“ถ้าอย่างนั้น พวกเราสามคนนอนด้วยดีไหมเจ้าคะ? แล้วให้ท่านน้าหยวนไปนอนที่เรือนของเราแทน”
เหย้าหลีได้ยินเช่นนั้นก็หน้ากลายเป็นสีชมพูระเรื่อ ฝ่ายพ่อบ้านต้วนถึงกับสะอึกไปเล็กน้อย แม้เขาจะเป็นพ่อหม้ายภรรยาตายมาเกือบแปดปีแต่ก็ไม่เคยคิดจะแต่งงานใหม่
การที่ลูกสาวพูดชวนสตรีอื่นให้ไปนอนร่วมเตียงกับเขาก็เท่ากับ จุดประกายให้ชายหนุ่มนึกถึงเรื่องบนเตียงขึ้นมา ต้วนชางห่างเหินเรื่องพรรค์นั้นมาได้หลายปีแล้วเพราะเห็นว่าบุตรสาวค่อยๆ เติบโตขึ้นทุกวัน เขาอยากดูแลนางให้เต็มที่เสียก่อน
ต้วนชางเหลือบมองเหย้าหลีก็รู้สึกว่าสตรีเผ่าเหลียนซาผู้นี้นับได้ว่าดูดี ไม่น้อย นางงดงามยิ่งกว่าสาวใช้ทุกคนในวังจี
“ไม่ได้หรอกเสี่ยวซวง ท่านน้าหยวนต้องนอนกับแม่ทุกคืน เจ้ามานอนกับแม่ที่ห้องนี้ได้เพียงคนเดียว” เหย้าหลียกมือขึ้นลูบแก้มเด็กน้อยเบาๆ
“เสี่ยวซวง เจ้าได้นอนกับท่านแม่แล้ว ข้าดีใจด้วย” อี๋เฉินยิ้มกว้าง
“ใช่ๆ ในที่สุดเจ้าก็มีท่านแม่เหมือนพวกเรา” เด็กหญิงแซ่หลิ่วยื่นมือมาจับแขนของต้วนซวงแล้วเขย่า
“เสี่ยวซวง พวกเรารีบไปเก็บเสื้อผ้ากันที่เรือนเจ้าก่อนเถิด ประเดี๋ยวจะค่ำเสียก่อน” เหย้าหลีเห็นสายตาของต้วนซวงที่มองไปรอบๆ ห้องก็เริ่มไม่ค่อยสบายใจ จึงคิดหาทางให้ต้วนชางออกออกไปจากห้องของตนเอง
“จริงด้วยเจ้าค่ะ พวกเรารีบไปกันเถอะ” เด็กหญิงลงจากเตียงแล้วเดินไปจับมือบิดาไว้ข้างหนึ่งแล้วดึงต้วนชางไปใกล้เหย้าหลี
“ข้าอยากจับมือท่านพ่อกับท่านแม่เดินกลับเรือนเจ้าค่ะ”
ต้วนชางพูดไม่ออก เขาไม่กล้าปฏิเสธบุตรสาว เสี่ยวซวงน้อยมักจะบ่นว่าอยากมีมารดาเหมือนเด็กคนอื่นๆ มาตลอดตั้งแต่นางเริ่มพูดได้
เหย้าหลีเห็นประกายตาของเด็กหญิงที่ขาดมารดาแล้วก็ไม่กล้าทำให้เสี่ยวซวงน้อยเสียใจ
“ถ้าอย่างนั้น พวกเจ้าสามคนเดินนำหน้า เสี่ยวเฉิน ให้เจ้าเป็นผู้นำ”
“ขอรับท่านลุง” เด็กชายมีสีหน้าภาคภูมิใจ ก่อนจะกางมือซ้ายและขวาออกเพื่อให้สหายสองคนจับมือตนทั้งด้านซ้ายและด้านขวา
เด็กสามคนเดินนำหน้ากลับไปยังโรงบริบาล บ่าวไพร่ในวังจีมองไปยังพ่อบ้านต้วนและบุตรสาว พวกเขาพากันซุบซิบสงสัยในตัวของสตรีที่เดินจูงมือของต้วนซวงมาอีกข้าง
เป้าหมายของสาวใช้ล้วนอยากเป็นมารดาเลี้ยงของเสี่ยวซวงน้อยกันทั่วหน้า แต่ว่าที่ผ่านมายังไม่มีผู้ใดตีสนิทกับเด็กหญิงได้สำเร็จ
เหย้าหลีเห็นสายตาของสาวใช้หลายคนคล้ายจะส่งประกายชิงชังให้นางก็รีบก้มหน้า รีบกระซิบให้เสี่ยวซวงน้อยเดินให้เร็วขึ้น ดีที่เด็กสามคนข้างหน้า เลือกเดินในเส้นทางที่ไม่ค่อยมีคนผ่านไปมาเพื่อลัดไปยังเรือนพักของพ่อบ้านต้วน
