จิตรกรรมและอักษรของคนโบราณถือเป็นสิ่งเดียวกันทั้งสองอย่างล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกฝนจิตใจ หลี่จิ่งหนานอยู่ในฐานะองค์รัชทายาทย่อมได้รับการศึกษาในด้านนี้เช่นกัน แต่ก็ยังไม่ได้ถือว่าวาดได้ดี เพราะอย่างไรเขาก็ยังอายุแค่เก้าขวบ
แต่ว่า...
หลี่จิ่งหนานเหลือบมองหน้าบัตรในมือหวาชิงเสวี่ยบนนั้นมีเส้นดำหลายเส้นที่วาดเป็นรูปร่างประหลาด ดูเหมือนหน้ายิ้มแต่ก็เหมือนหน้าร้องไห้ฮ่องเต้น้อยมีความมั่นใจขึ้นมาทันที เขาเลิกคิ้วแล้วพูดว่า “พอใช้ได้”
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกว่าคุ้นเคยกับท่าทางแบบนี้มากจึงยิ้มตาม “ดี ถ้าอย่างนั้นเจ้ามาวาดสิ ข้าจะบอกว่าต้องวาดอะไรบ้าง”
คนทั้งสองสาละวนอยู่กับความสนุกในการทำสิ่งนี้จนลืมเวลา
เสี่ยวโต้วจื่อมองท้องฟ้าด้านนอกเมื่อหันมามองหลี่จิ่งหนานแล้วก็พูดไม่ออกบอกไม่ถูก
กระดานเกมเศรษฐีวาดเป็นตารางเสร็จเรียบร้อยแล้วหลี่จิ่งหนานเพียงแค่วาดรูปตามที่หวาชิงเสวี่ยบอกลงบนตาราง รวมถึงบนบัตรโอกาสและบัตรดวงชะตาที่เหลือแค่วาดรูป
เสี่ยวโต้วจื่อเองก็ไม่ได้ว่างงานเขาถูกใช้ให้ไปขัดตัวหมากไม้
หลี่จิ่งหนานชอบสิ่งแปลกใหม่เหล่านี้มากจึงสาละวนอยู่กับมันอย่างกระตือรือร้น
หวาชิงเสวี่ยกับเขาช่วยกันทำกระดานเกมไปพลางอธิบายกติกาของเกมเศรษฐีไปพลาง หากจะอธิบายรายละเอียดของเกมนี้คงจะยุ่งยากสับสนสู้ลองเล่นจริงๆสักครั้งน่าจะเข้าใจได้ง่ายกว่า
แต่ว่าเกมเศรษฐีไม่ใช่เกมเรียงห้าที่จะตัดสินผลแพ้ชนะได้โดยเร็วหากจะเล่นจริงๆ คงต้องใช้เวลาถึงค่ำแน่นอน
หวาชิงเสวี่ยเห็นท้องฟ้าข้างนอกเริ่มมืดลงแล้วจึงลูบท้องของตนเอง วันนี้นางวุ่นอยู่กับการทำกระดานเกม ยังไม่ได้กินข้าวดีๆ เลย
“ถ้าอย่างนั้นเจ้ากลับวังไปก่อนเถอะอย่างไรก็ทำเสร็จหมดแล้ว พรุ่งนี้ค่อยมาเล่นกัน” หวาชิงเสวี่ยกล่าว
“อุตส่าห์ทำจนเสร็จแล้วเล่นสักตาก่อนกลับเถอะ” หลี่จิ่งหนานทำหน้างอเหมือนไม่ค่อยพอใจ “หลังจากกลับไปแล้วก็ไม่รู้ว่าจะได้ออกมาอีกเมื่อใด”
หวาชิงเสวี่ยเห็นใจที่เขาต้องถูกจำกัดให้อยู่ในวังทุกวันจึงใจอ่อน กำลังจะเอ่ยปากตอบตกลง แต่เสี่ยวโต้วจื่อกลับพูดแทรกขึ้นมาว่า “ฝ่าบาท ข้ารับใช้ที่ทำความผิดยังรอให้พระองค์กลับไปตัดสินโทษหากกลับไปช้าเกินกว่านี้ เกรงว่าจะเกิดเรื่อง...”
หลี่จิ่งหนานทำหน้าเย็นชาแล้วกล่าวด้วยความโมโห “แค่ทาสรับใช้! ใครใช้ให้เจ้าปากมาก?!”
