“นี่น่ะเหรอคือแผนของนาย พามาที่ห้องปกครองเนี่ยนะ เอาจริงดิ” ต้นน้ำบ่นด้วยความผิดหวัง ทั้งที่เชื่อใจอีกฝ่ายมากแท้ๆ ทว่าเขากลับพามาที่ห้องปกครองเป็นที่แรก พร้อมทั้งอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้คุณครูได้ฟัง
ต้นน้ำเผลอนึกไปว่าอีกฝ่ายจะมีแผนที่ซับซ้อนกว่านี้เสียอีก
บัลลังก์ถึงกับต้องกลอกตามองบนให้กับเจ้าคนทึ่มคนนี้ แล้วอธิบาย “อย่ารอให้เรื่องมาถึงตัว ถ้ามีโอกาสก็ต้องลงมือก่อนสิ”
“ยังไง”
“นายจะรอให้เจ้าอ้วนเอาเรื่องนี้ไปฟ้องแม่ของเขาก่อนงั้นเหรอ ถ้าเรามัวแต่ทำแบบนั้นก็ต้องโดนต้อนจนมุมแน่ หัดใช้อายุให้เป็นประโยชน์หน่อย”
ต้นน้ำเข้าใจมากขึ้น เพราะที่บัลลังก์พูดมาก็มีเหตุผลไม่น้อย “อ้อ งั้นก็ถึงเวลาที่ต้องโทรหาผู้ปกครองแล้วสิ”
“แน่นอนอยู่แล้ว”
ในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน เขมจิราต้องทิ้งทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้า รีบขับรถด้วยความเร็วสูงตรงดิ่งมาที่โรงเรียนของลูกชายด้วยความเป็นห่วง เมื่อจู่ๆ ได้รับสายจากคุณครูว่าเขามีเรื่องทะเลาะวิวาทเกิดขึ้น
ทันทีที่เปิดประตูเข้าไปเธอก็ต้องพบกับเด็กชายทั้งสองคนที่ใบหน้าเต็มไปด้วยบาดแผล โดยเฉพาะต้นน้ำที่ดูจะมีอาการหนักกว่าใคร
“เกิดอะไรขึ้น” เขมจิราเดินเข้ามาหาพวกเขา “ทั้งสองคนทะเลาะกันเหรอ ทำไมถึงได้รุนแรงแบบนี้”
“เปล่าครับ พวกเราไม่ได้ทะเลาะกัน” บัลลังก์ตอบ
“แล้วแผลที่อยู่บนตัวของพวกลูกนี่คืออะไร แถมคุณครูยังโทรมาบอกอีกว่าทั้งสองคนมีเรื่องทะเลาะวิวาท” เขมจิราอดเป็นห่วงไม่ได้
“พวกเรามีเรื่องทะเลาะวิวาทกันจริงๆ ครับพี่เขม” ต้นน้ำยอมรับ ก่อนจะอธิบายเพิ่มเติม “แต่คนที่ผมทะเลาะด้วย ไม่ใช่บัลลังก์ พวกเขาเป็นคนอื่น”
“อะไรนะ?” เธอนึกว่าตัวเองหูฝาดไป “ทั้งสองคนไม่ได้ทะเลาะกันงั้นเหรอ”
“เปล่าครับ พวกผมอยู่ทีมเดียวกัน” บัลลังก์ตอบ
เขมจิราอึ้งเข้าไปใหญ่ ไม่นึกเลยว่าเด็กชายทั้งสองคนจะรวมหัวกันทะเลาะวิวาท ในตอนแรกเธอนึกว่าพวกเขาทะเลาะกันเองเสียอีก
“แล้วคู่กรณีอยู่ไหนล่ะ ทำไมถึงมีแค่ทั้งสองคน”
เด็กชายทั้งสองสบตากันอย่างรู้ทัน มุมปากยิ้มเยาะอย่างอารมณ์ดี
“อีกไม่นานพวกเขาก็คงมาที่นี่” ทั้งสองคนพูดพร้อมกัน
