บทที่ 26 เมนแดนซ์ระดับ C (1)
ทางรอดของผมมีอยู่สองวิธี
วิธีแรก อ้างว่าหลังเกิดอุบัติเหตุ ผมลืมวิธีเต้นไปหมดแล้ว
วิธีที่สอง บอกทุกคนว่าร่างกายของผมเคลื่อนไหวไม่ถนัดเพราะอาการาเ็ยังคงมีอยู่
เหตุผลแรกค่อนข้างน่าเหลือเชื่อ และคงเป็คำแก้ตัวที่แปลกประหลาดสำหรับทุกคน เหตุผลในวิธีที่สองนั้นค่อยฟังดูมีความสมเหตุสมผลกว่า ร่างกายของคนที่ประสบอุบัติเหตุย่อมไม่เหมือนเดิมอยู่แล้ว ดังนั้นนี่จึงเป็เหตุผลที่ยอมรับได้...
แต่ถ้าใช้ข้ออ้างนี้ มันก็เป็อุปสรรคกับการคัมแบ็คไม่ใช่เหรอ?
นาซอนอูกับซนซองวอนเข้าใจไปแล้วว่าร่างกายของผมยังคงได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุ
หรือว่าผมจะใช้ข้ออ้างทั้งสองอย่างนี้ผสมรวมกัน?
ผมวางจอยเกมลงบนโต๊ะและแกล้งพูดเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"วันนี้ฉันบอกแล้วไงว่ารู้สึกไม่ค่อยพร้อม ฉันกำลังจะไปเรียนเต้นแยกเดี่ยวเพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่เหมือนเดิมหลังจากเกิดอุบัติเหตุ"
หลังจากนั้นก็เป็ไปตามคาด โอเยจุนตอบสนองกลับมาด้วยสีหน้าใ
"แต่พี่อาการหนักขนาดนี้เลยเหรอ!? พี่เต้นผิดจังหวะหมดเลยนะ เหมือนคนเต้นไม่เป็เลย การเคลื่อนไหวแบบนั้นมันอะไรกัน? เอาพี่ผู้จัดการมาเต้นยังดีกว่าเลย!"
ผมรู้ว่าเขากำลังใ แต่ให้ตายเถอะ พูดแบบนี้มันก็หยามกันเกินไปหน่อยไหม
ผมรู้สึกเหมือนมีมีดกรีดแทงหัวใจก่อนที่จะตอบออกไปว่า
"เดี๋ยวฉันไปเรียนเต้นทบทวนหน่อยก็ได้แล้ว พวกนายไม่ต้องเป็ห่วงหรอก"
ผมรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าวิกฤตแรกที่ตนเองต้องรีบแก้ไขก็คือทักษะการเต้น ซึ่งทางระบบน่าจะช่วยเหลือผมได้
แน่นอนว่าตอนแรกผมก็รู้ว่าตนเองเต้นไม่เก่ง แต่ก็คิดไม่ถึงเลยว่ามันจะย่ำแย่ขนาดนี้
โอเยจุนเลิกคิ้วขึ้นสูงจ้องมองผม เหมือนเขาไม่เชื่อคำที่ผมพูด
"หลังพี่ยังไม่หายดีอีกเหรอ?"
หลังจากนั้น เขาก็หันไปะโใส่นาซอนอู
"เฮ้ย ซอนอู! ไปล็อกแขนพี่เขาเร็ว"
อะไรกันอีกเนี่ย?
ผมหยุดชะงักอย่างกะทันหัน พวกเขาจะทำอะไรกับผม?
ผมพยายามวิ่งหนีกลับเข้าไปในห้อง แต่ก็ไม่เร็วเท่ากับนาซอนอูที่มาขวางทางผมเอาไว้
ใช่แล้ว...ร่างกายตุ้ยนุ้ยของเขากลายเป็กำแพงที่ขวางทางผม
"ทำได้ดีมาก!"
โอเยจุนลูบผมสีดำของนาซอนอูอย่างชมเชย ก่อนที่เขาจะจับเอวของผม
"พวกนายจะทำอะไรเนี่ย!"
นี่คือครั้งแรกที่ผมขึ้นเสียงดังขนาดนี้นับั้แ่ที่มาอยู่ร่วมหอพักเดียวกัน
"ผมอยากรู้ไงว่าพี่หายดีมากพอที่จะคัมแบ็คได้แล้วหรือยัง?"