หวาชิงเสวี่ยตกใจกับการเปลี่ยนสีหน้าของหลี่จิ่งหนานนางอึ้งไปครู่ใหญ่ถึงพูดว่า “...ทำไมต้องพูดกับเสี่ยวโต้วจื่อแบบนั้น เขาหวังดีกับเจ้านะ”
สีหน้าของหลี่จิ่งหนานกลับมาเป็นปกติแล้วเขาทำท่าทางดื้อรั้นไม่ฟังใคร “ไม่มีอะไร ข้าแค่รำคาญที่เขาชอบพูดมากก็เท่านั้น”
เสี่ยวโต้วจื่อเหลือบมองหวาชิงเสวี่ยแล้วกล่าวด้วยความกล้าว่า “ฝ่าบาท หากเรื่องลงโทษข้ารับใช้ถูกไทเฮาทราบเข้า...”
ยังพูดไม่ทันจบ หลี่จิ่งหนานก็ยกเท้าถีบลงไปที่อกของขันทีประจำกาย!แล้วตวาดด้วยความโกรธว่า “หุบปาก!”
“เสี่ยวโต้วจื่อ!” หวาชิงเสวี่ยร้องออกมาด้วยความตกใจ
นางรีบวิ่งเข้าไปพยุงเสี่ยวโต้วจื่อที่นอนอยู่กับพื้นเสี่ยวโต้วจื่อกลับปัดมือนางออก แล้วรีบคุกเข่าลงกับพื้น หวาดกลัวจนตัวสั่นเทา “ขอฝ่าบาททรงโปรดระงับโทสะ!ขอฝ่าบาททรงโปรดระงับโทสะ!”
หวาชิงเสวี่ยจะพยุงเขาอยู่สองครั้งก็ไม่เป็นผลจึงหันไปมองหลี่จิ่งหนาน “เจ้ารีบบอกให้เขาลุกขึ้นมาสิ!”
“ให้คุกเข่าอยู่อย่างนั้นแหละ!”หลี่จิ่งหนานน้ำเสียงแข็งกร้าว กล่าววาจาอันโหดร้าย “คิดว่าข้าไม่รู้หรือไรว่าเขาคิดอะไรอยู่อยากจะอาศัยช่วงที่เจ้าอยู่ตรงนี้ ขอความเห็นใจให้กับพวกโง่พวกนั้น เสี่ยวโต้วจื่อเจ้าว่าจริงหรือไม่?!”
ใบหน้าของเสี่ยวโต้วจื่อซีดเผือดเขาหมอบแทบเท้าและตัวสั่นไม่หยุด “ขอฝ่าบาทโปรดประทานอภัย...”
หวาชิงเสวี่ยขมวดคิ้วแล้วถาม“เกิดอะไรขึ้นกันแน่?!”
หลี่จิ่งหนานหัวเราะเหยียดหยาม“ไม่มีอะไร แค่ข้าอารมณ์ไม่ดี ลงโทษคนในวังไปก็เท่านั้น เขาน่ะใจอ่อน เห็นใครก็อยากช่วยเหลือแต่ไม่เคยคิดบ้างเลยว่าคนพวกนั้นเคยทำอะไรกับเขามาก่อน! ช่างไร้ประโยชน์จริงๆ!”
พูดจบก็ยิ่งรู้สึกโกรธจึงถีบเสี่ยวโต้วจื่อซ้ำอีกสองครั้ง
หวาชิงเสวี่ยไม่ได้รู้จักเสี่ยวโต้วจื่อมากนักเพียงแต่เสี่ยวโต้วจื่อมักจะอยู่ข้างกายหลี่จิ่งหนานเสมอ นางจึงคุ้นเคยกับเขาบ้าง
ปกติเสี่ยวโต้วจื่อไม่ค่อยพูดอะไรหลี่จิ่งหนานให้เขาทำอะไรเขาก็ทำตาม บางครั้งหลี่จิ่งหนานอารมณ์ไม่ดี ก็จะระบายอารมณ์กับเขาโดยการตีหรือด่าเป็นเรื่องปกติ แต่ก็ไม่ได้รุนแรงเกินไป อย่างมากก็แค่เอาพู่กันตีหัวนางจึงไม่เคยพูดอะไร
แต่ครั้งนี้หลี่จิ่งหนานทำเกินไปมากถีบเข้าไปที่อกคนอื่นเชียวนะ!
