ชุดคลุมยาวสีฟ้าเพทายตัดกับผ้าคาดเอวสีฟ้าคราม ทั้งยังห้อยประดับด้วยพู่หินอ่อนสีขาวนวลบนร่างสูงใหญ่ช่วยขับเน้นให้เอวสอบดูน่าพิศมองยิ่งนัก เบื้องล่างเท้าสองข้างหุ้มด้วยรองเท้าหนังกวางขลิบขอบด้วยผ้าชิงหยุนคู่ใหม่เอี่ยม เบื้องบนผมยาวสลวยถูกเกล้าขึ้นสูงประดับปิ่นหยกสีฟ้าน้ำทะเลสำหรับบุรุษ อาภรณ์งดงามเหล่านี้ช่วยขับให้เสิ่นจิ่งเยี่ยนดูประหนึ่งเทพเซียนที่ลงมาเดินเที่ยวเล่นบนโลกมนุษย์ก็มิปาน
ก่อนที่ใบหน้าของเสิ่นเชียนเกอจะมีรอยแผลใหญ่พาดผ่าน ความงามสะคราญของนางนั้นนับว่าไม่เป็นรองผู้ใดในเมืองหลวง ซึ่งเสิ่นจิ่งเยี่ยนเองก็มีใบหน้าคล้ายคลึงกับน้องสาวร่วมสายเลือดอยู่หลายส่วน ดังนั้นจึงกล่าวได้เต็มปากว่าคุณชายตระกูลเสิ่นเป็นบุรุษรูปงามผู้หนึ่ง
โดยเฉพาะวันนี้ที่เสิ่นจิ่งเยี่ยนตั้งใจแต่งองค์ทรงเครื่องมาเต็มยศ ด้วยรูปร่างผอมบางสูงโปร่ง ยามสวมใส่อาภรณ์และแต่งเติมเครื่องประดับมีราคาเข้าไปแล้ว หากจะเอ่ยว่าเขาเป็นหนึ่งในหมู่บุรุษที่รูปงามที่สุดแห่งเมืองหลวงก็คงไม่เกินจริงนัก
แววตาที่เสิ่นเจียวเจียวทอดมองไปยังเสิ่นจิ่งเยี่ยนในขณะนี้ ดูเปล่งประกายเจิดจ้ากว่าปกติเป็นเท่าทวี
ทว่า แม้บุรุษตรงหน้าจะมีรูปร่างหน้าตางดงามเพียงใด แต่เมื่อนำไปเปรียบกับกู้เฉินอวี้แล้วก็ยังคงห่างชั้นกันอยู่มาก เอ่ยเพียงประการแรก เรื่องความสง่าและน่าเกรงขามก็มิอาจเทียบเคียงจิ้งหย่งโหวได้แล้ว
ความสุขุมเย็นชาและหนักแน่นของจิ้งหย่งโหวกู้เฉินอวี้นั้น เป็นเสมือนหินแม่เหล็กที่คอยดึงดูดเสิ่นเจียวเจียวให้เข้าหาอย่างมิอาจหักใจเลี่ยงได้
“ท่านพี่ ข้าว่าวันนี้ สายตาของบรรดาสตรีสูงศักดิ์จำนวนไม่น้อยจะต้องถูกความงดงามของท่านดึงดูดมาครอบครองเป็นแน่!” เสิ่นเจียวเจียวกล่าวชมผู้เป็นพี่ชายจากใจจริง
ในทันทีที่ฟังจบ ดวงตาสุดลึกล้ำของคุณชายใหญ่ตระกูลเสิ่นก็ทอประกายแปลกประหลาดฉับพลัน มุมปากหยักที่เดิมยกยิ้มขึ้นด้วยความมั่นใจ กลับค่อย ๆ เบ้ลงเล็กน้อย “อ๋า? แล้วพี่ไม่ดึงดูดใจเจ้าหรือ?”