พอถึงเรือนพักของพ่อบ้าน เด็กชายแซ่อี๋ปล่อยมือจากสหายและหันมามองสามคนพ่อแม่ลูก “เสี่ยวซวง พวกเจ้ามาส่งครอบครัวเจ้าแล้ว ขอกลับก่อนนะ เดี๋ยวท่านแม่ข้าจะทำโทษเอา”
“รีบไปเถอะนี่ก็เย็นมากแล้ว” ต้วนชางบอกเด็กๆ เรือนพักของทั้งสามอยู่ไม่ห่างจากเรือนพ่อบ้านใหญ่มากนัก เขาจึงยืนมองตามหลังกระทั่งเด็กทั้งสามขึ้นไปบนระเบียง
เสี่ยวซวงดึงมือของเหย้าหลีให้นำหน้าขึ้นบนเรือนด้วยความตื่นเต้น นางจูงมือท่านแม่ตัวปลอมเข้าไปยังห้องนอนของตนแล้วเอาของเล่นที่บิดาซื้อให้ออกมาอวด
“ท่านแม่เจ้าคะ ข้ามีของเล่นตั้งหลายอย่างที่ท่านพ่อซื้อให้ เอาไปด้วยได้หรือไม่?”
“เสี่ยวซวง เจ้าแค่ไปนอนคืนเดียว เอาเสื้อผ้าไปเผื่อสักสองชุดก็พอ”
เด็กหญิงมองไปยังตุ๊กตาผ้ารูปแมวที่บิดาซื้อมาฝากจากตลาด “ถ้าอย่างนั้นเอาเสี่ยวกุ้ยจื่อไปด้วยได้หรือไม่เจ้าคะ?”
“ผู้ใดหรือเสี่ยวกุ้ยจื่อ? หรือว่าเจ้ามีน้องด้วย?”
“ไม่ใช่เจ้าค่ะ ท่านพ่อมีข้าคนเดียว” เด็กหญิงเดินไปบนเตียงนอน หยิบเอาตุ๊กตารูปแมวขนาดพอดีนางกอดรอบขึ้นมาชู “นี่อย่างไรเจ้าคะเสี่ยวกุ้ยจื่อ?”
“อ้อ ตุ๊กตานี่เอง ได้สิ เจ้าถือเองได้หรือไม่?”
“ได้เจ้าค่ะ”
เหย้าหลีช่วยเลือกเสื้อผ้าหนึ่งชุดและชุดนอน ใส่กระเป๋าผ้าสะพายแล้วจูงมือเด็กหญิงออกมาจากห้องนอน ต้วนชางนั่งจิบน้ำชารออยู่ที่ห้องโถง เขาเหลือบตามองคนทั้งสอง
‘หากมีเสี่ยวซวงอยู่ด้วย เจ้าก็คงไม่กล้าออกไปจากห้องแน่ เพราะกลัวว่าข้าจะแสร้งเป็นห่วงลูกแล้วเข้าไปตามนางข้างใน’
“พ่อบ้านต้วน ท่านไม่ต้องส่งข้ากับเสี่ยวซวงหรอก เดี๋ยวข้าจะพานางไปเอง วันพรุ่งนี้ก็จะไปส่งนางที่โรงบริบาล ท่านค่อยไปรับนางตอนบ่ายวันพรุ่งนี้ก็แล้วกัน”
“ได้ รบกวนเจ้าแล้วนะฮูหยิน”
เหย้าหลีหน้าตึง นางคิดว่าคืนนี้จะต้องพูดจาตกลงกับเด็กหญิงต้วนซวงให้เข้าใจ นางคิดจะยกเลิกสัญญาการเป็นท่านแม่กำมะลอนี้ให้ชัดเจนด้วยวิธีบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น
“ไปกันเถอะเสี่ยวซวง จะได้ไปกินข้าวที่เรือนฮูหยินน้อยด้วยกัน”
“จริงหรือเจ้าคะ? ข้าอยากไปพบฮูหยินน้อยด้วยเจ้าค่ะ”
หยวนจู้มองเห็นเหย้าหลีที่หายไปนานสองนานจูงเด็กหญิงมาด้วยผู้หนึ่งก็ถึงกับงุนงง สาวใช้เผ่าเหลียนซามองใบหน้าของเหย้าหลีสลับกับใบหน้าของต้วนซวงแล้วก็ขมวดคิ้ว
“เจ้าไปเอาลูกผู้ใดมาด้วย? ดูๆ ไปก็คล้ายเจ้าอยู่นะ”
“เหลวไหลน่าหยวนจู้ นางจะเหมือนข้าได้อย่างไร?”
