*เปลี่ยนชื่อัจาก บาโบ เป็ ชิบารุถ้ามีตรงไหนตกหล่นสามารถคอมเมนต์ไว้ได้นะคะ*
โรงเรียนอาจจะไม่แย่อย่างที่คิดก็ได้ผมคิดแบบนั้นในขณะที่เดินเข้าไปในคฤหาสน์แล้วผมก็เจอพี่ซาจิที่กลับมาก่อนแล้ว
“ทำไมวันนี้พี่ซาจิกลับมาเร็วจัง”
“วันนี้งานที่สภานักเรียนมีไม่มากน่ะ เลยได้กลับมาเร็ว”
“งั้นหรอ”
“แล้วเป็ไงบ้างล่ะโรงเรียน”
“ไม่แย่เท่าไหร่ คนที่นั่งข้างผมไม่พูดประจบผมด้วยล่ะแถมยังได้เธอช่วยอะไรหลายอย่างเลย”
ผมพูดแบบนั้นพร้อมกับยิ้มอย่างเบิกบานพ่ซาจิเห็นก็ยิ้มให้อย่างอ่อนโยนก่อนจเดินเข้ามาลูบหัวผมเบาๆ
“หรอ ดีแล้วล่ะพยายามเข้านะ”
“อื้อ! ผมไปอาบน้ำก่อนนะ”
“อืม…หืม เธอ ผู้หญิงงั้นหรอ”
พี่ซาจิพูดอะไรบางอย่างต่อท้ายแต่มันเบาเกินจนผมได้แต่เอียงขอด้วยความสงสัยซึ่งพี่เขาบอกว่าไม่มีอะไรพลางส่ายหน้าเบาๆ และยิ้มให้
วันต่อมาผมก็ไปถึงคนสุดท้ายของห้องเหมือนเดิมแต่วันนี้เธอคนนั้นนอนฟุบอยู่กับโต๊ะ ถึงจะเดินเข้าไปใกล้ๆ แล้วเธอก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะตื่นผมเลยถามออกไปด้วยความเป็ห่วง
“นี่เธอ นอนแบบนั้นรู้สึกไม่ดีหรือเปล่า”
หลังจากพูดแบบนั้นเธอก็ค่อยๆเงยหน้าขึ้นมาโดยที่มีสีหน้าเบื่อหน่ายเหมือนเดิม แล้วมองรอบๆห้องเล็กน้อยและพูดกับผม
“เปล่าฉันแค่ง่วงเฉย ๆ”
“นอนดึกหรอ อย่าฝืนตัวเองนะ”
“อา”
เธอตอบสั้นๆ ง่ายๆเป็กันเองเหมือนเดิมแล้วก็นั่งเหม่อมองนอกหน้าต่างไปโดยไม่ได้สังเกตเห็นผมที่มองไปที่ใบหน้าของเธอตลอดเวลาเลย
“ทำไมพอมองแบบนี้แล้ว เธอดูสวยจัง...”
ผมเผลอพูดแบบนั้นกับชิบารุในใจกว่าจะรู้ตัวผมก็จ้องมองไปที่เธอด้วยรอยยิ้มแล้ว ก่อนจะค่อยๆ คุยกับชิบารุต่อ
“ไม่เสแสร้ง ไม่ประจบแถมยังพูดแบบเป็กันเองกับผมอีก รู้สึกอยากจะอยู่กับเธอตลอดเวลาเลยความรู้สึกที่มีกับเพื่อนมันเป็แบบนี้เองงั้นหรอ”
“ไม่อะไม่มีใครเขามีความรู้สึกแบบนั้นกับเพื่อนกันหรอกนะ”
“เอ๊ะ มะ- ไม่ใช่เพื่อนงั้นหรอ แล้วมันคืออะไรอะ”
“ไอ้หนูฟังให้ดีนะ เอ็งชอบเธอ”
“...”
พอได้ยินแบบนั้นจู่ๆใบหน้าของผมก็ร้อนผ่าวขึ้นมาก่อนที่จะหันหน้าหนีไปอีกทางหนึ่งเพื่อที่ว่าถ้าเธอหันมาจะไม่เห็นใบหน้าของผม
“ฮ่า พอรู้ตัวแล้วหน้าแดงใหญ่เลยนะไอ้หนู”
“อะ เอะ จะ- จริงหรอ นี้ผมชอบเธอหรอ”
“ก็ไม่ค่อยแน่ใจหรอกนะ ขอเธอคบไปเลย!!”