และก็เป็นอย่างที่เด็กๆ คาดเดาไว้ไม่มีผิด เมื่อไม่กี่นาทีต่อมาคุณครูวารุณีได้นำตัวเด็กชายทั้งสองคนเดินเข้ามาในห้องปกครองด้วยเช่นกัน
“ไหน! คนไหนที่ไปมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับสองคนนี้ นี่พวกเขากล้ารังแกคนที่อ่อนแอกว่าได้อย่างไร!” ครูวารุณีจับมือเด็กทั้งสองชายร่างอ้วนผอมขึ้นมาแสดงให้คนอื่นๆ ในห้องได้เห็น
“เอ่อ...” ครูคนอื่นๆ ได้แต่อึกอัก
“ทำไมเงียบกันแบบนี้ หรือเพราะเห็นฉันเป็นแค่ครูเลยจะทำอะไรก็ได้งั้นเหรอ” เธอยังคงพูดต่อ ไม่ได้สังเกตรอบตัวเลย
“คุณครูวารุณีคะ คู่กรณีเขานั่งรออยู่ก่อนแล้วค่ะ” ครูอีกคนหนึ่งอธิบาย
“ไหนล่ะ ทำไมฉันไม่เห็นใครเลย” ครูวารุณีกวาดสายตามองไปรอบๆ เห็นเพียงแค่เด็กเกรดหนึ่งสองคนนั่งอยู่ในห้องนี้เท่านั้น ไม่เห็นจะมีเด็กเกรดอื่นอยู่ด้วยซ้ำ “ก็มีแค่เด็กพวก-”
ใบหน้าที่พึ่งหายฉงน เริ่มคิดและปะติดปะต่อเรื่องราวได้ทั้งหมด
“ยะ อย่าบอกนะว่าเด็กคนนี้คือคู่กรณีของลูกชายฉัน” เธอชี้ไปที่ต้นน้ำและบัลลังก์
“ใช่ค่ะ เด็กสองคนนี้คือคู่กรณีของลูกชายคุณ” เขมจิราตอบสายตาสำรวจไปที่เด็กชายร่างอ้วนผอม “ไม่นึกเลยนะคะว่าคู่กรณีของลูกชายฉันจะเป็นถึงเด็กมัธยมต้น น่าสนใจจริงๆ”
ครูวารุณีถึงกับต้องสะอึก ในตอนที่ลูกชายของเธอเดินมาฟ้อง เขาไม่ได้อธิบายว่าคนที่ไปมีเรื่องด้วยอายุเท่าไหร่กันแน่ เพียงบอกว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นก็เท่านั้น เธอจึงนึกไปเองว่าเด็กทั้งสองคนคงต้องอายุมากกว่าลูกชายของเธอแน่นอน
แต่อีกฝ่ายกลับเป็นแค่เด็กประถม แถมยังเป็นนักเรียนของเธอด้วยซ้ำ
“ในเมื่อทุกคนมาพร้อมกันแล้ว งั้นก็มาเริ่มหารือกันเลยดีกว่า ฉันอยากรู้ว่าความจริงเป็นอย่างไรกันแน่” เขมจิราพูด ก่อนจะพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาตให้เด็กทั้งสองคนเริ่มพูด
“วันนี้ผมกับต้นน้ำ พวกเราไปเล่นที่ห้องเก็บอุปกรณ์ด้านหลังของโรงเรียน เห็นต้นไม้อยู่ต้นหนึ่งก็เลยลองปีนเล่นเหมือนเด็กทั่วไป แต่ก็แอบเห็นว่าผู้ชายอ้วนคนนี้กำลังรีดไถเงินของชายอีกคนอยู่”
“ไม่จริง! ฉันไม่ได้ทำแบบนั้นสักหน่อย” เจ้าอ้วนรีบพูด แล้วชี้ไปที่ชายร่างผอม “ไม่เชื่อก็ลองถามเขาดูก็ได้”