ถ้อยคำพิลึกพิลั่นทำให้ดวงตากลมโตเบิกโพลงขึ้นอย่างตื่นตระหนก ทว่าเพียงชั่วพริบตาปากอิ่มก็เอื้อนเอ่ยวาจากลบเกลื่อนทันควัน “มันจะเหมือนกันได้อย่างไรล่ะเจ้าคะ! สำหรับเจียวเจียวแล้ว ถึงท่านพี่จะสวมเพียงชุดลำลองธรรมดา ๆ ก็ยังดูดีที่สุดในเมืองหลวงอยู่ดีเจ้าค่ะ”
เมื่อได้ฟังเสิ่นเจียวเจียวกล่าวมาเช่นนั้น อารมณ์ของเสิ่นจิ่งเยี่ยนก็ดีขึ้นกว่าเดิมมาก
ความจริงแล้วเขาก็ไม่ได้อยากติดตามมารดาไปร่วมงานเลี้ยงวสันตกาลในวันนี้เลยแม้แต่น้อย และเขาก็ไม่ได้รู้สึกสนใจบุตรสาวจากตระกูลสูงศักดิ์เหล่านั้นเลยสักนิด ผู้เดียวที่อยู่ในใจเขาคือสาวงามที่อยู่ตรงหน้า เสิ่นจิ่งเยี่ยนรู้สึกชอบพอเสิ่นเจียวเจียวมานานมากแล้ว และมองนางเป็นดั่งสมบัติล้ำค่าของตนเองมาโดยตลอด
สองพี่น้องต่างสายเลือดพูดคุยกันไปพลาง ชื่นชมความงามในสวนไปพลาง ระหว่างทางที่เดินไปยังห้องรับแขก
ฝ่ายเสิ่นฮูหยินที่นั่งรออยู่นาน ในที่สุดก็ตัดสินใจเดินออกมาดูด้วยตัวเอง สตรีวัยกลางคนผู้เป็นมารดาของสองหนุ่มสาวเมื่อเห็นภาพที่บุตรธิดาทั้งสองเดินเคียงคู่กันมาจากสวนดอกไม้ …คำโบราณที่ว่า ‘กิ่งทองใบหยก’ ก็ผุดขึ้นมาในหัวของนางอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
แววตาของคนเป็นแม่แปรเปลี่ยนไปในทันที ทว่านางก็รีบปัดความคิดฟุ้งซ่านเหลวไหลออกจากสมองไปอย่างรวดเร็ว
‘ทั้งสองเป็นบุตรชายและบุตรสาวของตระกูลเสิ่น มีความสัมพันธ์ฉันพี่น้อง แล้วจะให้ครองคู่กันได้อย่างไร อีกอย่างตระกูลเสิ่นก็ต้องพึ่งพาจิ่งเยี่ยนในการมีทายาทสืบทอดตระกูล ผู้ที่จะเป็นภรรยาของเขาจะต้องเป็นหญิงสาวจากตระกูลสูงศักดิ์เท่านั้น จะเป็นใครอื่นไปไม่ได้!’
เสิ่นฮูหยินรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติก่อนจะเดินเข้าไปหาบุตรทั้งสอง “พวกเจ้าสองพี่น้อง สนิทสนมปรองดองเป็นเรื่องดี แต่หากมีเรื่องต้องพูดคุยกันมากมายเช่นนี้ก็ค่อยพูดคุยกันต่อเมื่อกลับมาแล้วเถอะ อย่ามัวแต่อ้อยอิ่งกันอยู่เลย รีบเตรียมตัวให้พร้อม เราจะออกเดินทางกันแล้ว”
เสิ่นเจียวเจียวหัวเราะเสียงสดใส ก่อนจะเดินเข้าไปกอดแขนมารดาอย่างออดอ้อน
“ต้องทำให้ท่านแม่เป็นห่วง ทำให้ท่านพี่เสียเวลา เป็นข้าที่ไม่ดีเองเจ้าค่ะ เช่นนั้นพวกเราออกเดินทางกันเลยดีหรือไม่เจ้าคะ”
เสิ่นฮูหยินเอื้อมมือไปลูบศีรษะบุตรสาวอย่างรักใคร่เอ็นดู หลังจากนั้นสามแม่ลูกก็พากันขึ้นรถม้าที่จอดเทียบอยู่ด้านหน้าจวนโดยมีบ่าวรับใช้และคนอารักขาติดตามไปด้วย ไม่นานนักรถม้าของตระกูลเสิ่นก็เคลื่อนที่ มุ่งหน้าตรงสู่ตำหนักงดงามขององค์หญิงผู้เฒ่าอย่างรวดเร็ว
***********************
วันนี้ เสิ่นเชียนเกอเองก็ตื่นแต่เช้าตรู่เช่นกัน ในขณะที่กำลังพินิจพิจารณาว่าจะเลือกสวมชุดใดไปงานเลี้ยงดีนั้น นางก็ได้ยินเสียงของเสิ่นชิงชินแว่วมาจากด้านนอกเรือน
หญิงสาวจึงรีบออกไปต้อนรับในทันที “ท่านอา เช้าถึงเพียงนี้มีธุระอันใดหรือเจ้าคะ?”
