นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

    ตอนที่ 37 ร่องรอย

             

            ตอนที่ 37 ร่องรอย

             

             

            ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง เหล่าอันธพาลที่ออกวิ่งมาเป็นกำลังเสริมก็ต้องถอยกันอย่างฉุกละหุกเมื่อเห็นว่ารอบ ๆ ตึกที่เป็นเป้าหมายของพวกตนนั้นถูกห้อมล้อมด้วยหน่วยพิทักษ์เมืองมากมาย

             

            เหล่าเจ้าหน้าที่สนามในชุดเครื่องแบบสีกากีต่างยืนเฝ้าที่เกิดเหตุอย่างเข้มงวด ไม่มีทางปล่อยให้สิ่งใดเล็ดลอดไปได้

             

            แม้เจ้าหน้าที่ในชุดสีกากีเหล่านั้นจะสังเกตเห็นกำลังเสริมของพวกอันธพาล แต่ก็ไม่อาจพุ่งเข้าไปจับกุมได้ พวกเขายังไม่ได้กระทำความผิดใด ๆ

             

            ภายในตัวตึก หน่วย 3 และหน่วยสนามต่างแยกย้ายกันเก็บกวาดสมรภูมิ อันธพาลที่นอนสลบไสลด้วยฝีมือของนภาและกีออนต่างโดนจับกุมกันถ้วนหน้า ส่วนเหล่าผู้เรียนรู้ในชั้น 2 อันเป็นคู่มือของหัวหน้าเมย์นั้นต่างเข้ารับการรักษาจากผู้รักษา เพื่อนำไปเข้ากระบวนการสอบปากคำต่อไป

             

            ระหว่างเก็บกวาดสมรภูมิ คำแห่งพลังหลากหลายชนิดต่างแผ่ขยายเข้าปกคลุมพื้นที่ทั้งหมด ตรวจจับสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ ตามหาวัตถุหลักฐาน และช่องลับต่าง ๆ ในตัวตึก เป้าหมายของพวกเขาก็คือร่องรอยอะไรก็ตามที่สามารถช่วยพวกเขาเชื่อมโยงไปถึงผู้ให้ข้อมูลหลังฉากได้

             

            "ไม่เจออะไรเลยค่ะหัวหน้า" คาซารายงาน สีหน้ามุ่ยลงอย่างขัดใจ

             

            "ผมตรวจจับด้านหลังของกำแพงและใต้หลังคาทั้งหมดแล้วครับ ไม่มีห้องลับหรือช่องลับใด ๆ อยู่เลย" หน่วยสนามคนหนึ่งรายงาน

             

            "แล้วทางลับใต้ดินล่ะ มีใครตรวจสอบหรือยัง" หัวหน้าเมย์ขมวดคิ้ว

             

            "ผมส่งพลังผ่านพื้นดินเรียบร้อยแล้วครับ ไม่มีทางลับใด ๆ เลย" หน่วยสนามอีกคนหนึ่งตอบ

             

            "ไม่มีร่องรอยอะไรเลยจริง ๆ รึไง ปฏิบัติการดักปล้นคาราวานสินค้าครั้งใหญ่ขนาดนี้ จะบอกว่าผู้วางแผนแค่โผล่มาเล่าแผนให้ฟังแล้วก็ไปรึไง" หัวหน้าเมย์ขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิด

             

            “บางทีอาจจะไม่ได้โผล่หน้ามาเลยด้วยซ้ำครับ” นภาพูดขึ้น สีหน้าขัดใจ

             

            "ดูเหมือนว่าจะเป็นมืออาชีพระดับพระกาฬเลยล่ะครับ ร่องรอยเล็กน้อยก็ไม่เหลือทิ้งเอาไว้" เตวันกล่าวเสริม

             

            "แล้วพวกอันธพาลที่หนีไปล่ะ พอมีอะไรเชื่อมโยงได้บ้างมั้ย" นภาถาม

             

            "เราไม่มีข้ออ้างอะไรในการจับพวกนั้น อย่างมากก็จับกุมเรื่องก่อความวุ่นวาย แต่เอาเรื่องอะไรมากกว่านั้นไม่ได้หรอก ถ้าฝ่ายนั้นยื่นฟ้องกลับ จะเป็นเราเองนี่ล่ะที่ลำบาก" กีออนส่ายหน้า