หวาชิงเสวี่ยจ้องมองหลี่จิ่งหนานแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“หากเป็นแค่การลงโทษธรรมดา เสี่ยวโต้วจื่อคงไม่เป็นแบบนี้ เป็นเรื่องที่ร้ายแรงมากเลยสินะ!”
หลี่จิ่งหนานอารมณ์เสียขึ้นมาแล้วจึงเถียงกลับ “ข้าเป็นถึงฮ่องเต้ จะลงโทษพวกเขาบ้างไม่ได้หรือ?!”
หวาชิงเสวี่ยเม้มริมฝีปากเงียบไปครู่หนึ่งแล้วจึงถามหลี่จิ่งหนาน “พวกเขาทำความผิดอะไร?”
“พวกเขาทำกระจกแตก สมควรตายเพื่อชดใช้!”เมื่อพูดถึงเรื่องนี้หลี่จิ่งหนานก็นึกโกรธขึ้นมา นี่เป็นกระจกที่เขาเตรียมไว้แสดงให้ทูตจากแคว้นต้าเหลียวดูเลยนะ!ข้ารับใช้ชั้นต่ำพวกนั้นกลับทำมันแตกเสียได้!
หวาชิงเสวี่ยจ้องมองอย่างไม่เชื่อสายตา“แค่ทำกระจกแตก...เจ้าก็จะให้พวกเขาตาย?”
หลี่จิ่งหนานตอบกลับเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา“ถ้าอย่างนั้นจะเก็บเขาไว้ทำไม? ต้องลงโทษสถานหนักเพื่อไม่ให้คนอื่นเอาอย่างสิ!”
“เจ้า...เจ้า...” หวาชิงเสวี่ยโมโหจนแทบพูดไม่ออก
ด้านหลังกระจกนั้นเป็นทองคำและเงินที่ประดับไว้จึงไม่น่าจะแตกหักได้ ส่วนที่แตกน่าจะเป็นแค่ผิวกระจกเท่านั้น แม้สิ่งของชิ้นนี้ดูเหมือนจะแปลกและล้ำค่าในตอนนี้แต่ถ้าไม่นับมูลค่าของที่ประดับอยู่ด้านหลัง ของสิ่งนี้อาจจะมีราคาน้อยกว่าครึ่งตำลึงเงินเสียด้วยซ้ำ!
เพียงเพราะสิ่งของราคาไม่ถึงครึ่งตำลึงหลี่จิ่งหนานกลับใจร้ายถึงเพียงนี้!
“เจ้าทำเกินไปแล้ว!”หวาชิงเสวี่ยกล่าวด้วยความโมโห “นี่มันจะต่างอะไรกับการเห็นชีวิตคนเป็นผักปลา?!”
หลี่จิ่งหนานเห็นว่านางก็โกรธเขาด้วยจึงรู้สึกหงุดหงิด“ข้าไม่ได้จะเอาชีวิตของเขาเสียหน่อย แค่จะโบยห้าสิบทีแล้วตัดนิ้วก็เท่านั้น...”
หวาชิงเสวี่ยได้ยินดังนั้นก็โกรธจนเลือดลมสูบฉีดเวียนหัวเหมือนจะหน้ามืด!
หากฟู่ถิงเย่จะโบยทหารใต้สังกัดของเขาห้าสิบทีนางก็คงไม่ว่าอะไร เพราะทหารในค่ายล้วนแข็งแรงทนทาน! แต่ขันทีในวังพวกนั้นเล่า...ร่างกายไม่ได้แข็งแรงไปกว่าสตรีเลยสักนิดโดนโบยห้าสิบที จะไม่ถึงตายเลยหรือ?! ยิ่งไปกว่านั้นหลี่จิ่งหนานยังจะตัดนิ้วของพวกเขาอีก!
หวาชิงเสวี่ยโกรธหลี่จิ่งหนานจนแทบคลั่ง!นางจึงพลั้งปากตะโกนออกมา “เจ้าเป็นฮ่องเต้แบบนี้ได้อย่างไร?!ตอนนั้นเจ้าบอกข้าว่าอย่างไร? เจ้าบอกว่าจะต้องเป็นฮ่องเต้ที่ดี!”
ใบหน้าของหลี่จิ่งหนานแข็งทื่อเล็กน้อยและจ้องมองนางอย่างเย็นชา “ทำไม เจ้าก็อยากสอนข้าว่าต้องเป็นฮ่องเต้อย่างไรเหมือนกันหรือ?”
