ตอนที่ 336 เอ๊ะ?
หูของทั้งสองกระดิกเป็นช่วง ๆ ใบหน้าแทบเก็บกลั้นความดีใจเอาไว้ไม่อยู่ ในที่สุดพวกเขาก็เจอร่องรอยของศิลาแม่เหล็กบรรพกาลแล้ว! วัตถุดิบชิ้นอื่นพวกเขายังพอมีร่องรอยอยู่บ้าง มีเพียงศิลาแม่เหล็กบรรพกาลเท่านั้นที่ไม่มีสิ่งใดเลย
นี่คือหนึ่งในสิ่งที่ทั้งสองกังวลที่สุด ถึงแม้จะหายากแต่หากยังพอมีทางพวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องถอดใจ แต่ถ้าทั้งหายากและยังไม่มีร่องรอยใด ๆ เลย ถึงจะให้พยายามแค่ไหนก็ไร้หนทาง และศิลาแม่เหล็กบรรพกาลเป็นเช่นนั้น พวกเขาไม่มีข้อมูลของมันแม้แต่อย่างเดียว
เส้นสายและทายาทของขุมกำลังใหญ่หลายต่อหลายคนที่ไพลินรู้จักยังไม่มีเบาะแสแม้แต่น้อย แม้แต่ชื่อก็ไม่เคยได้ยิน ย่อมไม่มีใครคาดมาก่อนว่าสุดท้ายแล้วจะได้เบาะแสง่าย ๆ จากนักผจญภัยคนหนึ่ง
จากที่โฟเรลกล่าว มีความเป็นไปได้สูงมากที่คนจำนวนมากจะไม่รู้เพราะนั่นคือข้อมูลจากยุคเก่า เป็นข้อมูลที่มีเพียงคนโบราณเท่านั้นที่รู้ เสาค้ำสมุทรเป็นเพียงนิทานปรัมปราที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงที่ชัดเจนนัก คนจำนวนมากจึงไม่สนใจอะไร
ในทางกลับกัน เผ่าใต้บาดาลที่อาศัยอยู่ใต้ผืนน้ำภายในอ่าวใต้บาดาลนั้นสนใจเรื่องเสาค้ำสมุทรมากเป็นพิเศษ พวกเขาจึงค้นหามันจนพบ คาดหวังว่ามันจะเป็นยอดสมบัติที่สามารถนำพาเผ่าของพวกเขาไปสู่ความยิ่งใหญ่
แต่แล้วพวกเขากลับเจอมันมากถึง 43เสา พวกมันนั้นเป็นสมบัติที่มีค่ามากจริง แต่ไม่ได้สูงค่าดั่งนิทานปรัมปราเหล่านั้นแม้แต่น้อย เพียงทำจากแร่หายากและมีความสามารถเกี่ยวกับท้องทะเลบ้างก็เท่านั้น
“ผมคาดว่าไม่ได้มีเพียงเสาเดียวครับที่มีนามเช่นนั้นในอดีต หลายเสาในอดีตก็สมควรมีสรรพคุณอื่น ๆ ตามกันไป ขึ้นอยู่กับว่าแหล่งข้อมูลจากเผ่าใต้บาดาลที่พบนั้นแม่นยำแค่ไหน” โฟเรลกล่าวเสริม คำพูดของโฟเรลครั้งนี้ทำให้นิทานเชื่อใจโฟเรลขึ้นไปอีกหลายระดับ
เขาสามารถปิดข่าวส่วนนี้ไว้ ให้เธอไปตามหาเองหลังจากแยกกันแล้วก็ยังได้ แต่เขากลับยินดีเผยข้อมูลเพิ่มว่าต้องเป็นเสาต้นจำเพาะ ตัวโฟเรลนั้นจงใจทำเช่นนี้และนิทานก็รู้ตัวดี แม้กระนั้นมันก็สามารถใช้พิสูจน์ความจริงใจได้
‘แหล่งข้อมูลเชื่อถือได้แค่ไหนคะ’
“เป็นหนึ่งในผู้อาวุโสของนครโอคานอสที่ผมเคยร่วมงานด้วยครับ ในตอนนั้นผมไปทำภารกิจเกี่ยวกับการตามล่าหาสมบัติโบราณชิ้นหนึ่ง เพราะแบบนั้นผู้อาวุโสคนนั้นก็เลยเล่าเรื่องนี้ให้ฟังครับ”
นิทานพยายามเก็บสีหน้าตื่นเต้นของตน ผู้อาวุโสแห่งนครโอคานอส เมืองหลวงแห่งเผ่าใต้บาดาล เช่นนั้นก็สมควรเชื่อถือได้ จะเหลือก็เพียงแต่โฟเรลเท่านั้นที่เชื่อถือได้หรือไม่
เขาตัดสินใจลองฟังดูอีกสักหน่อย บางทีการร่วมช่วยภารกิจไปกับโฟเรลสักพักอาจเป็นวิธีตรวจสอบที่ไม่แย่นัก?