             

            "นิทาน นายล่ะ เจออะไรบ้างมั้ย" หัวหน้าเมย์มองมาทางนิทาน

             

            "ไม่เจอเลยครับหัวหน้า ถ้าเกิดไม่มีเป้าหมายหรือเจาะจงให้หาแบบสุ่ม ผมก็จนปัญญาครับ" นิทานส่ายหน้า คำแห่งพลัง อาณาเขต นั้นทำให้เขาสามารถตรวจสอบพื้นที่รอบด้านได้ละเอียดก็จริง แต่ถ้าไม่รู้จะให้เขาหาอะไร เขาเองก็หมดหนทาง

             

            ขณะนั้นเองที่คีตาพลันเดินออกมาจากห้องชั้นสองที่เป็นสมรภูมิเดือดเมื่อครู่ เจ้าหมายักษ์ขนาดใหญ่เรียกสายตาของทุกคนไปที่มันด้วยเสียงเห่าทุ้มต่ำ

             

            ภายในปากขนาดยักษ์ของคีตาคาบปากกาด้ามเล็กเอาไว้

             

            ปากกาด้ามนี้นั้นเลี่ยมด้วยทอง ดูหรูหราและมีราคา ต่างกับปากกาขนนกทั่ว ๆ ไป ด้ามอื่นบนโต๊ะ

             

            "โฮ่ง!"

            นิทาน นิทาน ปากกากลิ่นแปลก ๆ!

             

            นิทานรับปากกามาพลิกไปมา บนปลอกปากกามีตราสัญลักษณ์รูปช้าง 4หัวอยู่ เขาไม่พบอะไรพิเศษเกี่ยวกับปากกากด้ามนี้ เพียงแค่มันดูหรูหราเกินกว่าที่พวกอันธพาลพวกนี้สมควรครอบครองก็เท่านั้น

             

            หัวหน้าเมย์ที่เห็นนิทานรับปากกาด้ามหนึ่งมาจากคีตาเลิกคิ้วอย่างสงสัยพลางเดินเข้าไปหา หัวหน้าเมย์รับปากกามาตรวจสอบดู เมื่อเลื่อนไปเห็นตรา สีหน้าพลันกลับกลายเป็นเคร่งเครียด

             

            "มีอะไรหรือเปล่านิทาน" นภาที่เห็นหัวหน้าเมย์และนิทานมุงดูปากกาไร้เสียงใด ๆ ออกปากถาม

             

            "คีตาบอกปากกาด้ามนี้มีกลิ่นไม่เหมือนปากกาด้ามอื่นน่ะครับ แต่ผมดูแล้วก็ไม่มีอะไรพิเศษ แค่ปากกาที่ดูหรูหน่อยด้ามหนึ่งเท่านั้นเอง" นิทานขมวดคิ้ว

             

            "ถ้าพูดถึงหลักฐานบนตัวปากกา ไม่มี แต่ถ้าพูดถึงความพิเศษของตัวปากกาด้ามนี้เองละก็ มี" หัวหน้าเมย์หยิบปากกาขึ้นมาชูขึ้นระดับสายตา

             

            เตวันที่เห็นสัญลักษณ์บนปากกาก็พลันขมวดคิ้วขึ้นมา ทว่านิทานและหลายคนเองยังคงมีสีหน้างุนงง

             

            "ตรานี้เป็นตราสัญลักษณ์ในอดีตของ 4 มหาตระกูลภายใต้พระบาท ตระกูลคชสารนี่ครับ" เตวันชี้ตราที่ปลอกปากกาให้ทุกคนดู

             

            “ถ้าฉันจำไม่ผิด ตราของตระกูลคชสารไม่ใช่แบบนี้นี่คะ” คาซาพูดขึ้น

             

            “อย่างที่เตวันพูดนั่นแหละ เป็นตราเก่าที่ตระกูลคชสารไม่ใช่แล้ว ปัจจุบันปรับเปลี่ยนมาใช้ตราแบบที่พวกเธอจำได้นั่นแหละ” หัวหน้าเมย์อธิบาย สมาชิกคนอื่นจึงเริ่มตามทัน มีเพียงนิทานที่แม้แต่ตราของตระกูลคชสารในปัจจุบันเขาก็ยังไม่เคยเห็นที่ยังงุนงง

