Evolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว

    เล่มที่ 3 บทที่ 67 บุปผาแห่งศิลา

            พลังชีวิตที่เปี่ยมล้นคือเรื่องดี

            มีเพียงชีวิตที่เปี่ยมล้นเช่นนี้เท่านั้นจึงจะสามารถรองรับพลังในการฟื้นฟูอันเหลือเชื่อของอวี๋จื่ออวี๋ได้ราวกับการเกิดใหม่

            อย่างไรก็ตาม พลังชีวิตที่เปี่ยมล้นเช่นนี้ย่อมหมายความว่าสถานที่ที่อวี๋จื่ออวี๋หยั่งรากอาศัยอยู่จะกลายเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์

            ดอกไม้และสมุนไพรวิญญาณจะผลิบานไม่ขาดสาย

            ยิ่งไปกว่านั้นมันยังดึงดูดสัตว์ป่ากลายพันธุ์ที่ ‘เดินทางมาจากแดนไกล’ไม่น้อย เช่น ผีเสื้อ ผึ้ง... เป็นต้น

            “ผีเสื้อน่ะยังพอรับไหว แต่ถ้าเป็นผึ้ง...ฉันจะจับฝังดินทำเป็นปุ๋ยให้หมด”

            อวี๋จื่ออวี๋หัวเราะคิกคักพลางสารภาพออกมาตามตรง

            เสียง “หึ่งๆ”ของผึ้งยามที่กระพือปีกนั้นน่ารำคาญเกินไป

            และอวี๋จื่ออวี๋ก็เป็นต้นไม้ใหญ่ที่รักความเงียบสงบ

            ถ้าไม่ถูกใจ ก็ต้องปลิดชีพให้หายไป

            และในเวลานี้เอง

            “แกว๊ก แกว๊ก...”

            ท่ามกลางเสียงร้องก้องฟ้าลำแสงหลายสายก็ได้พุ่งทะยานมาจากฟากฟ้าไกลโพ้น

            “พวกเจ้านี่ ว่องไวเหลือเกินนะ!”

            เมื่อเห็นเหยี่ยวเพเรกรินและนกกระเรียนขาวหวนกลับมาอีกครั้งอวี๋จื่ออวี๋ก็แกล้งทำเป็นพูดด้วยน้ำเสียงดุดัน

            เมื่อครู่การเลื่อนขั้นของเขานั้นน่าสะพรึงกลัวอยู่บ้าง

            จนนกนักล่าหลายตัวที่อาศัยอยู่บนกิ่งของเขาพากันตื่นตระหนกตกใจจนขวัญกระเจิง

            แต่ก็ยังดี

            แม้พวกมันจะบินหนีไปแต่พวกมันก็เพียงแค่บินขึ้นสู่ท้องฟ้าเบื้องบนและวนเวียนอยู่เหนือศีรษะของอวี๋จื่ออวี๋เป็นเวลานานโดยไม่ยอมจากไปไหน

            มิฉะนั้น สิ่งที่รอพวกมันอยู่ตอนนี้คงไม่ใช่การต้อนรับด้วยกิ่งก้านของอวี๋จื่ออวี๋แล้ว

            ในเรื่องนี้อวี๋จื่ออวี๋ต้องยอมรับว่าเขาค่อนข้างใจแคบและเจ้าคิดเจ้าแค้น

            หากเหยี่ยวเพเรกรินหรือนกกระเรียนขาวที่เขาเลี้ยงมาตั้งแต่ยังเล็กกลายเป็นพวกเนรคุณเขาก็ไม่ลังเลที่จะฟาดพวกมันให้ดับสูญ

            แน่นอนว่าตอนนี้ความรู้สึกของกลุ่มเหยี่ยวเพเรกรินที่มีต่ออวี๋จื่ออวี๋นั้นเพียงพอที่จะพิสูจน์ได้

            เสียงร้องอันตื่นเต้นและยินดีในขณะนี้ก็เพียงพอที่จะอธิบายทุกสิ่งแล้ว

            เมื่อนึกถึงเรื่องนี้อวี๋จื่ออวี๋ก็ควบคุมกิ่งก้านให้หักลง

            “เปรี๊ยะ” เสียงดังสนั่นน้ำบำรุงชีวิตเข้มข้นหยดหนึ่งเพิ่งจะซึมออกมาและก่อนที่อวี๋จื่ออวี๋จะทันได้โปรยน้ำบำรุงชีวิตนั้นเป็นรางวัลให้แก่เหยี่ยวเพเรกรินและนกกระเรียนขาวกิ่งก้านนี้กลับงอกใหม่ขึ้นมาอย่างรวดเร็วต่อหน้าต่อตาเขาที่กำลังตกตะลึง

            “เอ่อ...ดูเหมือนว่าต่อไปจะแกล้งตายไม่ได้แล้วสินะ”

            อวี๋จื่ออวี๋หัวเราะพลางพูดด้วยความภาคภูมิใจ

            ความสามารถในการฟื้นตัวระดับนี้ไม่มีใครเทียบได้

            และในเวลานี้เอง

            “ตึก ตึก ตึก...”