ท่ามกลางท่าทีครุ่นคิดของนิทาน ทางด้านโฟเรลเองก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน เพียงแต่เขาเก็บสีหน้าเก่งกว่า พลังตรวจจับของนิทานเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งยวด ข้อมูลตำแหน่งที่เขาได้มานั้นอยู่ไม่ไกลเลย เขาเพียงต้องการพลังในการมองหาโดยรอบอย่างรวดเร็วเท่านั้น
“ตำแหน่งของสถานที่นั้นรวมถึงความช่วยเหลือเพิ่มเติมในการตามหาแท่นแม่เหล็กบรรพกาลคือราคาสำหรับภารกิจครั้งนี้ครับ” ข้อเสนอของโฟเรลออกมาอีกครั้ง เขาเพิ่มความช่วยเหลือตามหลังเข้าไปในกรณีที่เขาสามารถช่วยได้ นั่นคือคำสัญญาจากนักผจญภัยระดับบุษราคัม
ผ่านไปครู่หนึ่งนิทานจึงหยักหน้าตกลงในที่สุด ในเมื่อโฟเรลยินดีเพิ่มความช่วยเหลือมาให้เช่นนั้นการเจรจาครั้งนี้ก็น่าสนใจขึ้นมาก ในกรณีที่ผู้อาวุโสท่านนั้นจำผิดหรือขาดข้อมูลที่ดีพอ นิทานสามารถใช้โฟเรลเป็นคนพูดคุยเพื่อรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมได้
การที่โฟเรลรู้จักผู้อาวุโสท่านนั้นเป็นสัญญาณที่ดี เขาสมควรมีเส้นสายในเผ่าใต้บาดาลระดับหนึ่ง
โฟเรลหลุดยิ้มยินดีออกมา นั่นเป็นรอยยิ้มจากใจครั้งแรกของโฟเรลที่นิทานเคยเห็น เผ่าจิตวิญญาณคนนี้หน้านิ่งไร้อารมณ์เป็นอย่างมาก หน้าตาหล่อเหลาของเขาจึงมักถูกกลบไปด้วยความเย็นชานั้น หากเมื่อยิ้มแล้วความเย็นชาก่อนหน้ามลายหายไปสิ้น เหลือเพียงชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่งเท่านั้น มือขวาของเขาเผลอยื่นออกไปตามความเคยชิน
น่าจะสนิทกับเพชฌฆาตได้ นิทานลอบแขวะในใจ รอบกายเขาทำไมถึงเต็มไปด้วยคนที่หน้าตาดีกว่าคนทั่วไปนัก หน้าตาตัวเขาเองก็ไม่ได้แย่ หากเมื่อต้องไปยืนข้างเพชฌฆาต อริยะแปลงเพลิง หรือโฟเรลแล้ว หน้าตาของเขากลายเป็นลืมง่ายในพริบตา
“เช่นนั้นรบกวนด้วยนะครับ หลังจากได้รับสิ่งล้ำค่าตามธรรมชาติชิ้นนั้นแล้วผมจะเผยแพร่ข้อมูลทันทีครับ” เมื่อรู้ตัวว่าตนเผลอปล่อยตัวเกินไป โฟเรลจึงหุบยิ้มลง กลับคืนสู่ใบหน้านิ่งเฉยของนักผจญภัยอีกครั้ง มือข้างขวาที่กระตุกเล็กน้อยเมื่อครู่ก็รั้งกลับไป
เป็นตัวเรนเดลเองที่เผยรอยยิ้มกว้าง ต่างจากนักบวชสาวผู้ระมัดระวังเมื่อครู่ราวกับคนละคน เธอเดินเข้าไปเขย่ามือของโฟเรลอย่างยินดี โฟเรลกระแอมเล็กน้อย หยิบแผนที่เก่าซีดของตนออกมา
“พื้นที่บริเวณนี้คือพื้นที่ที่ผมต้องไปครับ ห่างจากที่นี่ไม่มากนัก หากรีบไปไม่กี่ชั่วโมงก็คงถึงแล้ว ผมค่อนข้างมั่นใจเรื่องพลังปกปิดของตนเองครับ” โฟเรลชี้ไปยังจุดหนึ่งในแผนที่