“ไม่ไหวหรอกเราะพึ่งเจอกันไม่กี่วันเองนะ แถมยังไม่ค่อยสนิทกับเธอมากเลยด้วย”
“งั้นก็คุยกับเธอให้มากกว่านี้ดิวะเริ่มจากมาให้เช้ากว่านี้ถามเธอซะว่ามาถึงกี่โมง แล้ววันนี้ก็ไปบอกให้คนใช้เตรียมข้าวกล่องให้ด้วย”
“ขะ- เข้าใจแล้ว”
ผมตอบรับชิบารุแล้วสูดหายใจเข้าลึกๆก่อนจะหันไปเรียกเธออีกครั้ง โดยที่พยายามเก็บความรู้สึกแบบเมื่อกี้เอาไว้
“เธอมาเช้าจังมาถึงกี่โมงหรอ”
“มาถึงั้แ่ 6 โมงแล้วล่ะ”
“อืม งั้นหรอ”
พอพูดจบไม่นานนักอาจารย์ก็เข้ามาในห้องแล้วเริ่มสอนทันทีแต่ผมก็ยังคงเหม่อแล้วคุยกับชิบารุในใจ
“6 โมงครึ่งหรอ เช้ามากเลยนะ”
“นั่นเวลาตื่นเอ็งเลยนี่นะต้องมาให้ไล่เลี่ยเธอนะเว้ยจะได้มีเวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้น”
“อืม ผมจะพยายามถ้าผมไม่ตื่นช่วยปลุกผมด้วยนะ”
“เฮ้ สนใจเื่ที่เรียนหน่อยสิ”
“เอะ อา อืม”
ผมลนลานเล็กน้อยเมื่อจู่ๆเธอก็ทักมาเตือนผมโดยที่ไม่หันมามองด้วยซ้ำ พลางจดเนื้อหาเรียนไปด้วยเพราะเธอจดสิ่งที่เรียนทุกอย่างหรือเปล่านะ ถึงได้เก่งขนาดนี้
แล้วเมื่อผ่านไปตอนเที่ยงผมก็ยังไม่ลุกออกไปทันทีแล้วรอดูของที่เธอเอามาเผื่อจะได้เป็แนวทางว่าจะเอาอะไรมาดีเธอก็เห็นผมมองอยู่แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรแล้วเปิดข้าวกล่องมาตามปกติ
เป็ของที่ไม่เคยเห็นมาก่อนเลยผมยิ้มออกมาร่าเริงแล้วค่อยลุกออกจากห้องไป ถ้านั่งกินข้าวด้วยกันแล้วทำให้สนิทด้วยมากขึ้นก็ดีสิ
เมื่อกลับไปถึงบ้านผมก็เก็บของรอเวลาทานข้าวเย็นในตอนที่หาอะไรทำไปเรื่อยก็เจอกับพี่ไคมะเข้า พี่ไคมะเลยยิ้มกว้างและเดินมาหาผม
“โอ้ เจอเื่ดีๆ มางั้นหรอ ยิ้มซะหน้าบานเชียว”
“ผม...ทำหน้าแบบนั้นหรอ”
“ใช่ๆ นายยิ้มซะหน้าเคลิ้มเชียวล่ะไหนบอกพี่ชายคนนี้สิว่าเจอเื่อะไรดีๆ มา หรือว่า~”
พี่ไคมะพูดแล้วหรี่ตาลงจนผมเหงื่อตกเล็กน้อยแล้วเขาก็เข้ามากอดคอผมและถามใกล้หูกว่าเดิมในเชิงแหย่เล่น
“หรือว่า นายมีสาวที่ชอบแล้วงั้นหรอ~”
ผมเงียบแต่ว่ามีความรู้สึกแบบเดียวกันกับตอนที่ชิบารุบอกว่าผมชอบเธอพอพี่ไคมะเห็นแบบนั้นก็เปลี่ยนเป็สีหน้าแปลกใจทันที
“จริงหรอเนี่ยไปโรงเรียนแค่สองวันก็มีคนที่ชอบแล้วหรอสุดยอดเลยแฮะนายเนี่ย”
“ยะ- ยังไม่มั่นใจหรอกว่าชอบหรือเปล่า...”
