ปี พ.ศ. 2562
่ปลายปี ผู้คนต่างออกเดินทาง บ้างท่องเที่ยวบ้างกลับภูมิลำเนา จนบริษัทเดินรถต้องมีการเพิ่มเที่ยว
มาโนชพลขับวัยกลางคนผู้คร่ำหวอดการขับรถมานับสิบปีกำลังเตรียมตัวทำงานเขาทักทายพนักงานต้อนรับในชุดเครื่องแบบของบริษัทที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดี
“คนครบหมดแล้ว ออกรถได้เลยจ้ะ” ชุลีพร หญิงสาวอายุน้อยกว่าเขาหลายปีแต่ได้ร่วมทางด้วยกันมาหลายหนจนรู้มือ และสนิทสนมกันดี
“เสร็จเที่ยวนี้จะได้อยู่กับลูกกับเมียเสียที”มาโนชกระดกเครื่องดื่มชูกำลังยี่ห้อประจำ “ชุล่ะได้ข่าวว่าจะแต่งงานแล้ว ดีใจด้วยนะ”
“ขอบใจจ้ะนี่ฉันก็ควงกะไม่ได้หยุดเลยจนแฟนจะมีชู้อยู่แล้ว”
“เป็สาวเป็นาง พูดอะไรอย่างนั้น” มาโนชเอ็ดอย่างไม่จริงจัง
“ฉันไปทำงานละ” ชุลีพรหัวเราะโบกกระดาษรายชื่อในมือก่อนเดินหายไปทางห้องโดยสารเพื่อทำการเสิร์ฟน้ำดื่มและของว่างให้กับคนในรถเธอจะยุ่งใน่ครึ่งชั่วโมงแรก จากนั้นก็จะเป็ผู้ช่วยคนขับ คอยดูทางไปในตัว
ผ่านไปไม่นาน หญิงสาวก็กลับมานั่งประจำที่ หน้านิ่วไม่พูดไม่จา
“มีอะไร” รุ่นพี่กระซิบถาม
“ผู้ชายที่นั่งเก้าอี้ D7 น่ะเอาแต่จ้องฉันตลอดเลย”
มาโนชเหลือบมองกระจกเล็กๆ เหนือหัวสำหรับสังเกตภายในห้องโดยสารมองหาที่นั่งดังว่า
“แล้วเขาทำอะไรอีกหรือเปล่า”
“เปล่าจ้ะ แค่มอง...” พนักงานต้อนรับถอนหายใจ“คงไม่มีอะไรหรอก ไม่รู้ทำไมขนลุกพิกล หนังตาก็กระตุกใจคอไม่ดีเลย”
“คิดมาก”
“ปีนี้ฉันเบญจเพสน่ะพี่นี่อีกสามวันก็พ้นวันเกิดแล้ว สาธุ...อย่าให้มีอะไรเลย” หญิงสาวยกมือไหว้ท่าทางเธอดูไม่สบายใจจริงๆ
“อย่าแช่งตัวเองสิ โบราณเขาถือนะจะเข้าทางหลวงแล้ว มันมืด ช่วยดูทางด้วย อ้อ...แล้วก็อย่าลืมที่พี่สอน”
“ห้ามหลับ...ฉันจำได้น่าพี่บอกเป็รอบที่ร้อยแล้ว”
คนขับรถหัวเราะ น่าแปลกที่ยังไม่ดึกมากแต่บนถนนกลับไม่มีรถร่วมทางสักคัน ประสาทััของเขาตึงเครียดจดจ่อกับทางที่คดเคี้ยว รถค่อยๆ ไต่ตามไหล่เขาอย่างระมัดระวัง
“พี่! ระวัง!” ชุลีพระโมาโนชถอนเท้าจากคันเร่งด้วยความใ แต่ยังมีสติพอที่จะไม่เบรกกะทันหัน
เงาจากป้ายบอกเส้นทางหลวงพาดผ่านหน้ารถ มาโนชใจเต้นแรงเหลือบมองทางที่ผ่านมาจากกระจกข้างบานใหญ่ หันขวับมาจ้องถนนเบื้องหน้าจนแน่ใจ
นอกจากรถโดยสารคันนี้ บนถนน...ไม่มีอะไรอย่างแน่นอน
“แต่เมื่อกี้ ฉันเห็น....” ชุลีพรหน้าถอดสี
“จุ๊ๆ อย่าทัก...เขาถือ”
ไม่ว่าหญิงสาวจะเห็นอะไรเมื่อครู่ เขาไม่้ารู้ในตอนนี้
มือที่กำพวงมาลัยชุ่มเหงื่อ มาโนชขับรถต่อไปชุลีพรที่ปกติจะคอยคุยให้ตื่นตัวก็เงียบไปด้วย บรรยากาศจึงตึงเครียดกว่าเดิมจนพอรถถึงปั๊มน้ำมันสำหรับจอดพักรถ คนขับก็ถึงกับถอนหายใจเฮือกใหญ่
มีเวลาจอดพักราวยี่สิบนาทีให้ผู้โดยสารลงไปทำธุระส่วนตัวชุลีพรขอตัวไปล้างหน้า จึงเหลือเพียงมาโนชเฝ้ารถตามลำพัง
