงโทษฮ่องเต้ชั่วแล้ว”ท่านอ๋องแห่งแคว้นหลีตรัส
“พระองค์ทรงจะหาคนมาปกครองแคว้นฉินหรือพะย่ะค่ะ”ซูเยี่ยนสงสัย
“เราได้เห็นบทเรียนแล้วว่าการไว้ใจคนผิดมันเป็นเช่นไรเราไม่อยากกระทำบาปอีก พวกเจ้าจงเลือกคนที่เหมาะสมเองเถิด หากเลือกได้แล้วเราจะเขียนหนังสือสัญญาสงบศึก บ้านเมืองจะได้ไร้ซึ่งสงครามและอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขเสียที”ท่านอ๋องตรัส
“ขอบพระทัยพะย่ะค่ะ” ซูเยี่ยนกล่าว
“เราได้แง่คิดมากมายจากบทเรียนครั้งนี้ไม่มีอะไรแล้ว เราขอตัวไปตรวจดูกองทัพที่เหลืออยู่ก่อน” ท่านอ๋องตรัส
“น้อมส่งเสด็จพะย่ะค่ะ” ซูเยี่ยนและเหวินตี้คารวะผู้สูงศักดิ์
และแล้วทุกอย่างก็จบลงอย่างง่ายดายตอนนี้ฝ่าบาทองค์ปัจจุบันทรงสวรรคตเพราะตกเหวดังนั้นเหล่าขุนนางที่ออกจากที่ซ่อนก็พร้อมใจกันทูลอัญเชิญให้องค์ชายหกขึ้นครองราชย์
ปวงชนทั้งแคว้นฉินต่างดีใจที่องค์ชายหกได้กลายเป็นฝ่าบาทพระองค์ใหม่พวกเขาจัดงานฉลองเล็กๆ เพราะถือว่าการเปลี่ยนกษัตริย์เป็นการนำความสุขกลับคืนสู่ปวงชนอีกครั้ง
ก่อนที่ท่านอ๋องเสด็จกลับแคว้นหลีพระองค์ได้เขียนสัญญาสงบศึกร่วมกับฮ่องเต้พระองค์ใหม่นั่นจึงสร้างความปลาบปลื้มใจให้กับราษฎรและขุนนางของทั้งสองแคว้นยิ่งนักเพราะหมายความว่าจะไม่มีสงครามระหว่างแคว้นที่นำไปสู่การทำลายล้างมนุษย์อีกต่อไป
*****************************
ทางด้านผิงหลางหลังจากที่นางได้ร่วมดูพิธีสาบานตนของเหวยเหนียงซึ่งประกอบพิธีนี้ที่วัดจือหมิงพอนางกลับบ้านไปนอน นางก็หลับเป็นตาย เนื่องจากนางไม่ได้นอนมาหลายคืนแล้วเพราะมัวแต่หาวิธีช่วยเหลือองค์ชายหกอยู่นั่นเอง
แต่นั่นกลับทำให้ฝ่าบาทองค์ปัจจุบันทรงเข้าพระทัยนางผิดไปดังนั้นในวันที่สามหลังฝ่าบาททรงได้ขึ้นครองราชย์พระองค์จึงทรงเรียกให้แม่ทัพซูเยี่ยนที่เพิ่งแต่งตั้งได้ไม่นานกับองครักษ์หญิงผิงหลางเข้าเฝ้าโดยด่วน
ณ ที่ประทับของฝ่าบาท
“ถวายบังคมพะย่ะค่ะ/ถวายบังคมเพคะ” ทั้งสองคารวะพร้อมกัน
“ลุกขึ้นเถิด” ฝ่าบาทตรัส
“ขอบพระทัยพะย่ะค่ะ/เพคะ” ทั้งสองกล่าว
“เราไม่เห็นเจ้าหลายวันเลยนะผิงหลางเจ้าไปทำอะไรที่ไหน เหตุใดถึงไม่ทำหน้าที่เป็นทหารองครักษ์ในวังหลวง” ฝ่าบาทตรัสอย่างเอาเรื่อง
“เอ่อ คือ หม่อมฉัน…” ผิงหลางอธิบายไม่ถูก
“ช่างมันเถอะ! ในเมื่อเจ้าไม่ได้มีใจให้กับเรา และไม่อยากเป็นทหารองครักษ์ข้างกายเราต่อไปนี้เราก็จะไม่บังคับเจ้าอีกต่อไป” ฝ่าบาททรงไม่ต้องการฝืนใจใครอีก