             

            "พอมองดี ๆ แล้วก็ดูคล้ายกับตราสัญลักษณ์ปัจจุบันของตระกูลคชสารอยู่นะ" คาซาเพ่งมอง

             

            "ฉันเองก็แค่คุ้น ๆ จากสมัยก่อนเหมือนกัน ไม่เคยเห็นเองหรอก นี่เป็นครั้งแรกเหมือนกัน” หัวหน้าเมย์ส่ายหน้า

             

            "ตราแบบนี้สมควรถูกใช้แค่ในพวกระดับสูงของตระกูลเท่านั้นครับ ทายาทสายตรงเมื่อผ่านพิธีสลักคำแล้วจะได้รับตราสัญลักษณ์ประจำตระกูล เสื้อประจำตำแหน่ง และของยิบย่อยอื่น ๆ ครับ ปากกาด้ามนี้สมควรเป็นหนึ่งในนั้น" เตวันพูด

             

            “ระดับสูงของตระกูลจะได้รับสิ่งของที่มีตราสัญลักษณ์เก่า เหมือนเป็นเครื่องบ่งบอกสถานะอะไรประมาณนั้นครับ” เตวันพูดต่อ

             

            "หากเรามองให้ลึกลงไป เราอาจคาดเดาแบบส่งเดชได้ว่า ทายาทสายตรงของมหาตระกูลคชสารเคยเข้ามาในห้องนี้ พูดคุยอะไรกันบางอย่าง และมีเหตุให้ต้องนำปากกาออกมาเขียน" เตวันพูด

             

            “หรือไม่ก็เคยไปพบเจอกับอันธพาลกลุ่มนี้ แล้วทำปากกาหายไป อันธพาลกลุ่มนี้เลยเก็บกลับมา” นภากล่าวเสริม

             

            ทั้งห้องเงียบสงัดลงไป หากเป็นไปตามที่เตวันพูดขึ้นมาจริง ๆ ความใหญ่โตของเหตุการณ์นี้ก็ยกระดับไปสู่ระดับที่พวกเขาไม่อาจทำอะไรได้อีก

             

            “มันจะง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ นั่นมหาตระกูลเลยนะ จะทำเรื่องเล็กน้อยต้องส่งทายาทสายตรงมาคุยกับอันธพาลเองเลยเหรอ?” คาซาขมวดคิ้ว

             

            นิทานนั้นเห็นด้วย เขามองว่าการวางแผนง่าย ๆ แค่นี้ไม่มีความจำเป็นใด ๆ ให้ผู้อยู่เบื้องหลังต้องเปิดเผยตัวเลย จะเสี่ยงให้ตัวตนถูกคนรู้จักเพิ่มไปเพื่ออะไร

             

            “อย่างกับว่ามีคนจงใจเอาปากกาที่ดูผิดที่ผิดทางมาไว้ในห้องนี้ เพื่อ..” กีออนพูดขึ้น

             

            “ใส่ความตระกูลคชสาร” หัวหน้าเมย์พูดปิดประโยค

             

            “นั่นมหาตระกูลเลยนะ” นภาทำสีหน้าปั้นยาก

             

            หากในราชอาณาจักรไฟกัลป์แห่งนี้ ผู้ปกครองหนึ่งเดียวคือ องค์ราชินี โกเมน อัคนี ไฟกัลป์แล้วล่ะก็ ผู้ที่มีอำนาจรองลงมาย่อมเป็นราชวงศ์ และใต้นั้นคือมหาตระกูลทั้ง 4

             

            มหาตระกูลทั้ง 4 นั้นคือผู้ทรงอำนาจสูงสุดภายใต้ราชวงศ์ แม้แต่ตระกูลเจ้าพระยาที่ถือว่าเป็นบรรดาศักดิ์สูงสุดแล้วก็ไม่อาจเทียบชั้นกับความพิเศษของมหาตระกูลได้  ยศถาบรรดาศักดิ์ทั่วไปไม่สมควรถูกนำมานับรวมกันกับยศพิเศษของมหาตระกูล

             