มาโนชไม่สูบบุหรี่ จึงอาศัยเวลาพักเดินตรวจรอบรถเขาแหงนขึ้นไปบนห้องโดยสารที่เปิดไฟสว่างสะดุดตากับร่างร่างหนึ่งที่นั่งนิ่งอยู่เพียงลำพังในรถไม่ได้ลงไปยืดแข้งยืดขาเหมือนคนอื่น
คนขับรถกะด้วยสายตา ที่นั่งตรงนั้นคือที่นั่งริมทางเดิน D7
‘คนที่นั่งเก้าอี้ D7 แปลกๆจ้องฉันตลอดเลย’
คำพูดของชุลีพรย้อนกลับมาจนเขาเผลอจ้องผู้โดยสารคนนั้นนานพอที่จะทำให้คนที่ถูกมองหันขวับมาสบตาชายหนุ่มผิวขาวซีดหันแต่ใบหน้ามา ท่าทางแข็งทื่อน่าขนลุก
“อะไรวะเนี่ย” เขารีบหลบสายตาจ้ำอ้าวจะกลับขึ้นรถ แต่เ้ากรรมตอนนี้ประตูทางขึ้นด้านหน้ามีคนคนหนึ่งยืนดักหน้าเขาเอาไว้
“พี่คนขับใช่ไหม” เป็ชายหนุ่มที่นั่งD7 ยืนอยู่หน้าเขา สวมเสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงสีดำรูปร่างผอมซีด
“ค...ครับ ผู้โดยสารเชิญพักผ่อนได้ ยังพอมีเวลานะครับ”มาโนชหลีกทางให้ พอหันหลังก็ได้ยินเสียงลอยตามมา
“พี่...พี่เชื่อเื่ผีไหม”
จู่ๆ โดนถามแบบนี้กลางดึก ชายวัยกลางคนสะดุ้งโหยงรีบหัวเราะกลบเกลื่อน
“โอ๊ย...เชื่อสิครับจะมาถามหาเื่พวกนี้จากผมล่ะสิ คนสมัยนี้ชอบฟังกันจัง ถึงผมจะขับรถกลางคืนมานานแต่ดวงยังดี ไม่เคยเจอเื่แปลกๆ กับเขาหรอก ถามผิดคนแล้วล่ะ”
“อาจจะเจอแต่ไม่รู้บางครั้งเพื่อนร่วมทางเป็คนหรือผีก็แยกไม่ออกหรอก” ชายหนุ่มยิ้มเย็นะเื
มาโนชถามตัวเอง นี่เขาก้าวเท้าออกจากบ้านผิดข้างหรือไงถึงได้เจอแต่เื่แปลกๆ แบบนี้
“จะได้เวลาแล้ว ผมขอตัวนะครับ”
เขารีบตัดบท เลือกเดินอ้อมหัวรถไปเปิดประตูฝั่งคนขับผู้โดยสารคนอื่นเริ่มทยอยกลับขึ้นมา
“คนครบแล้ว ออกรถได้เลยจ้ะพี่...มีอะไรหรือเปล่า” ชุลีพรเห็นรุ่นพี่หันรีหันขวางก็อดสงสัยไม่ได้
“ผู้ชายที่นั่ง D7 แปลกอย่างที่เธอบอกจริงๆระวังไว้หน่อยนะ”
“D7!? ฉันบอกแบบนั้นเหรอ...B7 ต่างหากล่ะ” เธอพลิกกระดาษรายชื่อในมือ “D7 ไม่มีคนนั่ง เป็ที่ว่างนะพี่”
มาโนชกำลังจะออกรถชะงักในทันที ลุกจากที่นั่งชะโงกไปดูด้านหลัง
เก้าอี้ D7ว่างเปล่าเขามองหาอยู่นานก็ไม่เห็นใครมีหน้าตาเหมือนคนที่เพิ่งคุยด้วยเลยสักคน
“เวรละ” คนขับทรุดลงนั่งพนมมือไหว้พระ หันไปส่งสัญญาณกับเพื่อนร่วมทางให้เธอสงบปากอย่างรู้กัน
ในหมู่คนขับรถมักมีเื่เล่าของผู้โดยสารพิเศษที่ขอติดรถโดยสารมาด้วยไม่นึกเลยว่าจะเจอกับตัว
หลายชั่วโมงจากนั้นไม่มีใครปริปากชุลีพรก็ไม่ยอมลุกไปด้านหลังอย่างเด็ดขาด จนรถเข้าเขตกรุงเทพฯ ตอนเช้ามืดหญิงสาวก็ไม่รู้ว่าเผลอหลับไปตอนไหน
“ชุ...ไปปลุกผู้โดยสารได้แล้ว จะถึงแล้ว”มาโนชบิดคอไปมา
เห็นอีกคนยังนั่งเงียบ พอรถติดไฟแดงเขาจึงเอื้อมมือไปสะกิดให้เธอตื่น
“ชุ! เฮ้ย!!” คนขับร้องลั่นจนปลุกคนทั้งรถ
จะไม่ให้เขาใได้อย่างไร ในเมื่อคนที่นั่งอยู่ข้างในตอนนี้...ไม่มีหัว
มาโนชผงะหลังตัวติดกระจก อ้าปากค้าง
“อ๊ะ...นี่ฉันหลับไปนานแล้วหรือ...จะถึงแล้วนี่”ชุลีพรยังดูปกติทุกอย่าง สะบัดหน้าไล่ความงัวเงียตื่นขึ้น
“มะ...เมื่อกี้....” เสียงชายวัยกลางคนสั่นเครือ
ปี๊น!!
