ในตอนที่ประกาศภารกิจสำเร็จรอยก็ถอดแหวนผู้สืบสอดที่ผู้เฒ่าให้มาโยนไปที่กลุ่มเด็ก รอยคิดว่าแหวนวงนี้น่าจะเหมาะกว่าที่จะคืนให้กับเด็กพวกนี้ ถึงจะไม่รู้ว่าเด็กพวกนี้มีตัวตนอยู่จริงรึเปล่าก็เถอะนะ
รอยเห็นพวกเด็กทำหน้างงกันก็เลยพูดไป
“ผู้เฒ่าผมขาวในเผ่าของพวกเธอให้ฉันมา นี่น่าจะเป็ของสำคัญประจำเผ่าของพวกเธอไม่ใช่เหรอ”
พวกเด็กต่างก็มองรอยด้วยท่าทีแปลก ๆเหมือนเดิมแต่ดูเหมือนจะลดความหวาดระแวงลงบ้างแล้วเมื่อได้ยินสิ่งที่รอยพูด หนึ่งในเด็กผู้ชายที่ตัวโตที่สุดยื่นมือออกมารับแหวนที่รอยโยนมา จากนั้นเด็ก ๆก็ถูกวาร์ปหายไปจากจุดปลอดภัย รอยกลับมาที่ห้องสีขาวเหมือนเดิมเพื่อรับรางวัลสำเร็จภารกิจ
รางวัลครั้งนี้เป็สัญลักษณ์อาชีพที่เหลืออีก 7 อาชีพให้รอยได้เลือก
“มีตัวเลือกเยอะแบบนี้ก็เลือกไม่ถูกเลยจริง ๆถึงเราอยากจะเลือกอาชีพสายกายภาพมาเสริมร่างกายของตัวเองก็เถอะนะ”
รอยยืนคิดอยู่สักพักก็ตัดสินใจได้สักที
“อืม...เอาเถอะในเมื่อคิดไว้แล้วก็เลือกตามที่คิดไว้นั่นแหละนะ”
รอยเลือกอาชีพนักสู้เพราะคิดว่าสถานการณ์ตอนนี้น่าจะเหมาะมากกว่ากับโลกแห่งความจริง ในตอนที่ไม่ต้องถืออาวุธไปมาให้ยุ่งยากและน่าจะพร้อมต่อสู้กับทุกสถานการณ์เมื่อมีเหตุร้ายเกิดขึ้น
ทันทีที่แสงของอาชีพนักสู้เข้ามาห่อหุ้มตัวรอยก็ทำให้รู้สึกว่าร่างกายของเขาเบาขึ้นแถมมีพลังแปลกใหม่ที่ให้ความรู้สึกไม่เหมือนกับพลังิญญาเข้ามาในตัวซึ่งรอยเองก็อธิบายไม่ถูกว่ามันเป็พลังแบบไหน ความเหนื่อยล้าที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ก็สลายหายไปอย่างกับสายลม ตอนนี้ภายในจิตใจของรอยมีประตูบานที่ 3 ปรากฏขึ้นมาแล้วอีกบาน
“ถึงเวลาที่ต้องออกไปจากโลกแห่งฝันร้ายแล้ว ภารกิจที่ 5 จะเริ่มได้ก็ต่อเมื่อผู้ทดสอบเพิ่มระดับอาชีพใดอาชีพหนึ่งให้เป็ระดับ 1 ดาว”
เดี๋ยว!...
รอยตื่นขึ้นมาทันทีหลังจากที่ภูติแห่งฝันร้ายพูดจบ
รอยลุกพรวดขึ้นมาะโทันที
“บ้าเอ้ย! อะไรจะรีบขนาดนั้นกันแล้วไอการเพิ่มระดับอาชีพมันต้องทำยังไงกันละไม่เห็นจะบอกกันก่อนเลย?”