ใกล้กับโอเอซิสแห่งที่สองเลยแฮะ พายุทรายผ่านไปแล้ว พวกสัตว์อสูรน่าจะยังไม่กลับมารวมตัวกันนัก แถวนั้นแร้งสีทองก็ตายแล้วด้วย นิทานพึมพำกับตนเอง พื้นที่แถบนั้นนิทานเคยผ่านมาแล้ว ในตอนนั้นเขาไม่เจอสิ่งล้ำค่าตามธรรมชาติอื่นใดอีกนอกจากเห็ดก่อรูปทราย
หากนิทานยังไม่เจอ เช่นนั้นก็สมควรเป็นพื้นที่อีกฝั่งหนึ่งของโอเอซิส ระยะทางจากที่นี่ไม่ไกลจริงอย่างที่โฟเรลว่า หากเร่งจริง ๆ ไม่ถึงชั่วโมงก็มากพอจะไปถึง เป็นภารกิจง่าย ๆ ที่ไม่กินเวลาอย่างที่นิทานหวัง
‘ตกลงเป็นสิ่งล้ำค่าตามธรรมชาติแบบไหนเหรอคะ หรือไม่ก็หน้าตาคร่าว ๆ ก็ได้’ นิทานสื่อสาร เขาต้องการรีบหารีบกลับ
“เป็นสิ่งล้ำค่าตามธรรมชาติที่มีความสามารถเกี่ยวกับทรายครับ มันจะขึ้นบนกระบองเพชรที่อันตรายชนิดหนึ่งที่มีสีม่วงอมชมพูแปลกตา ชื่อว่ากระบองเพชรหนามกรด” โฟเรลอธิบาย
เอ๊ะ?
เอ๊ะ? นิทานและคีตาลอบมองหน้ากัน
“กระบองเพชรนี้อันตรายเป็นอย่างมาก หากเข้าใกล้มันจะยิงหนามกรดที่สามารถละลายเหล็กกล้าได้ออกมารอบทิศทางครับ คุณเรนเดลและเซเรนเซ่ห้ามเข้าใกล้เด็ดขาดเลยนะครับ การเก็บเกี่ยวผมจะเป็นผู้จัดการเอง”
ยิ่งอธิบายใบหน้าของนิทานก็ยิ่งแปรเปลี่ยนไปมากขึ้นเรื่อง ๆ ทางด้านคีตานั้นตัวของมันเริ่มสั่นสะท้านเพราะความขบขันแล้ว
“เป้าหมายของผมคือสิ่งล้ำค่าตามธรรมชาติที่มีชื่อว่าเห็ดก่อรูปทรายครับ มันจะโตบนยอดของกระบองเพชรหนามกรดที่แข็งแกร่งมากพอเท่านั้น ในหมู่ต้นกระบองเพชรหนามกรดนับหมื่น ๆ ต้นอาจไม่มีเห็ดก่อรูปทรายขึ้นเลยแม้แต่ต้นเดียว”
"ตัวกระบองเพชรหนามกรดเองก็เป็นพืชที่หายากมากอยู่แล้ว ดังนั้นการจะได้พบต้นกระบองเพชรหนามกรดที่มีเห็ดก่อรูปทรายอยู่บนหัวนั้นยิ่งยากเข้าไปอีกครับ เรียกได้ว่าโอกาสมีเพียงหนึ่งในล้าน" โฟเรลอธิบายเสริม เขาพยายามบอกมูลค่าของสิ่งที่เขาต้องการให้เรนเดลทราบ หากสิ่งที่เขาตามหานั้นไม่ใช่สิ่งล้ำค่าจริงเธออาจจะระแวงได้
โฟเรลเห็นสีหน้าและท่าทางของเซเรนเซ่ตลอดเวลา อีกฝ่ายสมควรตกอกตกใจกับความหายากของเห็ดก่อรูปทราบหรือไม่ก็นึกถึงความน่าหวาดกลัวของต้นกระบองเพชรหนามกรด ต้นกระบองเพชรที่เห็ดก่อรูปทรายเติบโตได้นั้นสามารถสังหารได้แม้กระทั่งอริยะ
เรนเดลและเซเรนเซ่กลับไม่ได้แสดงท่าทีสองอย่างนั้น พวกเขาลอบมองหน้ากันไปมาและตัวสั่นเล็กน้อยราวกับกำลัง ขบขัน?