            พร้อมกับเสียงที่ดังออกมาจากโพรงลึกอันมืดมิดไกลออกไปจิ้งจอกแดงที่โอบล้อมด้วยเปลวเพลิงก็ทะยานออกมาจากปากโพรงขึ้นสู่ท้องฟ้า

            และบนหลังของมันนั้นมีร่างระหงในชุดแดงเพลิงนั่งอยู่

            “ยินดีด้วยค่ะนายท่านที่บุกทะลวงระดับสำเร็จ”

            ชิงเอ๋อร์ยิ้มแย้มพลางมองอวี๋จื่ออวี๋ที่รูปลักษณ์เปลี่ยนไปจากเดิมมากเขาเปี่ยมไปด้วยอำนาจน่าเกรงขาม เธอจึงพูดแสดงความยินดีออกมาจากใจจริง

            ในเวลานี้เมื่อมองเห็นชิงเอ๋อร์ที่นั่งอยู่บนเก้าหางอวี๋จื่ออวี๋ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาพลางหยอกล้อว่า

            “เจ้านี่นะ เลือกสัตว์พาหนะได้ตาถึงนัก”

            ชิงเอ๋อร์เอามือปิดปากพลางหัวเราะคิกคัก“ใครใช้ให้เก้าหางสวยที่สุดล่ะคะ? รู้ไหมคะว่าผู้หญิงน่ะไม่สามารถต้านทานสิ่งสวยงามได้หรอกค่ะ”

            “หืม...”

            เมื่อเห็นท่าทีออดอ้อนของชิงเอ๋อร์อวี๋จื่ออวี๋ก็ชะงักไปเล็กน้อย

            ผู้หญิงคนนี้เหมือนหญิงสาวในหมู่มนุษย์มากขึ้นทุกที

            เป็นผลกระทบจากร่างที่อาศัยหรือเปล่านะ?

            ท่ามกลางความสงสัยอวี๋จื่ออวี๋ก็ไม่ได้ซักไซ้

            เขาไม่รู้ว่าทำไม แต่สัมผัสได้รางๆว่าเรื่องนี้อาจเป็นเรื่องดีสำหรับชิงเอ๋อร์

            สำหรับดวงวิญญาณเร่ร่อนเช่นชิงเอ๋อร์

            ยิ่งความรู้สึกละเอียดอ่อนและซับซ้อนมากเท่าไหร่ความเร็วในการเติบโตของชิงเอ๋อร์ก็อาจจะเร็วขึ้นเท่านั้น

            และสาเหตุที่เขาได้ข้อสรุปนี้ก็มาจากการสังเกตของอวี๋จื่ออวี๋ในช่วงเวลาที่ผ่านมา

            หลังจากไปสัมผัสโลกมนุษย์ไม่กี่เดือนสติปัญญาของสาวน้อยคนนี้ก็เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดไม่หลงเหลือความเชื่องช้าเหมือนตอนเป็นวิญญาณเร่ร่อนแรกๆ อีกแล้วแถมความแข็งแกร่งก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว...

            “อืม...”

            อวี๋จื่ออวี๋ส่ายหน้าพลางหัวเราะแต่ก็ไม่ได้อิจฉา

            เมื่อเทียบกับชิงเอ๋อร์แล้วความเร็วในการเพิ่มความแข็งแกร่งของเขานั้นน่ากลัวที่สุด

            ถึงแม้จะเป็นสิ่งกลายพันธุ์ที่ไม่ธรรมดาเหมือนกันแต่ช่องว่างระหว่างชิงเอ๋อร์กับเขานั้น ไม่ใช่เพียงแค่ระดับเดียวอย่างที่เห็น

            คงใกล้แล้วล่ะ

            เมื่อนึกถึงเหมืองหินวิญญาณที่ฝังอยู่ใต้ดินลึกอวี๋จื่ออวี๋ก็รู้สึกมั่นใจเต็มเปี่ยม

            ด้วยหินวิญญาณเหล่านี้ การฝึกฝนชิงเอ๋อร์เก้าหาง และปีศาจกระทิง ให้แข็งแกร่งพอที่จะรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้ด้วยตัวเองคงไม่ใช่เรื่องยาก

            ต้องเข้าใจก่อนว่าเหมืองหินวิญญาณที่ตะขาบเงินเฝ้าอยู่ก็เป็นเพียงเหมืองขนาดเล็กเท่านั้น

            แต่เหมืองหินวิญญาณที่เขาค้นพบนั้นเป็นเหมืองขนาดกลาง

            ไม่รู้เลยว่านี่เป็นโชคใหญ่เพียงใด

            และในเวลานี้เองทันใดนั้นเสียงร้องของวัวตัวหนึ่งก็ดึงความสนใจของอวี๋จื่ออวี๋ไป

            เมื่อมองตามไปเขาก็เห็นปีศาจกระทิงได้เดินมาหยุดตรงหน้าตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

            ทว่าเมื่อเห็นสายตากระหายใคร่อยากแกมวิงวอนของปีศาจกระทิง อวี๋จื่ออวี๋ก็ถึงกับตกตะลึง

            “เจ้านี่...”