รอยได้แต่นอนเหวี่ยงไปมาแล้วลุกขึ้นมาแปรงฟัน แต่ตอนที่มองไปตรงหน้ากระจกในห้องน้ำก็รู้สึกแปลกใจ เพราะว่าดูเหมือนร่างกายของเขาจะมีความผิดปกติเกิดขึ้น รอยถอดเสื้อออกมาดูให้แน่ใจก็พบว่าร่างกายที่อ่อนแอปวกเปียกของเขาตอนนี้กลับเริ่มมีกล้ามเนื้อมากขึ้น เหมือนกับพวกที่ออกกำลังกายมาเป็ปี ๆ รอยยืนเกร็งแขนโพสท่าเหมือนกับนักเพาะกายด้วยความแปลกใจว่าเพียงแค่คืนเดียวร่างกายของเราจะเปลี่ยนแปลงไปได้มากถึงขนาดนี้ได้ยังไงกัน
“หรือว่าจะเกี่ยวกับการที่เราเลือกอาชีพนักสู้ ถ้ามีอาชีพคนั์ให้เลือกเราจะไม่กลายเป็ั์ไปเลยหรือไงนะ แต่พูดถึงอาชีพนักสู้เรายังไม่รู้ความสามารถอะไรของมันเลย ไว้ว่าง ๆคงต้องลองเปิดประตูนักสู้เพื่อดูว่าทำอะไรได้บ้างแล้ว”
รอยเอามือมาลูบหน้าตัวเองไปมา
“อืม...หน้าตาเราเองก็ดูดีใช้ได้เลยนะ ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ซูบผอมหนังติดกระตูกคิดถึงเบ้าหน้าตอนนั้นแล้วก็อายตัวเองจริง ๆ”
“รอย!! หลานตื่นรึยังเดี๋ยวจะไปโรงเรียนสายนะรีบลงมากินข้าวเร็ว ๆเข้า ลุงจัดกระเป๋าเตรียมชุดนักเรียนกับชุดต่อสู้ไว้ให้เรียบร้อยแล้ว”
“ตื่นแล้วครับลุง เดี๋ยวผมขออาบน้ำก่อน” รอยะโบอกแล้วรีบเข้าไปอาบน้ำทันที
ที่โต๊ะอาหารที่เต็มไปด้วยอาหารมากมาย
“จะได้ไปโรงเรียนวันแรกรู้สึกยังไงบ้าง?”
“ก็ไม่รู้สึกพิเศษอะไรนะ...ครับ” รอยเงยหน้าขึ้นมามองหน้าลุงโจเซฟเพื่ออ่านความคิดแล้วว่าควรจะต้องตอบยังไงดีเพราะเห็นว่าลุงทำหน้านิ่ง ๆเหมือนกับว่าไม่ใช่คำตอบที่ลุง้า
“แต่ก็รู้สึกเหงานิดหน่อยครับที่จะไม่ได้อยู่กับลุงที่บ้านอีกตั้งหลายเดือน” พอตอบไปแบบนี้ลุงโจเซฟแกก็ยิ้มแล้วตักอาหารมาให้รอย การเอาใจคนแก่นี่มันไม่ง่ายเลยจริง ๆ
“นั่นซิลุงคงจะเหงาน่าดูอุตส่าห์ได้มาอยู่บ้านเดียวกับหลานทั้งทีแต่ก็ต้องแยกจากกันอีกแล้ว”
“ใช่ว่าผมจะไม่ได้กลับบ้านมาสักหน่อยหนิครับ ยังไงผมก็ต้องแวะกลับบ้านมาทุกเดือนอยู่แล้ว”
ความรู้สึกที่มีคนคอยห่วงใยแบบนี้รอยเองก็รู้สึกสุขใจจริง ๆ