เสิ่นชิงชินในยามนี้ สวมอาภรณ์สีเขียวอ่อนเรียบง่าย มวยผมดำขลับถูกเกล้าขึ้นสูง ทั่วทั้งกายประดับปิ่นไม้เรียบ ๆ เพียงชิ้นเดียวเท่านั้น อย่างไรก็ตามยามได้มองดูแล้วกลับทำให้รู้สึกสบายตาสบายใจยิ่งนัก ขณะนี้สตรีม่ายแห่งตระกูลเสิ่นกำลังสนทนาอยู่กับเก๋อมามาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
เมื่อได้ยินเสียงเอ่ยเรียกของผู้เป็นหลานสาว เสิ่นชิงชินจึงรีบหันไปกล่าว “ในที่สุดก็ทันเวลา เชียนเกอ อาเอาสิ่งนี้มามอบให้เจ้า รับไว้เถอะนะ”
เสิ่นเชียนเกอลดสายตามองสิ่งของในมือที่อีกฝ่ายยื่นให้ ก่อนจะพบว่ามันคือชุดกระโปรงสีเขียวครามที่งดงามมากชุดหนึ่ง
สิ่งที่ได้เห็นทำให้สตรีผู้ไม่เคยได้รับสิ่งของดี ๆ ใด ๆ จากผู้ใหญ่ในตระกูลมาก่อน ตกตะลึงจนอ้าปากค้าง “ท่านอา ท่านเป็นคนตัดเย็บชุดนี้เองหรือเจ้าคะ?”
เสิ่นชิงชิน เมื่อได้เห็นท่าทีของเสิ่นเชียนเกอเช่นนั้น ก็รู้สึกเขินอายขึ้นมาเล็กน้อย สตรีสูงวัยกว่าพยักหน้าแล้วกล่าวขึ้นด้วยท่าทางเสียดาย “ระยะเวลากระชั้นชิดไปสักหน่อย อาจึงปักได้แต่เพียงลายดอกไม้ธรรมดา ๆ เสียดายไม่ได้ปักลายที่สวยกว่านี้ให้เจ้า”
เสิ่นเชียนเกอค่อย ๆ รับชุดกระโปรงงดงามมาด้วยความระมัดระวังก่อนจะค่อย ๆ คลี่ออกช้า ๆ ทันใดนั้นความงดงามอันชวนตื่นตะลึงของผืนอาภรณ์ก็กระทบเข้ากับดวงตาเมล็ดซิ่ง มองเพียงเนื้อผ้าว่างามแล้วแต่ลายที่ปักกลับงามจับตายิ่งกว่า ทุกฝีเข็มละเอียดประณีต ทุกเส้นด้ายพลิ้วไหว ขับลำนำสอดประสานเป็นลวดลายของ ‘สี่สุภาพบุรุษเเห่งมวลบุปผา’ ที่ถูกแต่งแต้มด้วยสีแดงชาดไปทั่วทั้งกระโปรง ยิ่งกว่านั้น เห็นชัดว่าผู้ปักเย็บมีความสามารถอันเหนือชั้น เพราะทุก ๆ ดอก ทุก ๆ กลีบ ใช้ทักษะการปักที่แตกต่างกันออกไป …นี่ยังเรียกว่าธรรมดาอีกหรือ? นางไม่สามารถจินตนาการได้เลยว่า ลวดลายอันซับซ้อน ‘ที่สวยกว่านี้’ อย่างที่เสิ่นชิงชินเอ่ยถึงนั้นหน้าตาเป็นเช่นไร
“ใครว่าธรรมดากันเจ้าคะท่านอา นี่มันสวยมาก ๆ เลย สวยกว่าที่ข้าจะจินตนาการได้เสียอีกเจ้าค่ะ! ข้าชอบที่สุดเลย!”
