ภายในร้านอาหารชั้นยอดของหอการค้าหมื่นมหาสมุทร ที่ซึ่งแม้แต่คนระดับสูงหรือจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ก็ต้องจองล่วงหน้าหลายปี เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นพร้อมกับเสียงเพลงพิณวิญญาณที่ล่องลอยอยู่กลางอากาศ กลิ่นหอมของอาหารระดับจักรพรรดิลอยวนไปทั่วพื้นที่
ที่โต๊ะส่วนตัวสุดหรูใจกลางห้องจัดเลี้ยง กลุ่มคนห้าคนนั่งล้อมโต๊ะพูดคุยและดื่มกินกันอย่างเป็นกันเอง สายตาของชายทั้งสี่ที่นั่งรายล้อมอยู่รอบโต๊ะนั้น กลับพุ่งไปยังหญิงสาวเพียงคนเดียวที่นั่งอยู่ ราวกับโลกนี้ไม่มีอะไรน่าสนใจไปกว่านางอีกแล้ว ใบหน้าของหญิงสาวนั้นงดงามราวสวรรค์สรรค์สร้าง แต่น่าแปลกคือ หากใครเคยรู้จักซูไป๋หนิงมาก่อนคงต้องผงะ เพราะหญิงสาวผู้นี้ เหมือนกันกับนางราวกับเป็นคนคนเดียวกันไม่มีผิดเพี้ยน ไม่ว่าจะเป็นหน้าตา เสียงหัวเราะ แต่ที่แต่ต่างกันคือหญิงสาวคนนี้ดูจะสามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่าซูไป๋หนิงมาก
หนึ่งในชายหนุ่มผู้มีใบหน้าหล่อเหลาราวจิตรกรวาดภาพออกมา ท่าทางเจ้าสำราญเป็นกันเอง เอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มมุมปากที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม
“พี่ชายจ้าว... สุสานของเทพพระเจ้าแห่งสมุนไพรจะเปิดขึ้นในอีกห้าวันมันจริงหรือเปล่า? หรือเจ้าจงใจใช้ข่าวลือนี้เป็นข้ออ้างเพื่อจะได้พาคุณหนูซูออกมาเที่ยวกันแน่?”
ชายหนุ่มอีกคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ดวงตาคมเข้มคิ้วดก ใบหน้าหล่อเหลาแต่ดูสุขุมกว่าเล็กน้อย เขาวางจอกสุราลงช้า ๆ พร้อมเอ่ยด้วยเสียงนิ่ง
“แน่นอนสิ น้องชายฉิน ข้าไม่ใช่พวกหลอกลวงอย่างเจ้าซะหน่อย”
ในเสี้ยววินาทีนั้น คลื่นพลังวิญญาณของทั้งสองก็แผ่ซ่านออกจากร่างอย่างไม่รู้ตัว แรงปะทะอ่อน ๆ สะท้อนผ่านโต๊ะอาหารจนข้าวของสั่นไหวเบา ๆ บรรยากาศเริ่มแปรเปลี่ยน...