“ท่านน้าหยวนใช่หรือไม่เจ้าคะ?” เด็กหญิงต้วนซวงรีบวิ่งเข้าไปกอดแขนหยวนจู้เอาไว้ “คืนนี้ข้าจะมานอนกับท่านแม่เจ้าคะ”
“ดีนี่เหย้าหลี หายไปแป๊บเดียวก็มีลูกสาวโตขนาดนี้แล้ว”
“อย่าล้อข้าน่า ข้าตกกระไดพลอยโจนต่างหาก” เหย้าหลีวางกระเป๋าใส่เสื้อผ้าของเด็กหญิงไว้บนชั้นใกล้ตู้เสื้อผ้า
หยวนจู้หยิบเอาปิ่นโตใส่ขนมมาเปิดผาแล้วหยิบขนมออกมาใส่จานเล็กๆ ให้ “เด็กน้อย เจ้ารู้ชื่อข้า แต่ข้ายังไม่รู้ชื่อเจ้าเลยนะ”
“เสี่ยวซวงเจ้าคะ ข้าอยู่กับท่านพ่อสองคนที่เรือนด้านหลังโน่น แต่ต่อไปข้าจะขอท่านน้ามานอนกับแม่บ่อยๆ นะเจ้าคะ”
หยวนจู้ได้ยินก็ยิ้มกว้าง “เสี่ยวซวงน้อย ท่านแม่ของเจ้าไปไหนหรือ? เหตุใดจึงมาเรียกท่านน้าผู้นี้ว่าท่านแม่เล่า?”
เด็กหญิงหน้าสลด นางกระพริบตาถี่ๆ สองสามครั้ง หยดน้ำตาก็คลอหน่วย พอกระพริบตาอีกที น้ำตาก็ไหลลงอาบใบหน้า
“ข้า ข้าไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เจ้าเสียใจเลยนะ เสี่ยวซวง อย่าร้องไห้สิ ไม่ต้องตอบเรื่องนี้ข้าก็ได้”
เหย้าหลีรีบขยับมานั่งข้างต้วนซวง นางล้วงเอาผ้าเช็ดหน้ามาซับน้ำตาให้เด็กหญิงเบาๆ ก่อนจะหันไปสบตาหยวนจู้ด้วยความหนักใจ
“ข้าไม่มีท่านแม่มาตั้งแต่เด็กๆ แล้วเจ้าค่ะ ฮือๆ ท่านพ่อบอกว่าท่านแม่ไปดูแลท่านยายจึงมาอยู่กับข้าไม่ได้” เด็กน้อยทั้งเล่าทั้งสะอื้น “แต่ข้าก็ไม่เคยเห็นท่านแม่กลับมาหาข้าเสียที”
หยวนจู้ขมวดคิ้ว หันไปหาเหย้าหลี “นี่เจ้าไปหลอกเอาลูกสาวของผู้ใดมา? ถึงกับเรียกเจ้าว่าท่านแม่แบบนี้ มิใช่ว่าเจ้ากับท่านพ่อของนาง...”
“อย่าพูดจาเหลวไหล นี่เป็นบุตรสาวของพ่อบ้านต้วนนะ หยวนจู้”
“ไอหยา! เจ้านะเจ้า...เอาใครไม่เอา ดันไปเอาบุตรสาวของพ่อบ้านใหญ่มาเป็นลูกของตนเอง แบบนี้พวกเราจะไม่แย่หรือ?”
ต้วนซวงกลัวว่าเหย้าหลีจะไม่ยอมเป็นท่านแม่ให้ตนเองต่อไป นางจึงได้ร้องไห้สะอึกสะอื้น “ข้า...ข้าต้องการท่านแม่เจ้าค่ะ ท่านน้าหยวน สหายข้าล้วนมีท่านแม่กันทั้งนั้น มีข้าคนเดียวที่....”
เสียงร้องไห้ของเด็กหญิงดังขึ้นกว่าเดิม เหย้าหลีจึงกอดเอาร่างน้อยเอาไว้แนบอกแล้วลูบหลังลูบไหล่ปลอบใจ
“เอาเถิดๆ เจ้าอย่าร้องไปเลย ข้าจะเป็นท่านแม่เจ้าต่อก็แล้วกัน”
*******************