เมื่อได้เห็นแววตาอันเต็มแน่นไปด้วยความตื่นเต้นยินดีจากใจจริงของหลานสาว เสิ่นชิงชินจึงรู้สึกทั้งโล่งใจและปลื้มปีติ รอยยิ้มน่ามองเด่นหราอยู่บนใบหน้าที่เคยเศร้าโศกทันใด “เจ้าชอบอาก็ดีใจ ลองสวมดูสิ หากมีจุดไหนยังไม่เข้าที่ อาจะได้รีบแก้ให้ ไม่นานก็เสร็จแล้ว”
เสิ่นเชียนเกอรีบนำชุดกระโปรงที่ได้รับมาลองสวมใส่ดูอย่างว่าง่าย ชุดกระโปรงสีเขียวคราม ตัวเสื้อสั้นด้านนอกขลิบชายด้วยขนกระต่ายขาวสะอาด ช่างดูน่ารักและบริสุทธิ์ยิ่งนัก
กระโปรงหม่าเมี่ยนสีแดงสด มีผ้าโปร่งแสงสีเทาขาวทับอยู่อีกหนึ่งชั้น ทำให้สีแดงนั้นดูอ่อนลงไปเล็กน้อย และทำให้ลายปักดอกไม้เหล่านั้นราวกับถูกปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกบาง ดูสบายตาเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อชุดกระโปรงงดงามได้ประดับอยู่เรือนร่างงามระหงและบอบบางของเสิ่นเชียนเกอแล้ว ก็ยิ่งขับเน้นให้ชุดดูสวยเด่นมากเป็นเท่าทวี
ยามได้เห็นหลานสาวตัวน้อยสวมใส่อาภรณ์ที่ตนเย็บปักเดินออกมาจากห้องนั้น ดวงตาของเสิ่นชิงชินก็เปล่งประกายระยิบระยับดั่งดวงดาราในทันที
ผู้เป็นอาดึงร่างเล็กเข้ามาใกล้ก่อนจะกวาดสายตามองอย่างละเอียดอีกครั้ง ปากอิ่มพลางเอ่ยชมไม่ขาด “ไม่เลวเลย งาม งามมาก เยี่ยมจริง ๆ เยี่ยมจริง ๆ!” หากบุตรสาวของนางยังไม่ลาจากโลกใบนี้ไป ก็คงจะมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเสิ่นเชียนเกอ และหากนางได้สวมใส่ชุดกระโปรงชุดนี้ก็จะต้องงามเช่นนี้อย่างแน่นอน
เมื่อได้พินิจใบหน้างามของท่านอาใกล้ ๆ เสิ่นเชียนเกอก็รับรู้ได้ถึงความผิดปกติที่มีอย่างรวดเร็ว ดวงตาคล้ำและอ่อนล้านั้นคงจะเกิดจากการเย็บปักชุดกระโปรงให้นางข้ามวันข้ามคืนเป็นแน่ อีกทั้งในตอนนี้แววตาคู่นั้นก็ยังเผยให้เห็นถึงความตรอมตรมและอาลัยอาวรณ์ได้อย่างชัดเจน
เสิ่นเชียนเกอจึงดึงมือเย็นเฉียบของเสิ่นชิงชินมากุมไว้อย่างทะนุถนอมพลางกล่าว “ท่านอา ข้าเชื่อว่า ตอนนี้น้องจะต้องมีชีวิตแสนสบายอยู่ในดินแดนอันสงบสุขอยู่แน่ ๆ เจ้าค่ะ”
เสิ่นชิงชินรู้สึกตกตะลึงกับคำกล่าวของหลานสาว นางไม่นึกว่าสาวน้อยตรงหน้าจะล่วงรู้ความคิดของตน ในตอนนั้นเองที่หยาดน้ำใส ๆ รื้นเต็มขอบตากลม เสิ่นชิงชินจึงรีบยกมือขึ้นปาดน้ำตาทิ้งก่อนจะพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม “อื้ม”
เมื่อส่งเสิ่นชิงชินกลับเรือนแล้ว เสิ่นเชียนเกอจึงได้ให้เหลียงเฉินเกล้าผมและถักเปียให้ ก่อนเตรียมตัวออกเดินทาง
“ฮึ่ม! ไม่ไหว ๆ” ทว่าจู่ ๆ เหลียงเฉินเอ่ยร้องท่าทางยุ่งยากใจ เสิ่นเชียนเกอจึงหันหน้าไปเอ่ยถาม “หืม มีอะไรหรือ?”
“คุณหนูรอง…ให้บ่าวไปขอยืมเครื่องประดับจากฮูหยินผู้เฒ่ามาดีหรือไม่เจ้าคะ?”
เรือนผมนุ่มสลวยของเสิ่นเชียนเกอไม่มีเครื่องประดับตกแต่งอยู่แม้แต่ชิ้นเดียว ยิ่งมองก็ยิ่งทำให้สาวใช้รู้สึกราวกับยังขาดอะไรไปบางอย่าง
คุณหนูจากตระกูลสูงศักดิ์ผู้ใดบ้างที่เข้าร่วมงานเลี้ยงของจ่างกงจู่แล้วจะไม่ประโคมเครื่องประดับเข้าไปประชันกันราวกับในงานจะมีการมอบรางวัลเครื่องประดับยิ่งใหญ่ให้ก็มิปาน บนศีรษะของคุณหนูเหล่านั้นต่างประดับประดาไปด้วยไข่มุกและอัญมณีจนลายตา มีเพียงคุณหนูของนางเท่านั้นที่อาภัพ ไม่มีสิ่งใดประดับศีรษะแม้แต่ชิ้นเดียว
เสิ่นเชียนเกอรีบส่ายหน้าปฏิเสธในทันที “ไม่เป็นไร ข้าเกรงว่าท่านย่าก็คงจะไม่ได้มีเครื่องประดับล้ำค่าอะไรมากนัก พวกเราจะไปเพิ่มความยุ่งยากวุ่นวายให้ท่านย่าเสียเปล่า ๆ เอาอย่างนี้ เจ้ารอข้าอยู่ที่นี่เดี๋ยวเดียว แล้วข้าจะรีบกลับมา”
เสิ่นฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้มีเครื่องประดับล้ำค่าอย่างที่เสิ่นเชียนเกอกล่าวมาจริง ๆ ถึงแม้จะยังมีเครื่องประดับที่พอเป็นหน้าเป็นตาใช้ออกงานได้อยู่สองสามชิ้น แต่นั่นเพราะเป็นเครื่องประดับที่ได้มาจากการรับสินสอดเมื่อหลายสิบปีก่อน จึงไม่อาจขายแลกเงินได้ และหากจะนำออกมาใช้ในตอนนี้ ก็เกรงว่าจะล้าสมัยไปเสียแล้ว หรือถ้าหากท่านย่ามีเครื่องประดับที่ว่าอยู่จริง ๆ ท่านอาก็คงจะไม่นำเพียงชุดกระโปรงมาให้นางเป็นแน่
เหลียงเฉินไม่ทราบว่าคุณหนูของตนจะทำอะไร เมื่อเห็นว่า จู่ ๆ เสิ่นเชียนเกอก็ก้าวออกไปจากห้อง นางจึงรีบติดตามไปในทันที
“คุณหนูรอง คุณหนูต้องการสิ่งใดก็สั่งบ่าวมาได้เลยนะเจ้าคะ บ่าวจะจัดการให้คุณหนูเองเจ้าค่ะ”
สาวใช้เดินตามผู้เป็นนายไปจนกระทั่งถึงสวนดอกไม้ด้านหลังเรือน ก่อนจะพบว่าเสิ่นเชียนเกอกำลังมุ่งตรงไปยังพุ่มดอกเส่าเย่า*ซึ่งกำลังอวดกลีบเบ่งบานรับวสันตฤดูอยู่ในขณะนี้
*ดอกเส่าเย่า: ดอกไม้ตระกูลโบตั๋นชนิดหนึ่ง มีลักษณะคล้ายดอกโบตั๋น แตกต่างที่ฤดูกาลผลิบาน
เสิ่นเชียนเกอค่อย ๆ เด็ดดอกเส่าเย่าขนาดเท่าฝ่ามือขึ้นมาหนึ่งดอก ก่อนจะเด็ดดอกเล็ก ๆ ขึ้นมาอีกหนึ่งดอก จากนั้นก็บรรจงปักดอกไม้งามทั้งสองลงบนผมที่ถักไว้อย่างเป็นระเบียบ เมื่อดอกไม้งามได้ประดับอยู่บนศีรษะได้รูปแล้ว เส้นผมดำขลับก็ขับเน้นให้สีของดอกไม้โดดเด่นขึ้นทันตา
ทันทีที่เห็นเช่นนั้น เหลียงเฉินที่เดินตามมาด้วยก็ออกปากชมอย่างอดไม่ได้ เวลานี้เหลือเพียงติ่งหูของผู้เป็นนายเท่านั้นที่ยังคงว่างเปล่าจนดูขัดตา ดอกเส่าเย่าที่ประดับอยู่บนเรือนผมนั้นรับกับลายดอกไม้ที่ปักอยู่บนกระโปรงของนางได้เป็นอย่างดี ขอเพียงได้ต่างหูดี ๆ สักคู่คุณหนูก็คงจะงามโดดเด่นไม่น้อยหน้าผู้ใด
“เป็นอย่างไรบ้าง?” คุณหนูโฉมงามที่ยืนอยู่ท่ามกลางหมู่ผกาในสวนเอ่ยถามสาวใช้เสียงใส
เหลียงเฉินพยักหน้ารัวเร็วราวกับลูกไก่กำลังจิกกินเมล็ดข้าว “งาม! งามมาก งานเหลือเกินเจ้าค่ะ!” หากดวงพักตร์ของคุณหนูรองไร้ซึ่งบาดแผล และไม่ต้องคาดผ้าบางปกปิดไว้แล้วล่ะก็ เหลียงเฉินไม่อาจบรรยายได้เลยว่า สตรีตรงหน้าจะงดงามมากมายเพียงใด
.
.
.
.