“บอกครูมาได้ตามตรง เรื่องที่ถูกแจ็ครีดไถเป็นเรื่องจริงหรือเปล่าเชน” ครูคนหนึ่งที่ดูท่าว่าจะเป็นกลางเริ่มสอบถาม
เชนหรือชายร่างผอมอึกอักอยู่ครู่หนึ่ง “มะ ไม่จริงครับ พวกเราสองคนเป็นเพื่อนกัน แจ็คไม่ ไม่ ไม่ได้ทำแบบนั้นกับผม”
“ก็อย่างที่ทั้งสองคนนี้พูดไป พวกเขาเป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่เด็ก ไม่แปลกเลยที่บางครั้งเชนจะแบ่งสิ่งของของเขามาให้ลูกฉันด้วย” ครูวารุณีเอ่ย
“ถึงขั้นแบ่งนาฬิกาที่แม่ให้เป็นของขวัญ พี่ชาย คุณช่างเป็นคนใจกว้างจริงๆ เลยนะครับ” ต้นน้ำโต้กลับ
แจ็ครีบซ่อนข้อมือไว้ที่ด้านหลังทันที
“แล้วจะทำไม เรื่องแค่นี้ถึงกับต้องต่อยตีกันเลยงั้นเหรอ” ครูวารุณีถาม
“ไม่หรอกครับ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของพวกผมอยู่แล้ว แต่มันดันเกิดเพราะว่าสองคนนั้นรู้ว่าพวกเราแอบได้ยินเรื่องทั้งหมดน่ะสิ” บัลลังก์พูดต่อ
“มะ ไม่ใช่นะ” เชนปฏิเสธ เพราะเขาเป็นคนเอ่ยขึ้นมาเอง
“ชายที่ชื่อแจ็คคนนั้นรู้ว่าผมกับต้นน้ำได้ยินเรื่องของพวกเขา แน่นอนว่าต้องไม่ปล่อยพวกเราไว้แน่ เขาทั้งข่มขู่และโยนก้อนอิฐมาไล่พวกเราด้วย โชคดีที่พวกผมหลบทัน”
“ถ้าทุกคนไม่เชื่อ ก็ไปดูที่แถวห้องเก็บอุปกรณ์ได้นะ อิฐก้อนนั้นต้องมีแน่” ต้นน้ำพูด
“โกหก! ฉันไม่ได้ทำ” แจ็คตรงดิ่งเข้ามาหาทั้งสอง แต่ถูกครูคนอื่นๆ ห้ามไว้เสียก่อน “ถ้าฉันรีดไถเชนจริง แล้วหมอนั่นจะช่วยฉันทำไมกัน!”
“ยอมรับแล้วสินะว่าตั้งใจทำร้ายพวกเรา ผมเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าทำไมเขายังก็ช่วยนายอยู่อีก หรือเป็นเพราะว่าเขาหวาดกลัวใครบางคนกันแน่” บัลลังก์เริ่มจุดชนวนความสงสัยให้กับทุกคนในห้อง
“หมายความว่าอย่างไร” ครูคนหนึ่งเอ่ยถาม
“เมื่อกี้ครูวารุณีบอกว่าทั้งสองคนนี้เป็นเพื่อนสนิทกันตั้งแต่เด็ก แปลว่าครูวารุณีก็คงจะรู้จักนักเรียนที่ชื่อเชนเป็นอย่างดีใช่ไหมล่ะครับ”
“ดีจนถึงขั้นทำให้เด็กมัธยมหวาดกลัวได้เลยเนี่ยนะ ต้องดีถึงขนาดไหนกัน” ต้นน้ำเอ่ยแทรก
“ในบทสนทนาของสองคนนั้น เชนรู้สึกหวาดกลัวครูวารุณีมากกว่าเพื่อนอย่างแจ็คเสียอีก ไม่รู้ว่าเธอไปทำอะไรให้เขากันแน่”
“อย่าเปลี่ยนเรื่อง พวกเธอไม่มีหลักฐานอะไรทั้งนั้น ที่พวกเราต้องมาคุยกันวันนี้คือเรื่องที่พวกเธอสองคนมาทำร้ายร่างกายลูกชายของฉัน!”