“เอ่อมันไม่ใช่อย่างนั้นนะพะย่ะค่ะ” แม่ทัพซูเยี่ยนกำลังจะอธิบายแทนผิงหลางแต่ฝ่าบาทตรัสแทรก
“เจ้าอย่าแก้ตัวแทนนางเลย เอาล่ะเรามีเรื่องสำคัญที่จะให้พวกเจ้าทำท่านอ๋องแห่งแคว้นเหลียวมีพระราชสาส์นส่งมาถึงเราในนั้นกล่าวว่าท่านอ๋องทรงจะส่งองค์หญิงให้มาอภิเษกกับเราเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างแคว้นพวกเจ้าทั้งสองจงเดินทางไปรับองค์หญิงแห่งแคว้นเหลียวที่ชายแดนเถิด” ฝ่าบาทตรัสสั่ง
“พะย่ะค่ะ/เพคะ”ทั้งสองรับคำ
“เราหมดธุระแล้ว พวกเจ้ากลับได้”ฝ่าบาททรงไม่ต้องการตรัสอะไรต่อ
แม่ทัพซูเยี่ยนและองครักษ์หญิงผิงหลางแสดงความเคารพและรีบเดินออกจากที่ประทับทันที
*****************************
แม่ทัพซูเยี่ยนมัวแต่ช่วยแม่ทัพเหวินตี้ซ่อมแซมบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายจากสงครามภายในแคว้นฉินดังนั้นเขาจึงยังไม่ได้กลับไปหาฮูหยินของเขาเลย
ในระหว่างที่เดินกลับไปที่ค่ายพร้อมกับผิงหลางหลังเข้าเฝ้าฝ่าบาทเขาก็เลยบ่น “ข้าต้องพรากจากฮูหยินไปไกลอีกแล้ว ทำไมข้ากับฮูหยินถึงยังไม่ได้อยู่ด้วยกันเสียทีนะ”
“แล้วทำไมท่านไม่ให้ฮูหยินตามไปด้วยล่ะเจ้าคะ”ผิงหลางสงสัย
“ท่านแม่ของข้าไม่สบายจำเป็นต้องให้ฮูหยินอยู่ช่วยดูแลน่ะสิ ว่าแต่ทำไมเจ้าถึงไม่อธิบายว่าเจ้ามัวแต่เสาะหาวิธีทำลายลูกแก้วมังกรจนไม่ได้นอนพักผ่อน พอเรื่องราวจบลงเจ้าก็เลยเพลียและหลับไปสองวันสองคืนเต็มๆ จึงไม่มีเวลาเข้าเฝ้าฝ่าบาท” ซูเยี่ยนสงสัย
“บอกแล้วจะมีประโยชน์อะไรล่ะเจ้าคะยังไงฝ่าบาททรงต้องอภิเษกกับองค์หญิงแห่งแคว้นเหลียวอยู่ดี” ผิงหลางกล่าวเสียงเศร้า
“บางทีฝ่าบาททรงทำเพื่อประชดเจ้าก็เป็นได้นะ” ซูเยี่ยนคาดการณ์
“ข้าไม่เหมาะกับฝ่าบาทหรอกเจ้าค่ะข้าทำงานรับใช้ในวังมานาน จึงเห็นความทุกข์ของเหล่าสนมมากมายข้าไม่อยากมีความทุกข์แบบนั้น เรื่องราวจบลงแบบนี้ก็ดีเหมือนกันนะเจ้าคะ” ผิงหลางมองในแง่ดี
“ก็แล้วแต่เจ้าเถิดแต่ข้าอยากจะเตือนเจ้าไว้ ถ้ามีโอกาส เจ้าควรทำในสิ่งที่ใจปรารถนาอันแท้จริงเจ้าจะได้ไม่ต้องเสียใจภายหลัง เพราะเวลาผ่านแล้วผ่านเลย ไม่อาจย้อนกลับไปแก้ไขใดๆได้อีก” ซูเยี่ยนเตือน
“ขอบคุณเจ้าค่ะ ข้าจะจำไว้”ผิงหลางแอบเสียใจ แต่ก็ต้องเก็บไว้ในใจ และคิดในใจว่า “พระองค์ทรงจะเป็นความทรงจำที่ดีของหม่อมฉันตลอดไปเพคะ”