รอยสวมชุดนักเรียนที่เป็เสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเองขายาวสีดำ ที่ไม่ต่างอะไรกับชุดนักศึกษาธรรมดาทั่วไป แต่มันมีเพียงแค่ 2 ชุดเท่านั้นส่วนชุดที่มีเยอะที่สุดคงจะเป็ชุดฝึกสีขาวที่ดูคล้ายกับชุดฝึกเทควันโดที่มีให้ตั้ง 5 ชุด
แผนที่อาณาเขตโรงเรียนศิลปะต่อสู้Sนี้เป็พื้นที่วงกลมขนาดใหญ่ซึ่งกึ่งกลางของเขตโรงเรียนจะถูกแบ่งแยกกันอย่างชัดเจน พื้นที่ส่วนหน้าที่รอยเข้ามาก่อนนั้นจะเป็เหมือนกับพื้นที่ตอนรับซึ่งเป็เขตของม.ต้น ส่วนม.ปลายนั้นเป็เหมือนกับพื้นที่ลับ การที่จะเข้ามาได้นั้นจะต้องตรวจสอบประวัติหรือมีภูมิหลังที่ชัดเจนซะก่อนถึงจะเข้ามาได้ การที่รอยเข้ามาเรียนได้นั้นก็เป็เพราะเส้นสายจากครอบครัวนั่นเองเพราะถ้ามาสอบเข้าตามปกติคงจะไม่มีทางเข้ามาเรียนในเขตม.ปลายได้เป็แน่
รอยเดินทางมาโรงเรียนก็ถูกพาไปที่พอพักนักเรียนม.ปลายชั้นปีที่ 4 ทันที ซึ่งแต่ละห้องจะอยู่รวมกันเพียงแค่ 4 คนเท่านั้น อาคารหอพักตึกนี้จะอยู่แยกจากอาคารเรียนหลักไปไม่ไกลมากนัก
ซีโน่ที่ปลอมตัวเป็ผู้ดูแลหอพักเป็คนพารอยเข้ามาดูห้องพัก ซีโน่มองรอยแล้วนึกไปถึงสิ่งที่คาร่าบอกเน้นย้ำเอาไว้ให้ปกปิดความคิดของตัวเองให้ดี เพราะเ้าเด็กนี่สามารถมองตาแล้วอ่านใจได้
“นี่คือห้อง 203 ที่เธอจะต้องอยู่ที่นี่ไปอีก 1 ปีเข้าไปเก็บของให้เรียบร้อยใน 10 นาทีอีกเดี๋ยวฉันจะพาเธอไปที่ห้องเรียนต่อ”
“เข้าใจแล้วครับ” รอยตอบรับแล้วเข้าไปในห้องทันที
ภายในห้องพักมีขนาดประมาณ 40 ตารางเมตร ทางด้านซ้ายของห้องเป็มุมเตียงนอนซึ่งเป็เตียงนอนแบบ 2 ชั้น ส่วนทางด้านขวาของห้องจะเป็เหมือนโต๊ะทำงานที่แบ่งออกเป็ 4 โต๊ะอย่างเป็ระเบียบ ซึ่ง 3 โต๊ะตอนนี้มีหนังสือกับโน๊ตบุ๊ควางทิ้งไว้ ส่วนโต๊ะหลังสุดที่ติดกับริมระเบียงยังไม่มีของวางไว้และทางด้านหน้าประตูมีโซฟาวางไว้เป็มุมนั่งเล่นเล็ก ๆ รอยเดินออกไปทางประตูอีกด้านซึ่งเป็ระเบียงของห้องนี้ ซึ่งที่ริมระเบียงมีเครื่องซักผ้าอยู่ 2 เครื่องกับราวตากผ้าที่แขวนชุดฝึกกับชุดนักศึกษาไว้อยู่ รอยมองไปรอบ ๆห้องแล้วดูเหมือนว่าห้องนี้จะไม่มีห้องน้ำส่วนตัวมีเพียงแค่อ่างล้างหน้าเท่านั้น
