1.1
ผู้คนใต้หล้าล้วนรู้ดีว่า ยามนี้แผ่นดินสิ้นราชัน
เสียงร่ำไห้ของเหล่าสนมและนางกำนัลดังระงมไปทั่ววังหลัง ร้องประหนึ่งผืนโลกาแห่งนี้กำลังจะดับสูญ แต่มิอาจมีผู้ใดล่วงรู้ได้ว่า น้ำตาแห่งความโศกศัลย์ที่แสดงออกมาปานใจจะขาดเช่นนี้ แท้จริงแล้วพวกนางหลั่งออกมาเพื่อใคร
เพื่อฮ่องเต้หรือ? ถ้าเป็เยี่ยงนั้นก็นับเป็เื่ที่ดี อย่างน้อยๆ พวกนางก็ยังมีจิตคิดภักดีต่อฮ่องเต้ผู้วายชนม์อยู่บ้าง แต่จะมีสักกี่คนกันเชียวที่คิดเช่นนั้น บางทีน้ำตานั่น พวกนางคงกำลังหลั่งให้แก่ชีวิตที่อับเฉาของตนเองก็อาจเป็ได้
ความตายของราชันที่อยู่ในโลงทองคำ กำลังจะพรากชีวิตของพวกนางไป อีกไม่กี่ชั่วยามชีวิตน้อยๆ ที่ไร้ค่าของพวกนางกำลังจะถูกฝังทั้งเป็ไปพร้อมร่างที่ไร้ิญญาของฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่ แม้จะดูเป็เื่ที่โหดร้ายทารุณยิ่งนัก แต่มันเป็ธรรมเนียมที่สืบทอดกันมาแต่โบราณกาล ไม่ว่าจะเป็บ่าวหรือนาย ก็ไม่อาจเลี่ยงความตายอันทรงเกียรตินี้ได้
ฮัวกุ้ยเฟย พระสนมเอกคนโปรดของราชันผู้วายชนม์ ก็ได้ถูกประทานความตายที่แสนจะน่าชังนั้น นางประทับอยู่ในตำหนักหยางกง สวมใส่อาภรณ์สีขาวไว้ทุกข์ ใบหน้างามราวหยกนั้นราบเรียบ แววตาคู่งามเ็าดุจน้ำแข็ง น้ำตาที่ควรหลั่งรินให้แก่อดีตฮ่องเต้ ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยได้ชื่อว่าเป็คู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขของพระนาง ทว่ากลับไม่มีให้เห็นเลยแม้แต่หยดเดียว
ชาติกำเนิดของฮัวกุ้ยเฟย เดิมทีเป็เพียงแค่หญิงสาวชาวบ้านสามัญชนธรรมดา มีนามว่า ‘มู่อิง’ รูปโฉมสะคราญปานเทพธิดาหม่ากู่บนสรวง์ เสียงร่ำลือถึงความงามของมู่อิงได้แพร่สะพัดไปทั่วหล้า ไม่เว้นแม้แต่ฮ่องเต้
แม้ฮัวกุ้ยเฟยจะมีรูปโฉมงดงามคล้ายเทพธิดา แต่พระนางกลับได้สมญานามว่า ‘ปีศาจร้ายแห่งแคว้นมู่’ ใจคอเหี้ยมโหด ไร้ความเมตตาปรานี กว่าที่พระนางจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งฮัวกุ้ยเฟย ต้องเหยียบศพศัตรูขึ้นมาศพแล้วศพเล่า เหล่าบรรดาพระสนม และบรรดาขุนนางที่ภักดี ที่หาญกล้าขวางทางเส้นทางบัลลังก์หงส์ของพระนาง ล้วนทุกคนต้องจบชีวิตอย่างน่าอนาถ
แต่แล้วความตายของฮ่องเต้ ก็กระชากฮัวกุ้ยเฟยให้ร่วงหล่นลงมาจากบัลลังก์หงส์ เพราะพระนางไร้ซึ่งโอรสธิดาไว้คอยค้ำจุนชีวิต เพราะตามธรรมเนียมในการฝังพระศพได้จารึกอักษรไว้ว่า ‘หากสนมผู้ใดไร้ซึ่งทายาท ให้นำไปฝังไปพร้อมพระศพของฮ่องเต้’ ด้วยเหตุนี้ พระนางจึงถูกคนของฝ่ายฮองเฮาลี่หัว ใช้ธรรมเนียมปฏิบัติที่ว่านี้ กำจัดพระนาง
ความตายกำลังจะมาเยือนฮัวกุ้ยเฟยอยู่ทุกๆ โมงยาม แต่พระนางกลับไม่มีทีท่าที่จะหวาดกลัวอยู่เลย ณ ยามนี้ ฮัวกุ้ยเฟยนั่งดื่มน้ำชาพลางชมผ้าแพรไหมอย่างใจเย็นในตำหนักหยางกง ข้างกายพระนาง มีอาจือข้ารับใช้คนสนิทกำลังยืนคอยรินน้ำชาด้วยท่าทางที่หวาดกลัว
“อาจือ เ้าว่าผ้าแพรผืนนี้สีสวยไหม?” ฮัวกุ้ยเฟยเอ่ยปากถามอาจือ โดยที่สายตาไม่ได้จดจ้องผู้ที่ถูกถามเลยแม้แต่คราเดียว
อาจือสะดุ้งเมื่อถูกถาม สีหน้าเปลี่ยนเป็ตื่นตระหนกในฉับพลัน แม้จะเป็แค่คำถามง่ายๆ แต่อาจือกลับลังเลที่จะตอบออกไปในทันที ในใจสาวใช้กลับรู้สึกกลัวนายหญิงของตนเอง เพราะฮัวกุ้ยเฟยเป็คนที่คาดเดาจิตใจได้ยาก ปกครองวังหลังด้วยความกลัว หากแม้นเอ่ยคำตอบที่ไม่ถูกใจออกไป แผ่นหลังอันบอบบางของนางได้กลายเป็ริ้วเพราะถูกโบยเป็แน่
“สะสะ...สวย เพคะ” อาจือตอบด้วยเสียงที่สั่นเครือ
“ข้าเชื่อเ้า” ฮัวกุ้ยเฟยเผยรอยยิ้มอย่างพอใจ แล้วถามอาจือต่อไปว่า “โหรหลวงสำนักได้ดูฤกษ์เคลื่อนย้ายพระศพฮ่องเต้แล้วหรือยัง?”