ผมตอบบอกไปพร้อมกับกลอกตาไปมาด้วยความลนลาน
“เห๋~ จะจริงหรอยังไม่มั่นใจแต่ก็หน้าแดงใหญ่เลยนะ”
“งื้อ~ ผมกับเธอยังรู้จักกันไม่นานเลยนะ”
“ฮ่าๆ งั้นหรอเอาเถอะเื่แบบนี้มันต้องใช้เวลาล่ะนะถึงจะเข้าใจ แต่ก็นะยิ่งรู้ตัวเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี จำคำนี้ไว้ล่ะ”
“อะ- อืม”
หลังจากนั้นพี่ไคมะก็โบกมือให้แล้วเดินจากไปหลังจากกินข้าวเสร็จทุกคนก็คุยเื่ต่างๆ กันไปเรื่อยเปื่อยผมก็รอจังหวะที่จะขอข้าวกล่องไปเรียน
ในตอนที่ผมทำท่ากระอักกระอ่วนเพราะหาจังหวะไม่ได้พี่ซาจิที่สังเกตเห็นก็ยิ้มให้อย่างอ่อนโยนและหันมาพูดกับผม
“มารุดูเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างนะ มีอะไรหรือเปล่า”
เมื่อทำแบบนั้นท่านพ่อก็หยุดพูดแล้วหันมาจ้องเขม็งมาที่ผมทันทีผมสะดุ้งเฮือกใหญ่แต่พี่ซาจิก็คอยให้กำลังใจผ่านรอยยิ้มและสายตา ผมจึงค่อยๆพูดออกมา
“ผม...อยากเอาข้าวกล่องไปที่โรงเรียนครับ”
“ทำไมล่ะ”
ท่านพ่อยังคงมองตาขวางใส่ผมไม่เลิกแล้วถามกลับมาด้วยน้ำเสียงขึงขังผมจึงหันหน้าหนีพร้อมกับตอบไปด้วย
“ผะ- ผม...แค่อยากกินในห้องเงียบๆ ไม่ค่อยมีคนครับ”
ผมโกหกออกไปด้วยเหตุผลที่พึ่งนึกออกดวงตาสั่นไปหมดหอบหายใจแรงและเหงื่อตก ได้แต่หวังว่าท่านพ่อจะไม่โกรธผม ไม่นานนักท่านพ่อที่จ้องอยู่ก็ถอนหายใจและพูดต่อ
“ช่างเถอะ จะให้พ่อครัวเตรียมไว้ให้แต่เช้าอยากได้แบบไหนก็เลือกเอาแล้วกัน”
“ขะ- ขอบคุณครับ!”
หลังจากทำทุกอย่างเสร็จผมก็รีบเข้านอนทันทีโดยที่ตั้งนาฬิกาปลุกไว้เช้ากว่าเดิมพอตื่นขึ้นมาก็รีบอาบน้ำแต่งตัวและไปเอาข้าวกล่องที่เตรียมไว้ทันที
ในตอนที่กำลังออกจากคฤหาสน์ก็เจอกับท่านพ่อพอดีจริงสิท่านพ่อยังโกรธอยู่หรือเปล่านะ ในตอนนั้นท่านพ่อก็ทำสีหน้าตกตะลึงเล็กน้อย
“ไหนว่าไม่อยากไปเรียนไง ทีนี้ล่ะไปเร็วจังเลย”
“ปะ- เปล่าครับ...”