“แน่นอนค่ะ พวกเราต้องคุยเรื่องนี้กันอยู่แล้ว” เขมจิราตอบ เธอไม่มีทางปล่อยเรื่องนี้ไปเฉยๆ
“หลังจากที่พวกเราพยายามจะหนี แต่ทั้งสองคนนั้นก็พยายามจะทำร้ายพวกผมเหมือนกัน จนสุดท้ายก็ต้องใช้กำลัง”
“แล้วลูกชายฉันก็ได้รับบาดเจ็บ เขาถูกถีบไปที่เท้าและถูกเตะที่คางอย่างรุนแรงจนถึงขึ้นสลบเลยด้วยซ้ำ ส่วนเชนก็ถูกต่อยไปที่ขมับ โชคดีขนาดไหนแล้วที่เขาไม่พิการ ไม่อย่างนั้นพวกเธอคงรับบทลงโทษที่จะตามมาไม่ไหว!”
“ใครกันแน่ที่จะรับไม่ไหว ที่พวกผมทำไปก็เพราะต้องป้องกันตัวทั้งนั้น พวกเขาสองคนมีรูปร่างและแรงมากกว่าพวกผมมาก มันปกติจริงๆ จริงเหรอที่เด็กมัธยมต้นจะมีเรื่องกับเด็กประถมแบบนี้” ต้นน้ำสวนกลับ
หากครูในห้องนี้มองให้ลึกก็คงพอจะเข้าใจว่าบางอย่างผิดปกติแน่นอน
“อีกอย่างนี่ก็คือสิ่งที่พวกผมโดนรังแก” ต้นน้ำชี้ไปที่ใบหน้าที่ปูดบวมของเขา ก่อนจะพยักหน้าให้คนข้างๆ “ส่วนนี่ก็คือแผลที่บัลลังก์ได้รับ”
บัลลังก์ถลกเสื้อขึ้นบางส่วน เผยให้เห็นรอยช้ำบนหน้าท้องและลำคอ
คุณครูคนภายในห้องถึงกับต้องยกมือปิดปากด้วยความตกใจ ไม่คิดว่าภายในโรงเรียนจะมีอันธพาลเช่นนี้
“ไม่จริง พวกแกสร้างรอยแผลพวกนี้ขึ้นมาเองทั้งนั้น!” แจ็คยังคงยืนกรานปฏิเสธ แต่ทุกคนในห้องนี้กลับมองเห็นความเป็นจริงอย่างถ่องแท้
ถึงต่อให้เขาจะรีดไถเงินของเพื่อนจริงหรือไม่ ทว่าสิ่งที่แจ็คและเชนได้ทำร้ายร่างกายเด็กทั้งสองคนนั้นคือความจริง
“อย่างที่บอกไปว่าโรงเรียนของเราไม่สนับสนุนความรุนแรง แต่สิ่งที่ลูกชายของครูวารุณีได้กระทำลงไปเป็นการละเมิดกฎและไม่ให้เกียรติสถานที่แห่งนี้ ดังนั้นเรื่องที่เกิดขึ้นผมคงต้องจัดการขึ้นเด็ดขาด”
ชายแก่คนหนึ่งเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบ
วารุณีรู้ดีว่าการจัดการขึ้นเด็ดขาดหมายความว่าอย่างไร ลูกชายของเธอกำลังจะถูกไล่ออกจากที่นี่
วารุณีรีบหันไปมองเด็กทั้งสองคนทันที เมื่อจ้องให้นานกว่ารู้ก็รู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาขึ้นมา ทันทีที่ได้สบตากับแววตาสีน้ำตาลคู่นั้นเขา ภาพความทรงจำในช่วงเช้าก็แล่นเข้ามาในหัว
“ที่แท้พวกเธอก็เป็นเด็กในตอนเช้านี่เอง ที่ทำแบบนี้ก็เพราะว่าต้องการจะเอาคืนฉันงั้นเหรอ!” วารุณีตวาดใส่เด็กทั้งสองคน ดวงตาเต็มไปด้วยความโกรธเคือง “ที่แท้พวกก็แกวางแผนทั้งหมดขึ้นมาใช่ไหม”
“ครูวารุณี คุณกำลังพูดถึงเรื่องอะไรกันแน่” ชายแก่คนเมื่อครู่ถาม
วารุณีแสยะยิ้ม นึกว่าตนเองกลับมาถือไพ่เหนือกว่าอีกครั้ง จึงรีบหันไปอธิบายเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้อีกฝ่ายฟัง