“เพื่อนร่วมห้องของเราก็ดูใช้ได้อยู่นะ ห้องไม่รกแถมยังจัดระเบียบกันได้ดีอีกด้วย อยากเห็นหน้าพวกเขาซะแล้วซิว่าจะมีนิสัยกันยังไงบ้างเพราะต้องนอนกับพวกเขาไปอีกตั้ง 1 ปี” รอยเดินไปที่ท้ายเตียงที่มีตู้เสื้อผ้า 4 ตู้วางไว้อยู่ รอยมองหาตู้ที่ไม่มีชื่อติดไว้แล้วเอากระเป๋าเข้าไปเก็บไว้อย่างลวก ๆเพราะไม่มีเวลามากนักให้จัด รอยวางของที่จำเป็ทุกอย่างทิ้งไว้ที่เตียงแล้วออกจากห้องไป
“ไปกันเถอะเดี๋ยวฉันจะพาเธอไปที่อาคารเรียนหลัก” รอยเดินออกจากหอพักและนั่งรถกอล์ฟไฟฟ้าไปที่อาคารเรียนหลักที่เป็ตึกสูง 5 ชั้นขนาดใหญ่ซึ่งมีชื่อติดไว้อยู่หน้าอาคาร อาคารหลักนักศึกษาชั้นม.ปลาย ซึ่งชั้นแรกจะเป็ส่วนของห้องครูผู้ฝึกสอน ส่วนชั้น 2 เป็ของนักเรียนม.ปลายปี 4 สูงขึ้นไปเป็ตามลำดับชั้น
“เดี๋ยวนะโรงเรียนนี้เน้นวิชาการต่อสู้ของชาวยุทธ์ไม่ใช่หรอ แล้วอาคารเรียนของผู้ฝึกยุทธล่ะอยู่ที่ไหน?”
รอยหันไปถามกับพี่ชายที่พามาอาคารเรียนหลัก
“ทางด้านนั้น” ซีโน่ชี้ไปทางด้านซ้ายอาคารซึ่งมีถนนทางเดินตรงไปทางนั้น
“อาคารเรียนของชาวยุทธจะแตกต่างจากอาคารเรียนหลักซึ่งพวกเขาจะแบ่งออกเป็สำนักและจะมาเรียนที่นี่ก็ต่อเมื่อมาเรียนวิชาสามัญเท่านั้น ถ้าเธอมองจากตรงนี้ไม่เห็นหรอกพื้นที่เขตของชาวยุทธคิดเป็ 7 ใน 10 ส่วนของพื้นที่ม.ปลายทั้งหมด”
“แบ่งเป็สำนักเนี่ยนะ แถมยังใช้พื้นที่กว่า 7 ส่วนอีก อะไรมันจะเยอะขนาดนั้น”
ซีโน่ไม่ได้ตอบแล้วพารอยเดินเข้าไปที่ห้องของพักครูเพื่อให้ครูประจำชั้นรับหน้าที่ต่อไป
รอยมองไปที่ครูหลาย ๆคนก็รู้ความคิดที่ไม่เป็มิตรทันที เพราะเห็นว่ารอยเป็เด็กเส้นที่เข้ามาหลังจากที่สอบเสร็จไปแล้ว รอยทำเป็ไม่ใส่ใจและเดินตามครูประจำชั้นที่เป็ชายหัวล้านสวมแว่นหนาเตอะไปอย่างว่าง่าย
รอยได้รู้ว่าการเรียนการสอนของที่นี่แปลกไปสักหน่อยตรงที่่เช้าจะเรียนวิชาสามัญเท่านั้น ส่วน่บ่ายจะแยกกันไปเรียนเกี่ยวกับวิชาการต่อสู้ รอยได้มาอยู่ห้องเรียนที่ 4/20 ซึ่งมีทั้งหมด 20 ห้องของชั้นปีที่ 4 แต่ละห้องจะมีนักเรียนอยู่ประมาณ 40-50 คน ซึ่งเป็จำนวนที่เยอะมากเลยในความคิดของรอย
แต่พอได้ยินความคิดของครูประจำชั้นที่คุย ๆกันว่า