แต่ก่อนที่ทุกอย่างจะบานปลาย หญิงสาวที่มีหน้าตาเหมือนซูไป๋หนิงก็ยกมือขึ้นเบา ๆ พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“พอได้แล้วทั้งสองคน สุสานนั้นมันจะมีหรือไม่มีก็ไม่เห็นจะสำคัญ พวกเราก็ถือว่ามาพักผ่อนจากการบ่มเพาะก็แล้วกัน อย่าทำให้บรรยากาศเสียเลยนะ”
น้ำเสียงนั้นไม่ได้ดังนัก แต่กลับทำให้พลังของทั้งสองชายสงบลงทันที เหมือนโดนสะกดด้วยคาถาลึกลับ หรือบางที... อาจเป็นเพียงแรงดึงดูดจากผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่อาจหักห้ามใจ
ชายทั้งสองสบตากันครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจยอมถอย
“ข้าขอโทษ พี่สาว”
“เช่นกัน ข้าเองก็ใจร้อนเกินไปหน่อย ขอโทษน้องสาวซูด้วย”
หลังจากนั้นบรรยากาศก็ค่อย ๆ กลับมาผ่อนคลายอีกครั้ง เหล้าสุรารินไม่ขาด อาหารเติมไม่ทันเคี้ยว เสียงหัวเราะกลับมาดังอีกครั้ง
นอกเขตแดนของโลกวิญญาณไร้ขอบเขต ที่ 23 สถานที่แห่งนี้ว่างเปล่าราวกับไม่ได้มีอยู่จริง ไม่มีพื้น ไม่มีฟ้า ไม่มีทิศ ไม่มีเสียง มีเพียงความเงียบที่หนักอึ้งจนรู้สึกเหมือนถูกกดทับด้วยภูผาทั้งลูก
กลางความว่างเปล่าที่ไร้สิ่งยึดเหนี่ยว ร่างของซุยจื่อเมิ่งนั่งนิ่งอยู่ใจกลางความว่างเปล่า ท่วงท่าของนางนิ่งสงบจนแทบไม่ต่างจากก้อนหินพร้อมดวงตาที่ปิดสนิท
ด้านหลังนาง มีลูกสาวบุญธรรมทั้งเจ็ดที่นางเก็บมาจากหลากหลายแห่ง ทั้งหมดล้วนผ่านการฝึกฝนและชุบเลี้ยงจากมือของซุยจื่อเมิ่งเอง ไม่ใช่แค่มีฝีมือการต่อสู้ที่แข็งแกร่ง แต่ยังเต็มไปด้วยความภักดีต่อนางอีกด้วย
ในวินาทีนั้นเอง พื้นที่ว่างตรงหน้าเริ่มสั่นไหว คลื่นมิติบิดเบี้ยวเหมือนผิวน้ำที่ถูกรบกวน ก่อนมิติจะถูกฉีกออกช้า ๆ เผยให้เห็นรอยแยกของมิติซึ่งภายในเต็มไปด้วยหมอกสีดำหมุนวนเหมือนพายุ
จากภายในรอยแยก ร่างสองร่างก้าวออกมาช้า ๆ ซุยจื่อเมิ่งลืมตาขึ้นทันที รอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปากของนาง
“ยินดีต้อนรับ...”
……
……
5 วันผ่านไป นอกโลกเบื้องล่างลำดับที่ 23
เรือบินขนาดมหึมาเคลื่อนที่อย่างช้าๆ กลางความว่างเปล่าสีดำสนิท บนดาดฟ้าเรือ ชายหนุ่มผู้หนึ่งยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยว ดวงตาของเขาจ้องมองตรงไปเบื้องหน้าอย่างเยือกเย็น
ทันใดนั้น เรือลำนั้นก็หยุดการเคลื่อนที่ลงพร้อมกับ วัตถุกลมๆ จำนวน 12 ลูกถูกโยนข้ามมิติพุ่งตรงมาที่เรือของเขา มันทะลุผ่านม่านป้องกันของเรือมาอย่าง่ายดาย เสียงกระแทกดังขึ้นเบาๆ ก่อนที่วัตถุเหล่านั้นจะตกลงตรงหน้าเขาและกลิ้งมาหยุดตรงปลายเท้าของเขาอย่างพอดี
ชายคนนั้นก้มมองเล็กน้อย ก่อนที่จะรู้ว่าก้อนกลมๆ เหล่านั้น มันคือ... หัวของเงาผู้รับใช้ทั้ง 12 คนของเขา
จากนั้น เสียงเย้ยหยันของใครบางคนก็ดังขึ้นจากความว่างเปล่า
“ชอบไหมล่ะ ของขวัญที่ข้าเตรียมเอาไว้ให้... ไอ้พวกเด็กนรกส่งมาเกิด”
เสียงนั้นไม่มีใครอื่นนอกจาก... ซุยจื่อเมิ่ง
แต่ก่อนที่นางจะได้พูดอะไรเพิ่มเติม ความว่างเปล่ารอบเรือลำนั้นก็เริ่มบิดเบี้ยวและแตกกระจาย เผยให้เห็นกองทัพจำนวน 10,000 นายที่พุ่งเข้ามาล้อมเรือจากทุกทิศทาง ทหารเหล่านั้นแต่งชุดสีดำสนิท และพวกเขาล้วนเป็นผู้ฝึกตนระดับสูงที่เหนือกว่าจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหมด
ชายหนุ่มหันไปมองหัวของผู้ติดตามทั้งสิบสองด้วยแววตานิ่งเฉยก่อนจะเอ่ยขึ้น
“นี่มัน... หมายความว่ายังไงกัน? ข้าจำได้ว่า... สิ่งที่เราตกลงกันไว้ มันไม่ใช่แบบนี้”
เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้นตามมา ซุยจื่อเมิ่งก้าวออกมาจากมิติอีกฟากพร้อมมังกรดำของนาง ใบหน้าของนางยังคงงดงามแต่เย็นชาสุดขั้ว
“เลิกแกล้งโง่ได้แล้ว”
ทันทีที่พูดจบ มังกรดำที่เคยล้อมรอบร่างของนางก็เปลี่ยนร่างกลายเป็นดาบยาวในมือ ก่อนที่นางจะเหวี่ยงมันขึ้นฟาดฟันใส่ด้านบนของอวกาศอย่างไร้เหตุผล จนความว่างเปล่าแตกออก
ตูมมมม!!