“เด็กสองคนนี้คือนักเรียนของฉันค่ะ เมื่อเช้าเด็กผมสีน้ำตาลคนนั้นลืมเอาหนังสือเรียนมา ฉันจึงต้องตักเตือนเขาถึงเรื่องนี้ ดูท่าว่าความห่วงใยของฉันจะทำให้ทั้งสองคนไม่พอใจ ถึงขึ้นไปแก้แค้นลูกชายของฉันแทน” เธออธิบาย
ชายแก่คนนั้นมองไปยังต้นน้ำ และคิดว่าคำพูดของครูวารุณีนั้นมีเหตุผลไม่น้อย เนื่องจากท่าทางที่เหมือนนักเลงของต้นน้ำและท่าทางที่เอาแต่ใจของบัลลังก์ มองอย่างไรก็รู้สึกว่าพวกเขาไม่ธรรมดา
“เรื่องที่ครูวารุณีพูดมาเป็นความจริงหรือเปล่า” ชายแก่ถามเด็กชายทั้งสองคน
“เป็นความจริงแค่บางส่วนครับ พวกผมลืมเอาหนังสือเรียนมาก็จริง แต่นอกนั้นครูวารุณีคิดไปเองทั้งหมด โดยเฉพาะเรื่องที่เธอได้ตักเตือนพวกเราด้วยความหวังดี” บัลลังก์เริ่มโต้ตอบ ฝ่ามือที่เธอฟาดลงไปบนหลังของต้นน้ำ ทั้งเสียงและความแรงเขายังจำได้แม่น
พืชที่เขาหว่านไปเมื่อครู่ กำลังจะทำการออกดอก ออกผล
บัลลังก์เริ่มทำหน้าตาใสซื่อ พร้อมกับหันไปพูดกับผู้เป็นแม่ด้วยความสงสัย “แม่ครับ แม่เคยบอกว่าถ้าคนรักเรา เขาจะโอบกอดพวกเรา แต่คุณครูวารุณีทำแบบนี้ นี่ก็เป็นความรักอีกแบบหนึ่งเหรอครับ”
สิ้นเสียงของบัลลังก์ เขาก็ง้างฝ่ามือขึ้นมาแล้วฟาดลงไปที่โซฟาหลายต่อหลายครั้ง
“ยิ่งฟาดแรงๆ ยิ่งแปลว่ารักมากเหรอครับแม่”
เขมจิราเองก็ตกใจไม่ต่างกับคนอื่นๆ ในห้องเรียน หากเป็นเรื่องทะเลาะเบาะแว้งของเด็กก็ยังพอจะเข้าใจได้ แต่นี่คุณครูกลับแอบลอบทำร้ายเด็ก และเด็กคนนั้นก็คือต้นน้ำ...
แม้เขาไม่ได้พูดอะไร แต่ความนิ่งเงียบคือคำตอบชั้นดี
“คุณครูค่ะ ฉันหวังว่าคุณจะมีคำตอบให้กับเรื่องนี้นะคะ ทั้งฉันและพ่อของต้นน้ำเขาไม่ใช่คนที่จะยอมใครง่ายๆ ด้วย บางทีคุณครูเองก็ต้องไปอธิบายให้พ่อของเขาฟังเช่นกัน” เขมจิราหันไปพูดกับชายชราคนนั้น
นี่ไม่ใช่คำขู่ แต่คือความจริง
แม้อีกฝ่ายจะไม่ได้ปรากฏตัว แต่เขาไม่มีทางยอมอยู่เฉยแน่ คงต้องมีใครสักคนที่ได้รับผลกรรมจากการกระทำนี้
เขมจิรามองครูวารุณีที่กำลังยืนทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้เพราะกลัวบทลงโทษของโรงเรียน หรือเพราะกลัวคำพูดของเธอกันแน่ แต่ถึงอย่างไรเรื่องนี้ก็ไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว เพราะมีสิ่งสำคัญที่ต้องทำยิ่งกว่า
เธอย่อตัวลงให้เสมอเด็กทั้งสอง ก่อนจะโน้มตัวเข้ามากอด มือเรียวยาวลูบแผ่นหลังทั้งสองเบาๆ เป็นการปลอบโยนแล้วเอ่ย
“เอาล่ะ...ทั้งสองคนไปโรงพยาบาลกันเถอะ”