“ถึงจะเป็เด็กเส้นที่เข้ามาเรียนได้แต่โรงเรียนเราก็มีสอบคัดคนออกทุกเดือนอยู่แล้ว ถ้าเด็กเส้นนี่สอบไม่ผ่านเกณฑ์ก็คงจะถูกไล่ออกไปเองนั่นแหละ”
รอยเองก็อยากจะรู้จริง ๆว่าไอการสอบคัดคนออกที่ว่านี่มันคืออะไรกันแน่
การเรียนการสอนของวิชาสามัญก็ไม่มีอะไรมากไม่ต่างอะไรกับการเรียนเหมือนโลกที่แล้ว เป็่เช้าที่แสนจะน่าเบื่อเหลือเกิน จนผ่านมาถึง่บ่ายรอยต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็ชุดฝึกแล้วนั่งรถบัสไปที่เขตต่อสู้ซึ่งอยู่ส่วนเดียวกับสำนักชาวยุทธ
รอยยืนรออยู่ตรงหน้าป้ายรถบัสของโรงเรียนที่จะพาไปถึงเขตต่อสู้ แต่ตอนนั้นเองก็มีรถยนต์มาจอดตรงหน้าป้ายพร้อมกับเปิดกระจกมาเรียก
“เฮ้! นาย”
รอยหันไปรอบ ๆเพราะไม่คิดว่าคนในรถจะเรียกหา เพราะตอนที่เรียน่เช้าวันนี้รอยก็นั่งเรียนเงียบ ๆโดยที่ไม่ได้พูดคุยอะไรกับเพื่อนในห้องเลย ตอนพักเที่ยงก็กินข้าวเงียบ ๆอยู่คนเดียว
“เด็กใหม่ นายนั่นแหละไม่ต้องหันไปมองคนอื่นหรอก” คนในรถที่นั่งอยู่ข้างคนขับเป็คนเรียก รอยเองก็คุ้น ๆหน้าเหมือนกับเคยเห็นที่ไหนมาก่อนเหมือนกัน
พอรอยรู้ว่าคนในรถเรียกตัวเองก็เลยเดินเข้าไปหา
“มีอะไรหรอ?”
“ขึ้นรถซิ รอรถบัสโรงเรียนอีกตั้ง 5 นาทีกว่าจะมาเดี๋ยวฉันไปส่งเอง”
รอยมองตาแล้วดูความคิดของพวกเขาก็ไม่มีความคิดที่ไม่ดีอะไรเลยกล่าวขอบคุณและขึ้นรถไปกับพวกเขาและนึกขึ้นได้ว่าคนที่เรียกรอยเป็เพื่อนร่วมห้องเดียวกันนั่นเอง
“ว่าแต่พวกนายใช้รถส่วนตัวกันได้ด้วยเหรอ?” รอยถามด้วยความสงสัยที่เด็กนักเรียนม.ปลายใช้รถส่วนตัวในโรงเรียนได้
“ได้ซิไม่เห็นจะแปลกตรงไหนเลย โรงเรียนเราออกจะกว้างขวางใหญ่โตขนาดนี้ ขืนใช้เท้าเดินหรือรอนั่งรถบัสโรงเรียนก็ไม่ต้องทำมาหากินอะไรกันแล้ว”
“อ่อเป็แบบนี้นี่เอง รู้งี้น่าจะขอยืมรถลุงมาขับสักคันจริง ๆ”
“นี่เด็กใหม่ นายเป็ชาวยุทธหรือว่าผู้มีพลังพิเศษกันล่ะ?”
รอยหันไปมองหน้าทั้ง 2 คนที่หันมามองอย่างรอคอยคำตอบ
“ผู้มีพลังพิเศษหน่ะ”
“ว้าว! จริงดิแล้วไหงนายมาเข้าโรงเรียนนี้กันล่ะ สถาบันสกายน่าจะเป็ตัวเลือกที่ดีของผู้มีพลังพิเศษมากกว่าไม่ใช่เหรอ?”
“นายเป็ผู้ใช้พลังพิเศษแบบไหนล่ะ?”
“นายพักอยู่ห้องไหนหรอ?”