ความว่างเปล่าถูกฟันจนฉีกขาด เผยให้เห็นกองเรืออีกนับสิบลำลอยลำรออยู่เหนือหัวของนาง ธงของแต่ละลำล้วนปักตราสัญลักษณ์ของ... ตระกูลโจวเอาไว้
ซุยจื่อเมิ่งพูดขึ้นด้วยความโกรธ “โจวหลัวเฉิน... เจ้านี่มันสารเลวจริงๆ”
ชายหนุ่มที่ยืนอยู่บนเรือลำด้านหน้า หัวเราะเบาๆ ก่อนตอบกลับด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง
“ข้าก็ไม่ได้เลวไปกว่าท่านหรือผู้หญิงคนนั้นหรอก...”
ในขณะที่บรรยากาศตึงเครียดถึงขีดสุด ความว่างเปล่าอีกด้านหนึ่งก็ถูกเปิดออกอีกครั้ง คลื่นพลังอันนิ่งสงบแต่ล้ำลึกแผ่ซ่านออกมาจากความว่างเปล่านั้น
ร่างของมู่หนานซือปรากฏขึ้นท่ามกลางชายชุดดำอีกหลายร้อยคน พวกเขายืนเรียงกันเป็นแถวอย่างสง่าผ่าเผย
มู่หนานซือกวาดตามองทุกคนโดยรอบอย่างไม่สะทกสะท้าน ใบหน้างามสง่าของนางยิ้มออกมาเล็กน้อย ก่อนจะพูดขึ้นด้วยเสียงเรียบเฉย
“ขอร้อง อย่าเอาข้าไปเปรียบเทียบกับพวกวิปริตเช่นพวกเจ้าเลย”
ซุยจื่อเมิ่งยิ้มมุมปาก นางแหงนหน้าขึ้นไปมองศัตรูรอบด้าน สายตาเต็มไปด้วยความเย้ยหยันปนดูแคลน
“พวกเจ้าอยากตายแบบไหนล่ะ... เลือกมาเลยดีกว่า”
โจวหลัวเฉินหัวเราะเบาๆ ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นแต่แฝงไปด้วยความดูถูก
“จะฆ่าข้างั้นหรือ? ข้าว่าท่านน่าจะเข้าใจอะไรผิดไปนิดหน่อยเพราะอำนาจในการตัดสินใจ... ไม่ได้อยู่ในมือของท่าน….”
ซุยจื่อเมิ่งยังคงยิ้มเช่นเดิม “ก็ตามใจ...”