            หัวหน้ามหาตระกูลทั้ง 4นั้นจะมียศถาบรรดาศักดิ์แบบพิเศษที่ถูกมอบให้แก่พวกมันเท่านั้น เป็นบรรดาศักดิ์ที่มีเพียงหนึ่งเดียวและไม่ได้รับอนุญาตให้ส่งมอบไม่ว่ากรณีใด ๆ ผู้ครอบครองมีได้เพียงผู้นำมหาตระกูลที่อยู่ยืนยงราวชั่วนิรันด์เท่านั้น

             

            ต้นเหตุจากการสนับสนุนอย่างเห็นได้ชัดจากราชวงศ์นั้นต้องย้อนไปถึงสมัยก่อตั้งอาณาจักร เมื่อยุคที่องค์ราชินีก่อกบฏ ลบล้างราชวงศ์ขององค์เหนือหัว ผู้สนับสนุนหลักของนางคือ 4ตระกูลเล็กจ้อยในขณะนั้น

             

            และ 4ตระกูลเล็กจ้อยนั้นก็เดิมพันหมดหน้าตักกับม้ารอง และชนะมาได้พร้อมกับรางวัลก้อนโต

             

            ผู้นำตระกูลในขณะนั้นจึงเป็นผู้ครอบครองบรรดาศักดิ์พิเศษเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน กลายเป็น 4มหาตระกูลภายใต้ราชวงศ์ไฟกัลป์

             

            "นี่..นี่..เรา..เดากันเกินเหตุไปหรือเปล่า บางทีอาจแค่มีทายาทสายตรงทำหล่นหาย อันธพาลพวกนี้ดันไปเจอแล้วเห็นว่าน่าจะราคาดีเลยเก็บขึ้นมาก็ได้" นภาพูดเสียงสั่น

             

            "ใช่ นั่นล่ะปัญหาล่ะ มันดูง่ายเกินไป สมมติถึงเรื่องนี้จะเป็นจริงขึ้นมา แค่ตัวแทนของตระกูลพูดว่าทายาทคนหนึ่งทำหล่นหายไป เรื่องทั้งหมดก็ไม่สามารถสืบสานเอาความต่อได้แล้ว" กีออนขมวดคิ้ว

             

            “แน่นอนว่านอกจากราชวงศ์จะให้ความร่วมมือ คนที่สามารถคาดคั้นนำสมาชิกของมหาตระกูลไปสอบปากคำได้น่ะ มีไม่เยอะหรอกนะ” เตวันพูด

             

            "ก็จริง แต่อย่างน้อยเราก็ควรจดแนวทางสืบสวนนี้ไว้ด้วย" หัวหน้าเมย์พูดพลางหยิบปากกาหย่อนลงถุงใส่หลักฐาน

             

            ทุกคนต่างแยกย้ายกันสำรวจตัวตึกอย่างละเอียด แต่เพราะปากกาเพียงด้ามเดียวกลับทำให้บรรยากาศพลันกลายเป็นหนักอึ้ง เสียงจอแจจากการพูดคุยก็ลดน้อยลงไปอย่างเห็นได้ชัด

             

            ผ่านไปกว่า 2ชั่วโมง หลังจากไม่เจอหลักฐานใด ๆ เพิ่มเติมอีก หน่วย 3จึงทยอยกลับสำนักงาน ฝากหน้าที่ที่เหลือแก่หน่วยสนามและเจ้าหน้าที่ทั้งหลาย

             

            พวกเขามีประชุมสรุปภารกิจนี้อีกเล็กน้อย เพราะเวลาที่ผ่านพ้นกับการพูดคุยสัพเพเหระทั่วไป เรื่องหนักอกในหัวของแต่ละคนจึงค่อยคลายออก บรรยากาศกลับคืนสู่ความเป็นปกติ

             

            "นิทาน คืนนี้ว่างมั้ย พวกฉันจะไปกินเลี้ยงกันทั้งหน่วยที่ร้านภารตา เนื้อไก่ดาวตกของร้านนี้อร่อยอย่าบอกใครเลยนา มากินด้วยกันสิ ถือว่าเป็นงานเลี้ยงต้อนรับไปในตัว" นภาฉีกยิ้มพลางเอ่ยชวนนิทาน

             

            นิทานหันหน้าไปมองคีตา ร้านอาหารราคาสูงส่วนใหญ่มักไม่อนุญาตให้สัตว์คู่หูเข้าร้าน นิทานไม่อยากทิ้งคีตาไว้กับบ้านตัวเดียว เขาจึงคิดว่าจะปฏิเสธไป