แตรรถคันหลังดังสนั่น มาโนชระงับอาการสวดมนต์ในใจก่อนตั้งหน้าตั้งตาขับต่อกระทั่งถึงท่ารถ
“ถึงเสียที” เป็ค่ำคืนที่ยาวนานที่สุดในชีวิตมาโนชฟุบหน้ากับพวงมาลัย คิดในใจว่าหยุดยาวครั้งนี้คงต้องตระเวนทำบุญครั้งใหญ่
“จริงสิ...ชุ” เขานึกขึ้นได้ว่าอย่างน้อยก็ควรเตือนเพื่อนร่วมงานให้ระวังตัวครั้นพอเงยขึ้นมา เธอก็ลงจากรถไปแล้ว
มาโนชตั้งใจจะตามหาจึงเดินเข้าห้องพักพนักงานวันนี้มีหลายคนล้อมวงคุยกันอย่างออกรสพอคนอื่นเห็นมาโนชเข้าไปในห้องก็รีบกวักมือเรียก
“โนช...รู้เื่หรือยัง” พนักงานขับรถาุโเห็นท่าทางเขายังไม่รู้อะไรก็ส่งโทรศัพท์มือถือให้ดู
บนหน้าจอคือภาพของรถโดยสารคันหนึ่งตกจากถนนกลิ้งลงเขาไปพังยับเยินเ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังลำเลียงร่างมาวางบนถนนเพื่อห่อผ้าขาววุ่นวายไปหมด
“เมื่อคืนวานรถเที่ยวกลับกรุงเทพฯ ตกเขาคนตายเยอะแยะเลย นี่นายขับกลับมาเส้นทางนั้นไม่เห็นอะไรบ้างหรือ”
ไอเย็นวาบไล่จากหลังขึ้นท้ายทอยทันที
“ขอฉันดูหน่อย” มาโนชกระชากมือถืออย่างแรงขยายรูปศพบนถนนซูมดูสิ่งที่เขาสังเกตเห็นเมื่อครู่
ภาพชายหนุ่มรูปร่างผอมซีดสวมเสื้อขาวกางเกงสีดำที่เปรอะชุ่มไปด้วยเื
“ขะ...เขา...ขึ้นรถฉันกลับมา...” เขาพูดเสียงสั่น
เพียงแค่นั้น คนทั้งห้องก็ล้อมเข้ามาฟังเื่ราวน่าขนลุกของมาโนชและได้ข้อสรุปว่า
“เขาคงอยากโดยสารรถกลับบ้าน...น่าสงสารถือว่าทำบุญนะพี่” แม่บ้านที่มายืนฟังด้วยลูบแขนไปมา “คนตายไกลบ้านเขาว่าิญญาจะเร่ร่อน ไม่รู้ว่าตาย”
“น่าสงสาร จะแต่งงานอยู่แล้วไม่น่ามาเกิดเื่แบบนี้เลย” พนักงานอีกคนพูดต่อ
สีหน้าคนฟังกระตุกทันทีเหลือบตาดูร่างใต้ผ้าขาวที่มีสีของกระโปรงชุดเครื่องแบบของบริษัทแลบออกมาขนก็พลันลุกเกรียวั้แ่หลังคอมายังแขน
“พนักงานต้อนรับบนรถที่คว่ำคือชุลีพรไงเห็นว่าขอแลกเวรเพราะอยากรีบกลับกรุงเทพฯอ้าว...แล้วนี่ใครแลกเวรกับชุกลับมาพร้อมพี่กันล่ะ แคล้วคลาดจริงๆ”
วินาทีนั้น มาโนชไม่สามารถจับใจความใดๆ ได้อีกมีเพียงเสียงเย็นเยือกที่เคยพูดกับเขา ก้องอยู่ในหัว
‘ผีกับคน...บางทีก็แยกกันไม่ออกหรอกนะ’