ทันใดนั้น ความว่างเปล่าด้านหลังซุยจื่อเมิ่งก็บิดเบี้ยวอีกครั้ง รอยแยกกลางอากาศถูกฉีกเปิดออกอย่างเงียบเชียบ เผยให้เห็นร่างของคนสองคนที่ปรากฏออกมาช้าๆ แต่กลิ่นอายกลับพุ่งทะยานรุนแรงจนคนทั้งหมดสัมผัสได้ทันที
คนแรกคือชายหนุ่มในชุดคลุมสีขาวเงิน รูปโฉมของเขางดงามราวสตรี ใบหน้างดงามราวกับแกะสลักจากหยกบริสุทธิ์ ริมฝีปากบาง ดวงตาสีอำพันจ้องมองทุกคนอย่างไร้อารมณ์... เขาคือ ไป๋เซียน บุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งดินแดนดอกไม้อมตะ ด้านหลังของเขามีคนจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งดินแดนดอกไม้อมตะอีกหลายร้อยคน
ข้างกายของเขาคือหญิงสาวผู้มีรูปร่างเย้ายวนในชุดไหมบางแนบเนื้อ ผมสีดำยาวถึงเอว นางคือ จิ่นซู นายหญิงแห่งหอการค้าหมื่นมหาสมุทร พร้อมกับคนมากมายด้านหลังของนางเช่นกัน
โจวหลัวเฉิน หัวเราะเบาๆ เมื่อเห็นทั้งสองคนปรากฏตัว
“โอ้... สองคนนี้ ถึงกับยอมลดตัวมาร่วมมือกับพวกที่มีลูกชายฝึกฝนพลังปีศาจงั้นเหรอ? เจ้ากำลังทำลายชื่อเสียงของพันธมิตรหมื่นขยะนะ แต่วิธีการก็น่ารังเกียจสมกับเป็นพวกพันธมิตรหมื่นขยะจริงๆ”
จิ่นซูปัดมือเบาๆ พร้อมพูดขึ้น
“พันธมิตรหมื่นสวรรค์ต่างหาก!! หึ.. พูดเข้าไปเถอะ เจ้าเองก็ฝึกพลังปีศาจเหมือนกันไม่ใช่รึไง ลืมส่องดูเงาหัวตัวเองรึเปล่า”
โจวหลัวเฉิน พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ยังคงเรียบเฉย
“ไหนล่ะ... หลักฐาน? ข้าเห็นท่านกล่าวหาข้ามั่วๆ แบบนี้ มันดูไม่ดีเท่าไหร่นะ แต่ก็สมกับเป็นพวกพันธมิตรหมื่นขยะดี”
ซุยจื่อเมิ่งพูดแทรกขึ้นมาทันที น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความเบื่อหน่าย
“ช่างเรื่องพวกนั้นเถอะ ตอนนี้เรามาฆ่าพวกมันก่อนดีกว่า”
มู่หนานซือที่ยืนอยู่ด้านข้างยกมือประสานกันไว้ด้านหลัง นางเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่ดูเป็นมิตร
“ก็แค่สุสานของเทพพระเจ้าแห่งสมุนไพร... ถึงกับจะฆ่าฟันกันเลยงั้นหรือ?”
ไป๋เซียนหัวเราะ ใบหน้าของเขายังงดงามดั่งเทพเซียนเช่นเดิม
“พี่สาวมู่... ท่านพูดแบบนี้ได้อย่างไงกัน? ทั้งๆ ที่ตัวต้นเหตุก็คือท่านเองไม่ใช่หรือ?”
โจวหลัวเฉินเสริมขึ้นมาทันที ราวกับรอจังหวะนี้
“จริงของน้องสาวไป๋ คนที่ลบความทรงจำตัวเองแล้วสร้างเรื่องหลอกลวงให้คนโลภมากอย่างพวกเราหัวหมุนแบบเจ้าน่ะ มีสิทธิ์พูดอะไรด้วยงั้นเหรอ?”
ไป๋เซียนพูดขึ้น “ข้าเป็นผู้ชาย พี่ชายโจว”
โจวหลัวเฉินไม่ได้สนใจไป๋เซียนแม้แต่น้อยเขายังคงมองไปที่ มู่หนานซือที่กำลังยิ้มบางๆ ไม่มีท่าทีสะทกสะท้านแม้แต่น้อย
“ใครใช้ให้พวกเจ้าโง่กันเองล่ะ?”
ประโยคนั้นเปรียบเหมือนฟืนที่โยนเข้ากองเพลิง
ทันใดนั้น บรรยากาศรอบตัวก็เปลี่ยนไป แรงกดดันจากผู้ฝึกตนระดับสูงทะยานขึ้นพร้อมกันจากทุกทิศทาง ความว่างเปล่าเริ่มสั่นสะเทือนอย่างบ้าคลั่ง