“ทั้งๆ ที่มีวิธีมากมายที่ใช้แก้ไขปัญหาได้ทำไมเจ้าจะต้องให้พวกเขาตายให้ได้?! ยังจะตัดนิ้วอีก!เจ้า เจ้าไปเรียนสิ่งนี้มาจากที่ใด?! เจ้าทำเกินไปแล้ว! ทำเกินไปแล้วจริงๆ!”หวาชิงเสวี่ยพูดติดๆ ขัดๆ แทบจับใจความไม่ได้ นางพยายามนึกหาคำที่เหมาะสมมาสั่งสอนหลี่จิ่งหนานแต่ก็คิดไม่ออก!
หลี่จิ่งหนานตั้งใจว่าจะมาที่นี่เพื่อผ่อนคลายอารมณ์แต่ไม่คิดว่าหวาชิงเสวี่ยจะทะเลาะกับตนเช่นนี้ จึงอารมณ์เสียมากเช่นกัน!
“ที่ข้าลงโทษเขาก็เพื่อเจ้า!เขาทำกระจกของเจ้าแตก! เจ้ากลับมาว่าข้า!”
“แต่ข้าไม่ได้บอกให้เจ้าโบยเขาให้ตาย!แถมยังไม่ได้บอกให้เจ้าไปตัดนิ้วของคนอื่นด้วย!”
หน้าอกของหวาชิงเสวี่ยกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรงแก้มของนางแดงก่ำเพราะความโกรธ นางมองไปยังหลี่จิ่งหนานที่ไม่มีทีท่าว่าจะสำนึกผิดเลยสักนิดนางทั้งโกรธทั้งเสียใจ! “เจ้าเป็นเช่นนี้ พอใจก็ประทานบ้านพักหลังใหญ่ให้ ไม่พอใจก็ตัดนิ้วช่างโหดร้ายไร้เหตุผลยิ่งนัก! หากวันใดวันหนึ่งข้าทำให้เจ้าไม่พอใจ เจ้าก็จะตัดนิ้วของข้าด้วยใช่หรือไม่?!”
“โหดร้าย?...เจ้าคิดว่าข้าเป็นทรราชหรือ?” ดวงตาของหลี่จิ่งหนานแดงก่ำมือน้อยๆ กำหมัดแน่น
หวาชิงเสวี่ยเม้มปากตอบ“อย่างน้อยกษัตริย์ผู้ทรงธรรมก็ย่อมไม่เอาชีวิตคนเพียงเพราะกระจกบานเดียว!”
หลี่จิ่งหนานทรงกริ้วจนตัวสั่นอยากจะตะโกนออกมา! แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไร เขาถีบเสี่ยวโต้วจื่อที่ยืนอึ้งตาค้าง“ยืนบื้ออยู่ทำไม?! กลับวัง!”
พูดจบก็หมุนตัวออกไปทันที!
เสี่ยวโต้วจื่อรีบลนลานลุกขึ้นก่อนจะเร่งฝีเท้าตามไป
หวาชิงเสวี่ยจ้องมองคนทั้งสองจากไปแล้วมองไปที่กระดานเกมเศรษฐีที่ทำเสร็จไปแล้ว จากนั้นก็ผลักมันออกไปด้วยความโมโห!
...