"ตัวต้นกระบองเพชรหนามกรดนั้นอันตราย ๆ จริงนะครับ ถือว่าผมเตือนด้วยความหวังดีในฐานะคู่ค้า อย่าประมาทมันเชียวครับ" โฟเรลส่ายหน้าเล็กน้อย ทั้งสองยังไม่เข้าใจความน่ากลัวของหนามกรดที่สังหารอริยะได้เหล่านั้น
เมื่อเรนเดลยอมรับคำขอแล้วเขาจึงยินดีอธิบายอย่างละเอียด นี่น่าจะเป็นการพูดจาที่ยาวที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตของโฟเรลแล้ว เขาไม่ค่อยมีเพื่อนหรือสหายที่สามารถพูดอะไรยาว ๆ เช่นนี้ได้มากนัก การรับคำร้องภารกิจหรือพูดคุยกับผู้ว่าจ้างก็ไม่จำเป็นต้องพูดมากนัก
ในฐานะของเผ่าจิตวิญญาณที่ใกล้สูญพันธุ์เต็มที นิสัยเย็นชาถือเป็นเรื่องปกติ พวกเขาสามารถรับรู้ถึงพลังจิตวิญญาณและหยั่งรู้ผ่านมหานทีรากวิญญาณได้มากกว่าเผ่าพันธุ์ใด ความมืดในจิตใจของสิ่งมีชีวิตอื่นมักเผยออกมาเมื่ออยู่ต่อหน้าพวกเขา
ดวงตาคือเส้นทางสู่วิญญาณ วาจาคือเสียงจากตัวตน และกิริยาคือเงาสะท้อนของนิสัย เผ่าจิตวิญญาณสอนกันมาเช่นนี้ พวกเขาจึงไม่ค่อยพูดจาหรือเปิดเผยอะไรมากนัก
โฟเรลก็เป็นเหมือนเผ่าจิตวิญญาณคนอื่น ๆ มีแนวคิดเช่นนี้เช่นกัน ดังนั้นการพูดจายาวนานเช่นนี้จึงไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อย น่าตลกที่คู่สนทนาคนสำคัญของเขาในการพูดจาแสนยาวครั้งนี้กลับเป็นนักบวชผู้เป็นใบ้
ไม่สิ อาจเป็นเพราะเป็นใบ้ต่างหาก เขาจึงได้พูดมากกว่าปกติ
สองคู่หูมองหน้ากันไปมาขณะที่โฟเรลกำลังอธิบาย ยังคงมีท่าทีขบขันเช่นเดิม ไร้ซึ่งความระมัดระวังที่นักขีดเขียนชะตามากประสบการณ์สมควรมี เขารู้สึกอึดอัดไม่น้อยที่อีกฝั่งดูจะไม่ตั้งใจฟัง เพราะเขายังจำเป็นต้องพึ่งพาอีกฝั่งอยู่เขาจึงทำได้เพียงทน โฟเรลลอบย้ำเตือนกับตนเองอีกครั้งว่าวันนี้ตนนั้นพูดเยอะไปแล้ว
ดวงตาเริ่มกลับสู่สีเทาขุ่นมัวอีกครั้ง ดวงหน้าหวนคืนสู่ความเย็นชา “รีบออกเดินทางกันเถอะครับ ผมจะรับผิดชอบเรื่องความปลอดภัยเอง” โฟเรลเอ่ยเสียงเรียบ หันหลัง ออกเดินนำไปอย่างรวดเร็ว
เรนเดลดูจะตกใจกับท่าทีที่เปลี่ยนเป็นเย็นชาของโฟเรลไม่น้อย เธอโบกไม้โบกมือถามบางสิ่งหากครั้งนี้โฟเรลกลับไม่แม้แต่จะหันมา เป็นเซเรนเซ่ที่เดินตามไปงับชายเสื้อคลุมของโฟเรลเบา ๆ
โฟเรลขมวดคิ้วน้อย ๆ มองปลายแขนเสื้อที่ยับย่นเพราะถูกกัด เขาหันไปเตรียมกล่าวอะไรสักคำหากสิ่งที่อยู่ในมือของเรนเดลกลับทำให้ถ้อยคำทั้งหมดหายลงไปในลำคอ
กล่องใสในมือของนิทานแสดงให้เห็นเห็ดขนาดใหญ่เท่าหัวมนุษย์ที่มีเนื้อหยาบร่วนราวกับทราย เธอชูมันด้วยสองมือพร้อมรอยยิ้ม
ดวงตาที่คืนสู่ความขุ่นมัวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดวงหน้าที่เต็มไปด้วยความเย็นชาแตกกระจายเละเทะ เหลือเพียงใบหน้านิ่งอึ้งภายใต้นั้น โฟเรลเงยหน้ามองนักบวชหญิงตรงหน้าราวกับไม่อาจเชื่อสายตา
‘ไม่ต้องเสียเวลาหรอกค่ะ’ เรนเดลวางกล่องนั้นไว้ข้างกาย แล้วจึงโบกไม้โบกมือไปมาอย่างร่าเริง
‘พอดีเดินผ่านแถวนั้นเมื่อวานค่ะ เลยหยิบติดมือมา’