ทั้งสองถามคำถามรัว ๆจนรอยได้แต่มองหน้าทั้งสองคนอย่างจนใจและตอบคำถามทีละคำถามไป
“พอ ๆพวกนายถามเยอะแบบนี้ฉันก็ตอบไม่ทันกันพอดี เื่ที่เข้าโรงเรียนนี้เป็เพราะเหตุผลส่วนตัวทางครอบครัวเื่นี้ฉันคงตอบพวกนายไม่ได้ ส่วนเื่พลังพิเศษฉันเป็ผู้ใช้โซ่ ตอนนี้ฉันพักอยู่ที่ห้อง 203”
“ห๊ะ! นายพักอยู่ห้อง 203 เหรอ” คนที่ขับรถหันขวับมาถามย้ำอีกครั้ง
“จริงดิอะไรจะบังเอิญขนาดนี้กัน”
“ฉันต้า เป็ผู้ฝึกยุทธของสำนักหมัดเหล็กเป็เพื่อนร่วมหอพัก 203 ของนาย ส่วนคนที่อยู่ข้างฉันชื่อเจเป็ผู้มีพลังพิเศษเหมือนกับนาย พลังพิเศษของหมอนี่เป็ผู้ควบคุมลม ถ้ามีเื่ไหนไม่เข้าใจก็ถามกับเ้านี่ได้เลย เ้าหมอนี่ติดอันดับผู้ควบคุมฝีมือดีที่สุดของชั้นปีที่ 4 เลยนะ”
“โอ้จริงเหรอ งั้นคงต้องฝากให้ยอดฝีมืออย่างนายช่วยดูแลฉันแล้ว” รอยทำมือคำนับไปทางเจอย่างล้อเลียน
“นายก็พูดเกินไป”
ทุกคนทำความรู้จักกันไปพักใหญ่เพราะต้องใช้เวลากว่า 10 นาทีที่จะมาถึงอาคารเรียนต่อสู้ของผู้มีพลังพิเศษ ซึ่งเป็โดมสนามฝึกซ้อมขนาดใหญ่ 3 แห่งและยังมีป้ายบอกทางแยกไปสำนักต่าง ๆอีกมากมายตามท้องถนนที่ผ่านทางมา
มีรอยกับเจที่ต้องลงตรงจุดนี้ส่วนต้าต้องแยกตัวไปที่สำนักของตนที่อยู่ไกลออกไปอีก
“เอาล่ะเราไปกันเถอะ จริงซินายได้ลงทะเบียนผู้มีพลังพิเศษหรือยังแล้วพลังโซ่ของนายเป็แบบไหนกันล่ะ?” เจถามหันไปถามรอยพร้อมกับยื่นบัตรผู้มีพลังพิเศษมาให้รอยดู ซึ่งตัวบัตรไม่ต่างอะไรกับบัตรประชาชนทั่วไปแต่ที่ต่างไปคือมันระบุประเภทพลังพิเศษและสายพลังของเ้าของบัตร
รอยคิดในใจว่าบัตรผู้มีพลังก็ต้องลงทะเบียนกันด้วยหรอวะเนี่ยไม่เห็นลุงโจเซฟบอกมาก่อนเลยเป็คนในหน่วยงานรัฐแท้ ๆ
“ฉันยังไม่ได้ลงทะเบียนเลย แล้วโรงเรียนเรามีให้ทำรึเปล่า?”