อาจือก้มหน้าตอบ “ฤกษ์เคลื่อนย้ายพระศพ อีกสามวันเพคะ”
“สามวันนั้นหรือ?” พูดจบฮัวกุ้ยเฟยก็โยนผ้าแพรผืนงามให้แก่อาจือ “นำผ้าแพรผืนนี้ไปปักลายวิหคเฟิ่งหวง เสร็จแล้วเ้าก็สั่งให้คนเอาผ้าผืนนี้ไปประดับรถม้าที่จะพาข้าไปยังสุสานหลวง”
“หม่อมฉันไม่กล้า” อาจือหมอบลงไปกับพื้น “นกเฟิ่งหวงคือสัญลักษณ์อันเป็มงคล มิควรจะนำไปใช้ในงานอวมงคลเช่นนี้เพคะ”
“อาจือ พี่ชายเ้าสบายดีใช่ไหม?”
อาจือรู้สึกหนาวะเืไปทั่วสันหลัง เมื่อจู่ๆ ฮัวกุ้ยเฟยเอ่ยถามถึงพี่ชายของตนขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ นางเงยหน้ามองฮัวกุ้ยเฟย แล้วตอบกลับไปอย่างกล้าๆ กลัวๆ “พี่ชายหม่อมฉัน สบายดีเพคะ”
“สบายดีนั้นหรือ? แต่ทำไมข้าได้ยินมาว่า พี่ชายของเ้าตอนนี้กำลังป่วยหนักอยู่” ฮัวกุ้ยเฟยมองไปที่อาจือ ริมฝีปากของพระนางเผยยิ้มที่ชวนขนลุก
อาจือใจหายวาบ ไม่นึกมาก่อนเลยว่าฮัวกุ้ยเฟยจะรู้เื่อาการป่วยของพี่ชายตน “รบกวนพระสนมเอกแล้ว พี่ชายของหม่อมฉันไม่ได้เป็อะไรมากหรอกเพคะ กินยาสักสองสามวันก็หายดีแล้ว”
“ถ้าเ้าพูดออกมาเช่นนั้น ข้าก็ค่อยเบาใจหน่อย” ฮัวกุ้ยเฟยยกจอกน้ำชาขึ้นมาดื่ม สายตาคู่งามมองหน้าอาจือ อย่างมีนัย “ถ้าพี่ชายของเ้าเป็อะไรขึ้นมาก็น่าเห็นใจยิ่งนัก ข้าก็หวั่นใจกลัวคนในตระกูลของเ้าก็ไร้ผู้สืบสกุลขึ้นมา”
ในฉับพลันนั้นร่างกายของอาจือก็สั่นสะท้านไปด้วยความหวาดกลัว นางรู้ซึ้งเข้าใจถึงความหมายที่ฮัวกุ้ยเฟย บอกกับนางทั้งหมด มันไม่ใช่ถ้อยคำที่แสดงถึงความห่วงใยหรือหวังดีต่อพี่ชายของนางเลยแม้แต่น้อยนิด แต่มันเป็ถ้อยคำที่เตือนนางว่า ถ้าไม่อยากสิ้นตระกูล อย่าได้ริอ่านขัดคำสั่งของฮัวกุ้ยเฟยผู้นี้
“ไว้ชีวิตพี่ชายหม่อมฉันด้วยเพคะ” อาจือยังอยู่ในท่าหมอบ เอาหัวโขกพื้นจนเืไหลเต็มหน้าผาก “หม่อมฉันจะทำตามที่พระสนมเอกบอกทุกอย่างเลยเพคะ”
ฮัวกุ้ยเฟยคลี่ยิ้ม ไม่กล่าวอะไรออกไปอีก พระนางกลับมานั่งชมผ้าแพรไหมอีกผืนที่อยู่ในหีบเก็บอาภรณ์
อาจือรู้ดีว่าควรทำอะไรต่อไป รีบลุกขึ้นแล้วรีบหอบผ้าแพรผืนงามไปทำตามคำสั่งที่ได้รับ ด้วยหน้าผากที่โชกชุ่มไปด้วยเื