             

            "ลืมรึไง เรนก็เป็นสัตว์คู่หูนะ ร้านนี้ให้สัตว์คู่หูเข้าได้อยู่แล้ว" คาซาที่เห็นสายตาของนิทานพลันเข้าใจหัวอก พูดขึ้นพลางหัวเราะ

             

            คีตาที่ได้ยินดังนั้นก็ลุกขึ้น นำสองขาขึ้นพาดไหล่นิทาน สายตาเต็มไปด้วยความยินดี มาตรวัดความสุขที่หางส่ายไปมาหมายถึงความสุขระดับสูงสุด

             

            "โฮ่ง!'

            คีตา คีตา อยากกินไก่!

             

            นิทานอมยิ้มอุ้มเจ้าหมายักษ์ขึ้นมาไว้ในอ้อมกอด

             

            "ผมกับคีตากินเยอะนะครับ" นิทานอมยิ้มขำ

             

            "ตามสบายเลย หัวหน้าเมย์เลี้ยงแน่นอนอยู่แล้ว" นภาหัวเราะ

             

            "งั้นรอบนี้นภา นายจ่ายเองไปนะ ฉันจะเอาส่วนของนายไปเลี้ยงน้องใหม่" หัวหน้าเมย์มองด้วยหางตา มุมปากกระตุกยิ้ม

             

            “หัวหน้า!” นภาส่งเสียงโอดครวญ

             

            เสียงหัวเราะครึกครื้นดังไปทั่วห้อง นิทานอมยิ้มน้อย ๆ

             

            ก่อนเข้ามาเมืองหลวง เขามีความกังวลมากมายสุมอยู่ในอก เขาต้องเข้าร่วมการประลองที่รวมเหล่ายอดอัจฉริยะมากมายในอีกไม่ถึงปีแม้เป้าหมายของเขานั้นจะดูยาก แต่สำหรับเขาแล้ว ยังมีอีกเรื่องที่เขากังวลยิ่งกว่าการเข้าร่วมงานประลองเสียอีก

             

            นั่นคือการพบเจอสิ่งใหม่ ๆ

             

            นิทานโดยธรรมชาติแล้วเป็นคนที่ค่อนข้างสันโดษ แม้เขาจะพูดคุยกับคนอื่นได้ดีแต่นั่นก็เป็นความสามารถที่เขาพัฒนาขึ้นมาในฐานะ เด็กกำพร้าที่ต้องพึ่งพิงความช่วยเหลือจากคนอื่นเท่านั้น เขาเพียงเรียนรู้ว่าเวลาไหนควรพูดอะไร คนแบบไหนสมควรโต้ตอบแบบไหน ควรทำสีหน้าอย่างไรในสถานการณ์ต่าง ๆ เพื่อให้คนรอบข้างรู้สึกสบายใจ

             

            ทั้งหมดก็เพื่อให้คนรอบข้างรู้สึกดีกับเขา แม้ไม่ถึงขนาดต้องสนิทสนม แต่ก็ไม่ต้องโดนเกลียดอย่างไร้ความหมาย เป็นการเอาตัวรอดในฐานะเด็กผู้โดดเดี่ยว

             

            การมาพบเจอสิ่งใหม่ ๆ นี้สำหรับหลายคนอาจเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น แต่สำหรับเขาแล้ว เขาค่อนข้างกังวลกับมันมากทีเดียว 

             

            หากจะบอกว่าเขาไม่กลัวเลยก็คงโกหก ถึงยังไงเขาก็ไม่เคยออกจากเมืองศิลาลัยมาก่อน คงนับได้ว่าโชคดีที่นิทานได้เจอเหล่าสหายที่ใจดีเช่นนี้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ออกเดินทาง เขาจึงค่อย ๆ ปรับตัวให้คุ้นชินได้

             

            บางที การได้พบเจอแต่คนดี ๆ รอบตัวอาจเป็นพรที่เขาได้รับมาหลังจากที่เขาสูญเสียบิดามารดาไป 

             

            บางที โลกอาจตอบแทนเขาจากสิ่งที่สูญเสียไป

             

            นิทานแอบหวังว่าความสงบสุขแบบนี้จะคงอยู่ไปอีกแสนนาน

             


    คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน