จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

เล่มที่ 5 ตอนที่ 137 ตระกูลเหลยของตี้หวัง

        เมื่อเห็นว่าหลัวชิงเยว่จากออกไปฉินอวี่ก็รู้สึกโล่งใจอย่างแท้จริง หากไม่มีอะไรผิดพลาดหลัวชิงเยว่ก็คงจะเชื่อในคำพูดของตนเองแล้วสิ่งนี้ทำให้ฉินอวี่โล่งใจไปได้ชั่วคราว เพียงแต่เรื่องสามสิบหกขุนพลสวรรค์ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ฉินอวี่ไม่สบายใจอย่างมากจึงไม่สามารถผ่อนคลายลงไปได้อย่างสมบูรณ์

        ช่วงเวลาสามปีสามสิบหกขุนพลสวรรค์... กล่าวได้ว่าเขาจะต้องสำเร็จเป็นเจ็ดสิบสองอสูรธรณีเสียก่อนเท่านั้นจึงจะเป็นทางเดียวที่จะมีสิทธิ์ได้ร่วมช่วงชิงเป็นสามสิบหกขุนพลสวรรค์!

        “พี่หลี่ ตอนนี้พวกเราจะทำอะไรต่อไป?” หลังจากหลัวชิงเยว่จากไปหวังจงและหลิวเจ๋อก็มองผู้ฝึกตนที่เดินอยู่รอบด้านอย่างหวาดกลัวและถามขึ้นมาอย่างกังวล

        ผู้ฝึกตนเหล่านี้ส่วนมากจะอยู่ในขั้นกุมารทิพย์ขึ้นไปและหนึ่งในนั้นก็มีขั้นทลายวิถีอยู่ไม่น้อย พวกเขาสองคนในขั้นเทียนชุ่ยกำลังยืนอยู่ต่อหน้าคนกลุ่มนี้เพียงพลังปราณของคนเหล่านี้สิ่งเดียวก็ทำให้พวกเขาต่างเปรียบเหมือนใบไม้ที่ล่องลอยในน้ำแล้ว

        “เข้าเมืองก่อนค่อยว่ากัน” ฉินอวี่กล่าวอย่างเรียบเฉยและเดินตรงเข้าประตูเมืองไปทันที

        เมืองเทียนโหมวชั้นนอกนั้นมีขนาดใหญ่มากฉินอวี่คอยสอบถามเรื่องความเป็นมาของรูปสลักหินเก้าสิบห้าชิ้นที่อยู่บนกำแพงและเรื่องของสถานการณ์ในเมืองเทียนโหมวชั้นในมาตลอดเส้นทาง

        “ได้ยินมาว่ารูปแกะสลักหินทั้งเก้าสิบห้าชิ้นคือเหล่าผู้แข็งแกร่งใต้ร่มกำลังของแดนต้าโหมวในยุคเริ่มต้นในจำนวนนั้น มีสองตี้จวิน สี่เต้าจวิน แปดเต้าหวัง และแปดสิบเอ็ดโหวเหย่น่าเสียดาย ตี้จวินทั้งสองล้วนแต่ตายในสนามรบ และเต้าจวินทั้งสี่มีล้มตายมีบาดเจ็บ แต่สุดท้ายไม่นาน ทั้งหมดก็ล้วนเข้าสมาธิจากไปทั้งสิ้นและเต้าจวินในปัจจุบันทั้งสองคนก็คือลูกหลานรุ่นหลังในกลุ่มสี่เต้าจวินในอดีตส่วนโหวเหย่ทั้งแปดสิบเอ็ดท่านนั้นส่วนมากจะตายในสนามรบแต่ก็ยังรักษาชีวิตไว้ได้อีกมาก ส่วนมากจะกระจายกันซ่อนตัวอยู่ในส่วนต่างๆของต้าโหมวเทียน”

        “แล้วลูกหลานรุ่นหลังของตี้จวินทั้งสองท่านล่ะ?” ฉินอวี่ถามออกไปอย่างแตกต่าง

        “เรื่องนี้ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน” หวังจงคิดอยู่นาน ก่อนจะส่ายศีรษะขึ้นมาจากนั้นเขาก็พูดขึ้นอีกว่า “ส่วนเรื่องเมืองเทียนโหมวชั้นในที่นั่นจะมีเพียงเจ็ดสิบสองอสูรธรณีเท่านั้นที่สามารถเข้าไปได้ได้ยินมาว่าด้านในเต็มไปด้วยพลังวิญญาณฟ้าดินที่เข้มข้นหากได้ฝึกฝนในนั้นสักหนึ่งปี เทียบได้กับระยะเวลาสิบปีของภายนอก!”

        ฉินอวี่ตกใจอย่างมากฝึกฝนภายในนั้นหนึ่งปี เทียบเท่ากับสิบปีของภายนอกหรือ? เกรงว่าในเมืองเทียนโหมวคงไม่เพียงแต่จะเต็มไปด้วยพลังวิญญาณฟ้าดินเท่านั้นแต่น่าจะมีพลังวิญญาณเต๋าระดับสูงอีกด้วย!

        เมื่อทอดสายตาไปยังฝูงชนที่พลุกพล่านในเมืองเทียนโหมวชั้นนอกและมองไปยังส่วนของเมืองชั้นในที่เหมือนกับหมู่ภูเขาซึ่งอยู่ไกลออกไปสุดสายตาในใจของเขาก็ไม่อาจสงบนิ่งอยู่ได้เลยในเมืองเทียนโหมวชั้นในที่กว้างใหญ่แห่งนั้นจะมีผู้แข็งแกร่งหลบซ่อนอยู่อีกสักกี่คนกัน? หลายปีมานี้ เกรงว่าคงจะมีจำนวนที่น่ากลัวมาก ไม่ว่าจะตายแล้วหรือจะมีชีวิตอยู่!

        มิน่าล่ะเผ่าหยาจื้อที่เข้ามาในเหวลึกแห่งนี้ล้วนแต่ไม่มีใครได้กลับออกไปเลยพลังที่น่ากลัวเช่นนี้ หลังจากเข้าด้านในก็ยากที่จะออกไป!

        ฉินอวี่ยังคงรู้สึกอย่างคลุมเครือว่าดูเหมือนส่วนของต้าโหมวอันเงียบสงบได้รวบรวมพละกำลังอันแข็งแกร่งเอาไว้ตลอดเวลาและเตรียมพร้อมทำลายค่ายกลพลังเวทที่ถูกวางไว้โดยบรรพชนของหยาจื้อสิบสามฝ่าย

        เมื่อหลุดพ้นจากสิ่งกักขังไปได้ไม่เพียงแต่หยาจื้อสิบสามฝ่าย แม้แต่สำนักยุทธ์ว่าจ้ง หรือแดนคุ่นหลงซิงเฉินก็ล้วนแต่ต้องถูกโจมตีทั้งสิ้น

        “ช่วงเวลาอันวุ่นวายกำลังเริ่มต้นขึ้น” ฉินอวี่พึมพำกับตนเองแต่ก็รีบกำจัดความคิดที่มีในใจเช่นนี้ออกไป ภารกิจที่เร่งด่วนที่สุดในตอนนี้คือการหาวิธีเพื่อให้ได้เป็นเจ็ดสิบสองอสูรธรณี ไม่เช่นนั้นสามปีหลังจากนี้ก็คงเป็นช่วงเวลาแห่งความตายแล้ว

        “ไสหัวไป!”ขณะที่ฉินอวี่กำลังทอดสายตาออกไปมองเมืองเทียนโหมวชั้นในที่อยู่ไกลออกไปนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างกะทันหัน ส่วนหวังจงและหลิวเจ๋อที่อยู่ข้างๆฉินอวี่ก็ส่งเสียงกรีดร้องขึ้นมา ฉินอวี่รีบหันกลับไปภาพที่ปรากฏเข้ามาในสายตาของเขาคือโซ่สีดำขนาดใหญ่ที่กำลังส่องประกายแสงสีครามกำลังฟาดผ่านพื้นที่อากาศเข้ามาอย่างดุเดือด

        ดวงตาของฉินอวี่สั่นไหวเขายื่นมือทั้งสองข้างออกไปคว้าจับโซ่ที่กำลังพุ่งผ่านอากาศเข้ามาจึงไม่ทันระวังจนโซ่บาดผิวของมือทั้งสองจนเปิดออก ขาข้างขวาก้าวถอยหลังไปก้าวหนึ่งและกระชากโซ่ไปด้านหลัง ก่อนจะออกแรงดึงโซ่เข้ามาอย่างรุนแรง

        “โฮก!” อสูรร้ายตนหนึ่งส่งเสียงคำรามดังขึ้นมาอย่างดุร้าย

        ชายหนุ่มร่างกำยำที่นั่งอยู่บนอสูรร้ายไม่นึกมาก่อนเลยว่าจะเจอการตอบโต้ของฉินอวี่ร่างของเขาเอนตัวมาด้านหน้า และร่วงหล่นลงมาจากหลังของอสูรร้ายทันทีหลังจากลากตัวกลิ้งไปได้ครู่หนึ่ง เขาจึงรีบกระโดดขึ้นอย่างรวดเร็วและพูดอย่างโกรธเคือง “รนหาที่ตาย!”

        ฉินอวี่เมินเฉยจากนั้นจึงสะบัดโซ่ที่ดึงมาออกไปโดยตรงมุ่งไปทางชายหนุ่มคนนี้

        “อย่าเลย!” หวังจงส่งเสียงดังขึ้นมากะทันหัน ฉินอวี่ขมวดคิ้วขึ้นทันทีและดึงโซ่เส้นนั้นกลับเข้ามาทันที

        แต่ชายหนุ่มคนนี้กลับยังไม่ยอมรามือพุ่งเข้ามาพร้อมกับอสูรร้ายที่แข็งแกร่ง

        “ฮึ!” ฉินอวี่อุทานอย่างเย็นชาแก่นปราณที่หนาทึบก็ควบแน่นอยู่นอกร่างกายของเขา

        “ตูม!” ทันทีที่แก่นปราณปรากฏขึ้นก็ระเบิดออกทันทีเมื่อมองออกไปจึงพบกำปั้นขนาดใหญ่ ฉินอวี่ถือโซ่เอาไว้ในมือซ้ายปล่อยพลังออกจากมือขวาอย่างรุนแรง

        หมัดระเบิดฟ้า!

        หมัดอันหนักอึ้งจำนวนหกหมัดถูกชกออกไปอย่างต่อเนื่องแก่นปราณพลุ่งพล่านขึ้น หมัดต่อหมัดปะทะเข้าด้วยกันจนเกิดเป็นพลังพายุที่บ้าคลั่ง

        ร่างกายของชายหนุ่มคนนั้นถอยห่างออกไปหลายก้าวจ้องมองฉินอวี่ด้วยสีหน้าที่หวาดกลัว

        ฉินอวี่ก็ถอยหลังออกไปหลายก้าวมือขวาชาไปทั่วทั้งแขน จ้องตรงไปยังชายหนุ่มร่างกำยำอย่างเย็นชาและพูดอย่างเยือกเย็น “ยังคิดจะสู้อีกหรือไม่?”

        ชายหนุ่มคนนี้สูงเจ็ดฉื่อมีผมสีน้ำตาล ร่างกายแข็งแกร่งกล้ามเนื้อดูแข็งแกร่งจนเกือบสามารถมองเห็นได้ผ่านเสื้อผ้าสีน้ำตาลที่สวมใส่อยู่สิ่งที่ทำให้ฉินอวี่ต้องมองไปอีกเล็กน้อยคือดวงตาของชายหนุ่มคนนี้มีสีน้ำตาลทั้งสองข้าง นัยน์ตาเปล่งประกายแสงสีน้ำตาลทั่วทั้งตัวมองดูแล้วจึงคล้ายกับหมีสีน้ำตาลตัวหนึ่ง

        “เจ้าเป็นใคร!”ชายหนุ่มคนนี้มองไปทางฉินอวี่ด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึมและดูไม่แน่นอน พลางตะโกนออกไปอย่างฉุนเฉียวเขานึกไม่ถึงเลยว่าในเขตเมืองเทียนโหมวชั้นนอกจะมีชายหนุ่มเช่นนี้เข้ามาตอบโต้ตนเองและยิ่งนึกไม่ถึงว่าชายหนุ่มคนนี้ยังมีระดับการฝึกฝนขั้นกุมารทิพย์ระดับต้นแต่พลังของเขากลับสามารถโจมตีตนเองได้รุนแรงเช่นนี้

        อสูรร้ายที่อยู่เบื้องหลังจ้องตรงมาทางฉินอวี่และส่งเสียงคำรามดังออกมาแต่ในตาที่ดูเหี้ยมโหดคู่นั้น กลับแฝงไปด้วยความหวาดกลัวราวกับว่ามันสามารถสัมผัสได้ถึงพลังปราณของหยาจื้อและเสวียนอู่ที่อยู่ในร่างกายของฉินอวี่

        “พี่หลี่ คนผู้นี้สามารถขี่สัตว์อสูรอยู่ในเมืองเทียนโหมวชั้นนอกได้เช่นนี้เขาจะต้องมีสถานะที่เกี่ยวข้องกับโหวเหย่โดยตรงแน่นอน!” หวังจงรีบพูดขึ้นมาเพราะกังวลว่าฉินอวี่จะลงมือออกไปอีกและตอนนี้หวังจงก็ยังไม่ทันนึกถึงสถานะของฉินอวี่ ในมุมมองของเขา ทายาทสายตรงของโหวเหย่ย่อมมีสถานะสูงส่งแต่กลับลืมไปว่าในตอนนี้ฉินอวี่ก็เป็นอสูรอารักขาของชิงเยว่หวัง

        เมื่อชายหนุ่มได้ยินคำพูดของหวังจงการแสดงออกที่สง่างามบนใบหน้าก็เริ่มดูดุร้ายขึ้นในคำพูดของหวังจงเผยให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพวกเขามีสถานะเป็นเพียงคนธรรมดา

        ผู้ฝึกตนที่หยุดลงเพราะการประมือกันของฉินอวี่และชายหนุ่มต่างพากันส่ายหน้าและเดินจากไปในแดนต้าโหมวเทียนมีลำดับขั้นที่เข้มงวด สถานะนั้นบ่งบอกถึงพละกำลังคนธรรมดาคนหนึ่งกล้าต่อต้านลูกหลานของโหวเหย่นี่จึงเรียกว่ารนหาที่ตายอย่างไม่ต้องสงสัย

        และในขณะที่เดินไปกับชายหนุ่มผมสีน้ำตาลชายหนุ่มที่โหดเหี้ยมในชุดดำที่ขี่อยู่บนอสูรร้ายที่มีแผงขนสีทองทั่วทั้งตัวได้จ้องไปทางฉินอวี่และพูดเบาๆ “เจ้าไปรับโทษจากแส้ฟาดมังกรสักทีเถอะ สยงถู พวกเราไปกันเถอะ!”

        หวังจงและหลิวเจ๋อหน้าซีดขึ้นมาทันทีเห็นได้ชัดว่าพวกเขาแย่เข้าแล้ว พวกเขาเคยได้ยินชื่อเสียงของแส้ฆ่ามังกรมาก่อนได้ยินมาว่าเพียงฟาดไปครั้งเดียวก็สามารถสังหารผู้ฝึกตนขั้นกุมารทิพย์ได้เลยทีเดียวแม้ว่าฉินอวี่จะมีพละกำลังแข็งแกร่ง แต่หากถูกโซ่นี้ฟาดใส่สักครั้งต่อให้ไม่ตายก็คงพิการไปจนตาย

        ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลที่ชื่อสยงถูจ้องมองฉินอวี่และกระโดดขึ้นไปขี่บนอสูร พร้อมพูดอย่างเย็นชา “เอามานี่!”