ในตอนเย็นฟู่ถิงเย่มาหาหวาชิงเสวี่ยนางจึงบอกกับฟู่ถิงเย่ว่าตนทะเลาะกับฮ่องเต้น้อย
“พวกเราทะเลาะกันแล้ว”นางกล่าว ภายในใจก็ยังโกรธไม่หาย โมโหมากจนกินอะไรไม่ลง
ฟู่ถิงเย่เองก็ไม่รู้ว่าตนต้องรู้สึกอย่างไรหลังจากที่รู้ข่าวนี้ ดันรู้สึกดีใจขึ้นมานิดๆ เสียอย่างนั้น...เป็นความรู้สึกที่ซับซ้อนจริงๆ
เขาพาหวาชิงเสวี่ยออกไปกินข้าวหลังจากที่นางกินอิ่มแล้ว อารมณ์ของนางก็เริ่มสงบลงเล็กน้อย
เมื่อนึกถึงคำพูดรุนแรงตอนที่ทะเลาะกันนางก็อดเป็นห่วงไม่ได้
“ข้าตำหนิเขาแบบนั้นเขาจะโกรธแล้วตัดหัวข้าหรือไม่?” หวาชิงเสวี่ยพึมพำออกมา
ฟู่ถิงเย่กำลังคีบผักให้นางเมื่อได้ยินคำพูดนั้น มุมปากของเขาก็ยกขึ้น “เขาไม่มีอำนาจทำเช่นนั้น”
ถึงแม้หลี่จิ่งหนานจะเป็นฮ่องเต้แต่จริงๆ แล้วไม่มีอำนาจอะไรเลย ในเรื่องกิจการภายในนั้น ถูกท่านอัครมหาเสนาบดีและหนิงอ๋องเข้ายึดอำนาจไปแล้วส่วนในเรื่องการทหาร อำนาจนั้นอยู่ในมือฟู่ถิงเย่ หากฟู่ถิงเย่อยากปกป้องใครก็ทำได้แม้ว่าหลี่จิ่งหนานจะเป็นฮ่องเต้ก็ทำอะไรเขาไม่ได้หรอก
หวาชิงเสวี่ยได้ยินฟู่ถิงเย่ประเมินหลี่จิ่งหนานแบบนี้ในใจก็ไม่สบายใจ จึงอดไม่ได้ที่จะพูดว่า “พวกท่านอย่าเอาแต่ดูถูกเขาเช่นนั้น ให้เขานั่งบนตำแหน่งนั้นแล้วแต่ก็ไม่ให้ความเคารพที่สมควรแก่เขา ทำเช่นนี้ไม่รับผิดชอบเอาเสียเลย หากปล่อยให้เขามีอุปนิสัยที่ผิดแปลกไปต่อไปหากเขากลายเป็นฮ่องเต้ที่วิปริตขึ้นมา จะทำอย่างไร?”
ฟู่ถิงเย่ถึงกับพูดไม่ออก“เมื่อครู่เจ้ายังกังวลว่าเขาจะตัดหัวของเจ้าอยู่เลย ตอนนี้เจ้ากลับมาพูดปกป้องเขาเสียแล้ว”
“ข้าก็แค่พูดไปแบบนั้นเองเขาไม่ตัดหัวข้าหรอก” หวาชิงเสวี่ยตอบกลับอย่างมั่นใจ
ฟู่ถิงเย่คีบผักใส่ชามของนางแล้วกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ“กินข้าวเถอะ อย่าห่วงเรื่องของเขาเลย นั่นเป็นชีวิตของเขา เขาอยากเป็นอย่างไร อยากจะเติบโตเป็นคนแบบไหนมันเกี่ยวอะไรกับเรา? เราไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบการเติบโตของเขาเสียหน่อย”
เขาไม่ใช่พ่อของฮ่องเต้นะ
“ต่อให้เขาเติบโตมาผิดๆก็ไม่ได้มีอะไรเสียหาย แค่เปลี่ยนคนที่นั่งอยู่ในตำแหน่งนั้นก็สิ้นเรื่อง” ฟู่ถิงเย่กล่าวออกมาเสียงเรียบ
หวาชิงเสวี่ยนึกถึงหนิงอ๋องขึ้นมาทันที
ถึงแม้นางจะไม่เคยเจอหน้าชายผู้นั้นมาก่อนแต่คนที่จะก่อเรื่องทันทีหลังจากที่พี่ชายแท้ๆ ตาย ไม่สนใจว่าหลานชายจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรหวังจะขึ้นครองบัลลังก์เสียเอง—คนเช่นนี้ในสมองของนางก็จินตนาการไปแล้วว่าเป็นคนที่มีแต่ความคดโกงและน่ารังเกียจ
คงไม่ใช่ฮ่องเต้ที่ดีแน่นอน
“ไว้เขามาหาข้าครั้งหน้าข้าจะพูดกับเขาดีๆ อีกรอบ” หวาชิงเสวี่ยกลืนอาหารลงคอ แล้วกล่าวออกมาอย่างหนักแน่น
นางยังเชื่อเสมอว่าพื้นเพนิสัยเดิมของหลี่จิ่งหนานเป็นคนดีเขาก็แค่สูญเสียพ่อไปอย่างกะทันหัน แถมยังต้องมาอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้จึงหลงทางไป
ฟู่ถิงเย่ได้ยินดังนั้นกลับหัวเราะออกมา
ตำหนินางไปขนาดนั้นแล้วหากหลี่จิ่งหนานยังยอมมาหาหวาชิงเสวี่ยอีก ก็คงจะ...เสียศักดิ์ศรีเกินไปกระมัง?