ในจังหวะที่นาซอนอูจับแขนผม โอเยจุนก็ใช้กำปั้นของเขาต่อยแผ่นหลังและ่เอวของผม
ตัวของผมโค้งงอลงมาทันที
ไอ้เ้าเด็กพวกนี้ พวกมันเป็คนชอบซ้อมคนอื่นั้แ่เมื่อไหร่?
ผมลุกขึ้นยืนแทบไม่ไหว นี่คือวิธีแก้ปัญหาแบบเด็ก ๆ เหลือเกิน ผมพยายามอย่างเต็มที่ที่จะไม่ทำตัวเป็เด็กเหมือนพวกเขา
"เดี๋ยวก่อนสิ! ฉันจะไปตรวจสุขภาพที่หลังอีกสองสัปดาห์ พวกนายอย่าทำอะไรแปลก ๆ แบบนี้อีก!"
หลังจากนั้น โอเยจุนก็จ้องมองผมด้วยสีหน้าสงสัย
"ไม่มีทางที่พี่จะกลายเป็แบบนี้แค่เพราะเื่ปัญหาสุขภาพแน่ ๆ บอกมานะว่าพี่ยังโอเคอยู่หรือเปล่า?"
ในระหว่างที่ผมพยายามจะลุกขึ้น นาซอนอูก็ปล่อยแขนผมและจ้องมองผมด้วยความเป็ห่วง
"นายห่วงเื่ลดน้ำหนักของตัวเองไปเถอะ"
ผมใช้หลังมือเขกมะเหงกลงไปที่หน้าผากของนาซอนอูหนึ่งโป๊ก
"โอ๊ย! เพราะว่าเซ็นเตอร์ของวงเราก็คือพี่อีเซ...คนที่จะเต้นได้โดดเด่นที่สุดก็ต้องเป็พี่อีเซ...แล้วจะไม่ให้ผมเป็ห่วงได้ยังไง..."
ไม่สิ ทุกอย่างไม่ควรเป็แบบนั้น ผมเริ่มใช้ความคิดอย่างรวดเร็วอีกครั้ง
ถ้าการที่มีชอนอีเซเป็เซ็นเตอร์จะทำให้วงดัง วงก็คงดังไปนานแล้ว
และในจำนวนสมาชิกของวงไคลแมกซ์ ผมก็เป็คนเดียวที่สามารถเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้ตามใจปรารถนา
แม้ว่าผมจะยังต้องเรียนรู้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมนักร้องไอดอลอีกมาก
แต่ผมก็มองออกว่าตำแหน่งเซ็นเตอร์คือปัญหาของวงนี้มาตลอด
เื่การแก้ไขปัญหาแบบนี้ผมถนัดอยู่แล้ว
ถ้าสินค้าหลักขายไม่ออก ก็จำเป็ต้องดันสินค้าย่อยขึ้นมาเป็ไฮไลท์แทน
เพราะฉะนั้น โอเยจุนจึงสมควรขยับขึ้นมาเป็เซ็นเตอร์ประจำวงในตอนนี้ รยูคยองฮวาก็มีความเหมาะสมเช่นกัน เพียงแต่ว่าเขาไม่มีความสามารถพิเศษที่โดดเด่น
แล้วเวลาที่ได้ออกทีวี วงก็จำเป็ต้องมีคนที่สามารถดึงดูดลูกค้าได้ั้แ่แรกเห็น
ซึ่งนั่นก็หมายถึงหน้าตาของคนที่หล่อเหลาที่สุดในวงของเราอย่างนาซอนอู....และอีกคนที่น่าจะได้รับความสนใจก็คือซนซองวอนซึ่งเป็คนที่เสียงดีมาก แต่นิสัยไม่ค่อยดีเท่าไหร่...
ก่อนอื่น ผมจะตัดสินใจทีหลังเมื่อดูว่านาซอนอูสามารถลดน้ำหนักได้เท่าไหร่แล้ว
และนี่ไม่ใช่เื่ที่จะสามารถตัดสินใจได้อย่างปุบปับกะทันหัน นี่คือเื่ที่จำเป็ต้องประชุมกันในแผนวางกลยุทธ์ของบริษัท...
ยังไม่สายเกินไปที่ผมจะวางกลยุทธ์ใหม่ให้กับวงบอยกรุ๊ปวงนี้
"นายไม่ต้องเป็ห่วงเื่ของฉันหรอก ฉันเป็ห่วงเื่ของนายมากกว่า"
ผมปลอบโยนนาซอนอูซึ่งหน้าแดงก่ำเหมือนกำลังจะร้องไห้ในทันทีที่ผมแตะตัวเขา แล้วผมก็หันไปพูดกับโอเยจุนว่า
"นายก็เหมือนกัน ไม่ต้องกังวลเกินไป เดี๋ยวเราก็จะได้เห็นกันเองว่าฉันหายดีแล้วหรือยัง"
ผมแก้ไขปัญหาอย่างเยือกเย็น และเดินตรงไปที่ห้องครัว
"เอ่อ พี่จะไปไหน?"