เพราะรอบก่อนโดนขึ้นเสียงใส่ผมเลยตอบท่านพ่อแบบเสียงสั่นเล็กน้อยและหลบหน้าท่านพ่อจึงถอนหายใจออกมาเล็กน้อย
“ช่างเถอะ ถ้ามีแรงจูงใจให้ไปก็ดีแล้วล่ะ”
พอพูดจบท่านพ่อก็เดินจากไปโดยไม่ว่าอะไรต่อผมจึงถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก แล้วก็ขึ้นรถไปโรงเรียน
พอเธอเห็นผมมาเร็วกว่าปกติก็มีสีหน้าใเล็กน้อยก่อนจะไม่พูดอะไรแล้วอยู่เงียบๆต่อไป พอถึงตอนเที่ยงหลังคนอื่นออกไปกันหมดแล้วผมก็นำข้าวกล่องขึ้นมา
เธอใมากจนดูน่าตลกเลยล่ะแต่ผมไม่ได้พูดอะไรก่อนจะถามเธอต่อ
“ผมขอนั่งกินข้าวด้วยได้ไหม”
“...ทำตามใจเถอะ”
เธอกลับมามีสีหน้าราบเรียบเหมือนเดิมอย่างรวดเร็วผมจึงยิ้มออกมาด้วยความดีใจและพยายามหาหัวข้อมาชวนเธอคุย
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ผ่านไป 2 อาทิตย์วันก่อนขึ้นสัปดาห์ใหม่ท่านพ่อก็ทักผมอีกครั้งด้วยสีหน้าจริงจัง
“มารุเริ่มคิดเื่การเรียนต่อสู้แล้วรึยัง”
“ยังครับ ผม-”
“ไม่เกี่ยวว่าจะชอบหรือไม่ชอบยังไงแกก็เป็เ้าชายของประเทศนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นพวกแกจะต้องปกป้องประเทศของเราไว้”
“...ครับ”
“เก็บไปคิดด้วยล่ะ พรุ่งนี้ก็จะเริ่มเรียนเวทมนตร์แล้วไม่หาคู่หูที่สู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันล่ะ เหมือนซาจิกับไคมะไง”
ท่านพ่อพูดพลางเหลือบไปมองพวกพี่ที่นั่งอยู่ในห้องที่ส่งยิ้มมาให้ผมด้วยความร่าเริงพวกพี่น่ะเป็คู่หูที่ปิดจุดอ่อนของกันและกันจนหมดไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์แบบไหนก็ฝ่าฟันมันไปได้
“แกเองก็คงมีเพื่อนแล้วไม่ใช่หรอถึงได้ดูสนุกไปกับโรงเรียนขนาดนี้”
“อะ เอะ...”
“ก็ดีแล้วไม่ใช่หรอที่เข้ากับโรงเรียนใหม่ได้”
จู่ๆท่านพ่อก็เปลี่ยนเป็ยิ้มแห้งๆ แทนสีหน้าก็ผ่อนลงน้ำเสียงก็นุ่มขึ้นจนผมปรับตัวตามไม่ทัน แล้วพี่ไคมะก็หัวเราะคิกคักพี่ซาจิก็ยิ้มและพูดต่อ
“ที่จริงตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาท่านพ่อเขาเป็ห่วงว่ามารุจะเข้ากับที่โรงเรียนไม่ได้น่ะพอเห็นน้องกระตือรือร้นไปโรงเรียนแบบนี้เลยโล่งใจ”
พอพี่ซาจิพูดแบบนั้นท่านพ่อก็ใช้มือข้างหนึ่งเท้าคางไปกับโต๊ะและก็ทำหน้ามุ่ยนี่ท่านพ่อเป็ห่วงผมงั้นหรอในตอนนั้นเองพี่ไคมะที่หยุดหัวเราะก็ทำหน้าเหมือนคิดอะไรบางอย่างออกแล้วพูดกับผม
“จริงสิสาวที่นายชอบไง อาจจะเข้ากับนายได้ก็ได้นะพลังน่ะ”
ผมสะดุ้งโหยงขึ้นมาทันทีเพราะพอพี่ไคมะพูดแบบนั้นก็รู้สึกเสียวสันหลังวูบไปหมดสายตาจากท่านพ่อเปลี่ยนไปอีกแล้ว
“อย่าบอกนะว่าที่อยากไปอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะผู้หญิงงั้นเรอะ”
“คะ- ครับ...”