        “หากอยากได้ ก็มาเอาเองสิ!” ฉินอวี่โบกมือขวาโซ่สีดำสนิทก็วกกลับขึ้นไปพันอยู่กับแขนของเขาทันที

        หวังจงและหลิวเจ๋อต่างอ้าปากค้างแม้แต่ผู้ฝึกตนที่อยู่รอบด้านต่างก็มองดูฉินอวี่พลางเลิกคิ้วขึ้นมองฉินอวี่ด้วยสายตาที่แปลกไปอย่างมากโดยไม่รู้ว่ากำลังชื่นชมหรือกำลังตำหนิว่าฉินอวี่ไม่รู้จักเจียมตัว

        ชายหนุ่มเหี้ยมโหดในชุดดำเหล่ตามองฉินอวี่ขมวดคิ้วขึ้นอย่างไม่ตั้งใจ และพูดอย่างเย็นชา “ต้องเจอแส้ฆ่ามังกรฟาดสักสามหน!”

        “แส้ฆ่ามังกรคืออะไร ทำไมเจ้าไม่ไปรับเองล่ะ?” ฉินอวี่พูดอย่างเรียบเฉยเขาสามารถเดาได้เลยว่าแส้ฆ่ามังกรที่พูดถึงนั้นจะต้องเป็นอาวุธที่ใช้ลงทัณฑ์ในแดนต้าโหมวเทียนแต่ฉินอวี่จะไปรับมันทำไมล่ะ? ขอเพียงชิงเยว่หวังเชื่อในสถานะของตนเองในแดนต้าโหมวเทียนฉินอวี่ก็ไม่เกรงกลัวต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับโหวเหย่ฉะนั้นจึงไม่มีอะไรต้องกลัวกับพวกลูกหลานของโหวเหย่

        “รนหาที่ตาย!” สยงถูตะคอกอย่างโกรธจัด กระโดดขึ้นไปในอากาศยกเท้าขวาย่างอย่างรวดเร็ว ราวกับรวบรวมขึ้นด้วยพลังทั้งหมดในร่างกาย เกิดลำแสงสีครามส่องประกายเจิดจ้าราวกับเปี่ยมไปด้วยพลังที่ตัดแยกผืนฟ้า ก่อนจะกดลงมาอย่างรุนแรง

        “อือ!” ฉินอวี่ส่งเสียงอย่างเยือกเย็น จากนั้นหอกศึกก็ปรากฏขึ้นในมืออสุนีลึกลับสายหนึ่งก็ถ่ายเทเข้าไปภายในหอกทันที หอกศึกเปลี่ยนรูปเป็นสายฟ้าที่กลืนกินอสุนีลึกลับ

        ขณะที่ฉินอวี่กำลังเตรียมโจมตีชายหนุ่มโหดเหี้ยมที่นั่งอยู่บนสัตว์อสูรขนสีทองก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปทันทีและพูดด้วยน้ำเสียงตกใจ “อสุนีลึกลับ? ช้าก่อนเจ้าเป็นคนของตระกูลเหลยแห่งตี้หวังหรือ?”

        ทันใดนั้นฉินอวี่ก็รู้สึกถึงพลังของมโนจิตจำนวนมากกำลังปกคลุมร่างกายของตนเองอยู่

        ผู้ฝึกตนที่มองดูอยู่จากรอบด้านต่างจ้องมองฉินอวี่อย่างหวาดกลัว

        แม้แต่สยงถูก็รีบระงับพลังการโจมตีของตนเองไว้ทันทีและมองฉินอวี่ด้วยความเหลือเชื่อเช่นกัน

        ตระกูลเหลยของตี้หวัง?

        ฉินอวี่ขมวดคิ้วแต่เขาก็พอจะดูออกจากชื่อที่พวกเขาพูดมา ตระกูลเหลยของตี้หวังนี้จะต้องเป็นหนึ่งในสองตระกูลของตี้หวังในอดีต แต่นึกไม่ถึงเลยว่าในส่วนที่หลงเหลือของจอมอสูรจะยังมีตระกูลที่สามารถควบคุมสายฟ้าได้หลงเหลืออยู่

        ฉินอวี่เหลือบมองชายหนุ่มที่โหดเหี้ยมคนนั้นอีกครั้งแต่กลับได้ยินสิ่งอันเยือกเย็นที่ดังขึ้นมาเหมือนเสียงฟ้าร้อง“ใครกล้ารังแกคนในตระกูลเหลยของข้า?”