นาซอนอูรีบตามผมมาอย่างรวดเร็ว
"เตรียมอาหารกลางวันกับอาหารค่ำไว้ล่วงหน้า การซ้อมแยกเดี่ยวจะเริ่มขึ้นในวันนี้ นายจะได้ไม่แอบไปหาอะไรกินอีก"
นาซอนอูตัดสินใจที่จะซ้อมเดี่ยวแยกจากผมั้แ่วันนี้ไป ผมตัดสินใจเลือกห้องซ้อมให้เขาเป็สถานที่ซึ่งไม่มีร้านขายขนมอยู่ในตึก
เพราะมันคงไม่มีประโยชน์ ถ้าเขาจะกลับบ้านมารับประทานอาหารลดน้ำหนักหลังจากที่ตัวเองกินของทอดและฮ็อตด็อกไปจนอิ่มท้องแล้ว
ผมตัดสินใจให้เราซ้อมในที่เดียวกัน โดยที่มีคนคุมซ้อมเป็ครูสอนเต้นชื่อดัง ดังนั้นผมจึงสามารถเชื่อใจเขาได้
"แหม! ผมไม่แอบไปกินอะไรหรอกน่า ผมแค่พยายามจะทำงานหนักเพื่อคัมแบ็คให้ได้เท่านั้น!"
นาซอนอูเพิ่งสลัดความตกตะลึงออกไปได้ เขาค้นพบว่ามีเื่ที่น่าเป็ห่วงมากกว่าการเต้นของผม จึงพยักหน้าของเขาเบา ๆ
"นายจะเล่นเกมต่อหรือเปล่า?"
ผมหันกลับไปมองที่โอเยจุนซึ่งนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น เขาตอบคำถามของผมด้วยการส่ายหัว
"ไม่เล่นแล้ว พอพี่บอกว่าไม่อยากเล่น ผมก็หมดอารมณ์ ไม่อยากเล่นแล้วเหมือนกัน"
ทางบริษัทแจ้งมาแล้วว่าในเดือนหน้าจะมีการประชุมทีมงานเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการคัมแบ็คของวง
ยังคงมีเวลาให้พวกเราได้เตรียมตัวอีกพอสมควร
"วันนี้นายก็มีซ้อมแยกเหมือนกันเหรอ?"
ก่อนหน้านี้ ซนซองวอนบอกว่าเขาจะกลับมาหลังอาหารค่ำ ส่วนรยูคยองฮวาก็ยังไม่ลุกขึ้นจากเตียงเลยด้วยซ้ำ...
แล้วผมจะทำอาหารค่ำไว้เยอะ ๆ ทำไม?
เมื่อจ้องมองไปยังอาหารที่ผมเตรียมเอาไว้ ผมก็รู้สึกเจ็บทั้งตัวทั้งใจขึ้นมาทันที
"อ้อ ทำไว้เผื่อผมด้วยนะ ผมกลับมากินแน่นอน"
โอเยจุนเดินหิ้วเครื่องเกมคอนโซลกลับเข้าไปในห้องด้วยสีหน้าโศกเศร้า
"นายจะไปไหน?"
ผมถามออกไปโดยไม่รู้ตัว ผมทำเหมือนตัวเองเป็ผู้ปกครองของเขางั้นแหละ
ตอนแรกผมก็นึกว่าเขาจะตอบกลับมาอย่างอารมณ์เสีย แต่โอเยจุนกลับอมยิ้มตอบผมว่า
"ความลับ"
ความลับอะไรกัน ไอ้เด็กนี่มันน่าโบกหัวจริง ๆ
ผมยืนงงอยู่ตรงนั้น ก่อนที่จะหันหน้าหนีกลับมา
"อย่ากลับดึกก็แล้วกัน"
ภารกิจของผมคือการเป็ไอดอลที่ประสบความสำเร็จให้ได้...เพื่อที่ผมจะได้แก้แค้นแม่เลี้ยงของตัวเอง
ถ้าเกิดมีอะไรผิดพลาดขึ้นมา มันก็จะถือว่าเป็เื่ใหญ่
"พี่ไม่ต้องห่วงผมหรอก รับรองผมไม่ทำอะไรให้เป็ข่าวฉาวแน่"