พอโดนกดดันแบบนั้นคมจึงตอบไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ด้วยน้ำเสียงสั่นๆพี่ไคมะเองก็โดนพี่ซาจิใช้มือสับที่หัวไปแล้วก็เป็อีกครั้งที่ท่านพ่อถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“พอล่ะ อย่าให้เื่เรียนเสียก็แล้วกันอย่างน้อยมันก็ทำให้แกไปเรียนได้ทุกวันล่ะนะ”
ท่านพ่อลุกขึ้นแล้วเดินออกจากห้องไปโดยที่ยังมีสีหน้าเหนื่อยๆพร้อมทั้งกุมขมับไปด้วย ผมกับพวกพี่เลยแยกกันกลับห้องของตัวเองถ้าพลังของผมกับเธอเข้ากันได้งั้นหรอ...
“เรียนต่อสู้อาจจะไม่แย่แบบที่คิดก็ได้”
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
วันต่อมาในคาบแรกที่เป็เรียนฝึกต่อสู้นั้นผมก็ได้แต่นั่งตกตะลึงอยู่เงียบๆเพราะตัวของเธอนั้นมีค่าพลังอยู่ที่ 0 หรือก็คือิญญาสัตว์เทพไม่ยอมทำสัญญาให้ใช้เวทมนตร์นั่นเอง
“น่าในะเนี่ย ไม่คิดว่าแม่หนูนั่นจะได้ทำสัญญาเวทมนตร์”
“ผมก็ใเหมือนกัน”
“แล้วคิดยังไงกับเธอล่ะ”
“...ไม่รู้สิ แปลกเฉยๆ ล่ะมั้งไม่ได้รู้สึกอะไรกับเื่นี้มากกว่านั้น”
“แบบนั้นแหละอย่าไปคิดมากเื่เล็กน้อยเลย!”
“อื้ม!”
ผมพูดแบบนั้นกับชิบารุแล้วเดินกลับห้องทันทีหลังเปลี่ยนชุดเสร็จเธอดูซึมเล็กน้อยนะหลังจากตรวจพลังเสร็จจะเป็อะไรหรือเปล่านะ
หลังจากจ้องมองเธอมาตลอด 2 สัปดาห์ก็เริ่มจับทางสีหน้าเธอได้แล้วล่ะว่ารู้มีความรู้สึกประมาณไหนพอกลับไปถึงห้องเธอกลับทำสีหน้าที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน
แต่ว่า...เธอดูงดงามยิ่งกว่าเดิมเธอในตอนนี้กำลังยิ้มอยู่จนผมพลอยยิ้มตามพร้อมกับหัวใจที่เต้นเป็จังหวะชวนให้รู้สึกสบายใจ
“มีเื่อะไรดีๆ งั้นหรอ ยิ้มใหญ่เลย”
“เปล่า ไม่มีอะไร”
แต่พอผมทักเธอไปโดยที่ผมไม่รู้ตัวเธอก็กลับมามีสีหน้าแบบปกติทันที ไม่สิดูหงุดหงิดนิดหน่อยด้วย...ผมก็อยากให้เธอมองผมแบบเมื่อกี้ด้วยจัง
“แล้วนายคิดยังไงกับฉันล่ะ”
“อะ เอ๋!”
ผมลนลานแล้วใบหน้าก็ร้อนผ่าวอีกครั้งผะ- ผมควรตอบเธอยังไงดี ในตอนที่ร้อนรนผมก็รู้สึกได้ว่าชิบารุกำลังเชียร์ให้สารภาพรักไปในตอนนั้นเองเธอคนนั้นก็ทำสีหน้าขุ่นเคืองเล็กน้อย
“ก็เื่พลังของฉันไง”
เอะ เื่นั้นหรอกหรอ ละ-โล่งอกนึกว่าเธอจะรู้แล้วซะอีก แถมนี่ยังเป็ครั้งแรกด้วยที่เธอชวนผมคุยก่อน ผมสงบสติลงก่อนจะค่อยๆ เรียบเรียงคำพูดในหัวออกมา
“ก็--”
“เอาล่ะทุกคนนั่งที่”
แล้วครูสอนคาบต่อไปก็เข้ามาในห้องเธอก็เมินผมและไปสนใจหน้ากระดานทันทีโดยไม่รอคำตอบจากผมเลย ได้โอกาสเหมาะๆค่อยบอกเธอแล้วกัน