เจได้แต่ตบหน้าผากตัวเองและพูดออกไป
“นี่นายไปอยู่โลกไหนมาเนี่ย ส่วนใหญ่ถ้ามีพลังพิเศษตื่นขึ้นมาพ่อแม่ก็ต้องรีบพาไปลงทะเบียนกันแล้วนะ”
“เอ่อ...คือพ่อแม่ฉันไม่อยู่แล้วหน่ะ”
เจได้แต่ทำหน้าเสียแล้วรีบกล่าวขอโทษทันที
“ขอโทษด้วยฉันไม่รู้ เอาล่ะ ๆเดี๋ยวฉันพาไปทำบัตรเอง ว่าแต่พลังโซ่ของนายเป็แบบไหนหรอฉันจะได้พาไปลงทะเบียนได้ถูก ลองใช้มันให้ฉันดูหน่อยซิ”
รอยเปิดประตูผู้ใช้คำสาปแล้วใช้ทักษะโซ่ิญญาใส่เจทันที
เจที่ยืนนิ่งรอดูพลังของรอยอยู่ไกล ๆก็ใกลัวทันทีที่มีโซ่ผุดขึ้นมาจากพื้นราวกับงูั์เข้ามารัดตัวเจอย่างรวดเร็วจนแม้แต่ตัวเขาเองที่สามารถใช้พลังลมเพิ่มความเร็วสูงให้กับตัวเองได้ก็ตั้งตัวไม่ทัน โซ่ิญญาพันรัดตัวเจจนกลายเป็หุ่นไร่กาที่ยืนกางแขนนิ่งค้างอยู่อย่างนั้น
รอยเห็นว่าเจขยับตัวไม่ได้ก็ปิดประตูผู้ใช้คำสาปทันทีแล้วเปิดประตูนักสู้ขึ้นมาแทน พลังกายที่ท่วมท้นจนรอยอดใจไม่อยู่ที่จะลองพลังของอาชีพนักสู้ รอยพุ่งเข้าไปประชิดตัวอย่างรวดเร็วพร้อมกับยืดขาที่จะถีบเจเข้าที่อก
“หยุด! เธอคิดจะทำอะไรหน่ะ” อยู่ ๆก็มีเสียงะโดังขึ้นพร้อมกับมีชายแกปริศนาปรากฏตัวมาอยู่ตรงหน้าของรอยพร้อมกับเอามือมาทาบที่อกของรอยแล้วกดลงพื้นอย่างแรง
ตุบ!
โอ๊ย!
รอยหงายท้องไปตามแรงมือของชายแก่จนล้มลงไปนอนที่พื้นอย่างหมดสภาพ
เจที่ยืนอึ้งไปชั่วครู่ก็รีบะโใส่ชายแก่ทันที
“คุณเป็ใคร? มาโจมตีนักเรียนแบบนี้ได้ยังไงกัน?”
"โอ๊ย! เจ็บเป็บ้าเลย"
รอยเอามือกุมหน้าอกร้องโอดโอยอย่างเ็ปแล้วไอออกมาอีกหลายครั้ง
ชายแก่หันไปจ้องหน้ารอยด้วยสายตาทิ่มแทงแต่ก็ยังคงเอาเท้ายันรอยเอาไว้ไม่ให้ลุกขึ้นมา
“อะไรนะ!! ฉันช่วยเธอไว้แท้ ๆไม่คิดจะขอบคุณแต่กลับมาต่อว่าฉันเนี่ยนะ เด็กสมัยนี้ไม่เห็นความหวังดีของผู้ใหญ่กันเลยใช่ไหม เ้าเด็กนี่คิดจะโจมตีเธอเมื่อกี้นี้ไม่เห็นเหรอไง?”
“ก็ต้องเห็นซิครับ ผมให้เขาโจมตีมาเองพวกเราก็แค่ซ้อมพลังกันเท่านั้น คุณนั่นแหละเข้ามาโจมตีเพื่อนผมทำไม?”
“อะไรนะพวกเธอแค่ซ้อมพลังกัน?”
รอยกับเจพยักหน้าตอบรับกับชายแก่ที่หันมามอง
“โถ่...แล้วก็ไม่รีบบอก มา ๆลุกขึ้นมาเดี๋ยวฉันพาเธอไปรักษาตัวเอง” ชายแก่รีบพยุงรอยขึ้นมาแล้วพาไปรักษาตัวที่ห้องพยาบาลใกล้ ๆศูนย์ฝึกผู้มีพลังพิเศษนี้อย่างอาย ๆ
รอยก็ได้แต่ปวดหัวว่าวันแรกก็เจอกับเื่บ้าอะไรก็ไม่รู้