            เมื่อมองตามสายตาของมันไปอวี๋จื่ออวี๋ก็พบว่า กระทิงดำตัวนี้กำลังจ้องมองไปที่ดอกไม้สีเหลืองนวลเล็กๆที่เบ่งบานอยู่ระหว่างกิ่งก้านของเขา

            กลิ่นอายธาตุดินอันเข้มข้นไหลเวียนอยู่ภายในกลิ่นอายอันหนักแน่นแต่เปี่ยมด้วยความไพศาลที่ปกคลุมสรรพสิ่งกำลังแผ่ซ่านออกมาอย่างเชื่องช้า

             [บุปผาแห่งศิลา - ผลึกธาตุดินเป็นดอกไม้วิญญาณที่เหนือกว่าน้ำบำรุงชีวิตหลายเท่า]

            ดอกไม้วิญญาณชนิดนี้ไม่มีประโยชน์สำหรับอวี๋จื่ออวี๋เลย

            เป็นเพียงผลลัพธ์ที่ได้จากการดูดซับหินวิญญาณธาตุดินจำนวนมากจนเกิดปฏิกิริยาต่อต้านตามสัญชาตญาณของต้นหลิว

            ต้นไม้ ย่อมยังคงเป็นต้นไม้

            ไม่สามารถดูดซับธาตุดินไว้ในร่างมากเกินไป

            และพลังธาตุดินที่ไม่สามารถดูดซับได้เหล่านี้หลังจากไหลเวียนผ่านแก่นแท้ ก็ถูกขับออกมาจากร่างและผลิบานเป็นดอกไม้สีเหลืองนวลเล็กๆ ดอกนี้

            อย่างไรก็ตาม เรื่องที่ควรกล่าวถึงคือแม้ว่าดอกไม้สีเหลืองนวลเล็กๆดอกนี้จะเป็นเพียงสิ่งที่ไม่จำเป็นสำหรับร่างหลักของอวี๋จื่ออวี๋

            แต่เนื่องจากอวี๋จื่ออวี๋ได้ก้าวสู่ระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สองแล้วความแข็งแกร่งของเขาจึงน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง

            แม้ว่าเขาจะไม่ต้องการมันแต่สำหรับสัตว์ป่ากลายพันธุ์ระดับต่ำอื่นๆ โดยเฉพาะสัตว์ป่ากลายพันธุ์ธาตุดินมันย่อมเป็นสิ่งยั่วยวนที่พวกมันยอมแลกด้วยชีวิต

            ราวกับคนรวยสละเงินให้ทานเพียงเล็กน้อยแต่สำหรับบางคนแล้วเศษเงินนั่นคือทุกสิ่งที่พวกเขาเพียรพยายามหามาหลายปีหรือหลายสิบปีเพื่อให้ได้มาครอง

            “เจ้า... ต้องการมันรึ?”

            อวี๋จื่ออวี๋ถามอย่างลองเชิงแต่ไม่คาดคิดว่ากระทิงดำตัวนี้จะฉลาดมากจนพยักหน้ารัวๆ

            เรื่องที่ทำให้เขาพูดไม่ออกยิ่งกว่านั้นคือมันยังบังอาจใช้เขาเสี้ยวจันทร์ของมันถูไถลำต้นอันหนาแน่นของอวี๋จื่ออวี๋อย่างประจบประแจง

            “เอ่อ... เจ้าอย่าถูสิ เดี๋ยวข้าให้ข้าให้เลยก็ได้”

            อวี๋จื่ออวี๋พูดตะกุกตะกักด้วยความตื่นเต้นและในทันที เขาก็ใช้กิ่งก้านดึงดอกไม้สีเหลืองนวลลงมา ยื่นไปตรงหน้ากระทิงดำ

            หากเป็นชิงเอ๋อร์หรือเก้าหางที่เข้ามาถูแบบนี้เขายังพอทำใจรับได้

            เพราะตอนนี้ชิงเอ๋อร์เป็นสาวสวยและเก้าหางก็เป็นสุนัขจิ้งจอกสาวที่สวยสง่า

            แต่เจ้ากระทิงดำตัวนี้อวี๋จื่ออวี๋ไม่สามารถยอมรับความใกล้ชิดได้จริงๆ

            ประการแรกคือ ปีศาจกระทิงเป็นตัวผู้และประการที่สองคือ ปีศาจกระทิงไม่จัดว่าสวยงามเลยมีเพียงความกำยำที่ดูแข็งแกร่งเท่านั้น

            การที่มันเข้ามาถูไถไม่หยุดทำให้อวี๋จื่ออวี๋อดไม่ได้ที่จะเกิดความคิดพิลึกขึ้นมาในใจ

             

    คล้ายกับเรื่องEvolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว ที่คุณอ่าน