ตอนที่ 107
วงกตเทวะ
ทันทีที่สิ้นเสียงประกาศตัวแทนส่วนใหญ่ของแต่ละสำนักก็เร่งกระโจนไปยังประตูบานที่หมายตา...บ้างไปลำพังบ้างจับกลุ่มกันเข้าไป
สายตาของผู้ชมส่วนใหญ่จับจ้องไปยังจอฉายขนาดใหญ่รอบ ๆ ซึ่งแสดงภาพของผู้เข้าคัดเลือกที่กำลังพยายามวิ่งผ่านทุ่งหญ้าสูงโดยมีระยะทางจากจุดเริ่มต้นจนถึงประตูด่านที่สอง...เป็นห่างไกลกันกว่าสิบกิโลมเมตร
"ดูนั่นสิ กลุ่มศิษย์หลักของสำนักมังกรเทวะช่างเยือกเย็นจริง ๆ ดูสิยังไม่มีใครขยับแม้แต่คนเดียวเลย เหมือนต่อให้กับสำนักอื่นเลยว่าไหม" ผู้ชมที่ไม่ได้มองภาพบนจอฉาย ก็เลื่อนสายตาลงไปยังลานกว้างเบื้องล่าง ชมดูเหล่าตัวแทนจากสำนักต่าง ๆ ที่ยังคงรั้งรอกันอยู่เบื้องนอกประตูมิติ โดยเฉพาะศิษย์หลักและนายน้อยจากสามตระกูลใหญ่ของสำนักมังกรเทวะที่ยังคงสงบนิ่งเหมือนกับว่าไม่เห็นการทดสอบในรอบคัดเลือกอยู่ในสายตา ราวกับว่าพวกมันต้องการต่อให้กับผู้คนจากสำนักอื่นได้เข้าไปก่อนตามคำกล่าวของผู้ชมบางกลุ่ม
"ศิษย์หลักว่าแข็งแกร่งแล้ว แต่พวกเจ้าดูนั่นคูณชายจากตระกูลใหญ่ทั้งสี่คนต่างหากที่เป็นตัวเต็งในการคว้าอันดับหนึ่ง"
"แต่อย่าได้ประมาทตัวแทนจากสำนักมังกรทมิฬ กับสำนักมังกรเมฆาเชียวละ"
เสียงเจรจาเซ็งแซ่ในกลุ่มผู้ชมซึ่งกว่าครึ่งเป็นศิษย์ของสำนักมังกรเทวะต่างวิเคราะห์วิจารณ์ผู้เข้าร่วมทดสอบกันอย่างเมามัน โดยทุกคนต่างสนใจกลุ่มคนที่ยังยืนนิ่งเหมือนกับว่าการทดสอบตรงหน้านั้นเป็นเรื่องง่ายดาย และไม่จำเป็นต้องเร่งรีบเช่นเดียวกับสำนักอื่น ๆ ที่ต่างก็เข้าไปในประตูมิติจนหมดแล้ว ยกเว้นเพียงคนผู้เดียวจากสำนักมังกรฟ้า...เสวี่ยหมิง
"เฮ้ยแกดูเจ้าเด็กปอดแหกนั่นสิวะ สงสัยจะตื่นเต้นจนไม่กล้าเข้าไปในค่ายทดสอบ"เสียงเยาะเย้ยดังพร้อมเสียงหัวเราะครืนของผู้คนรอบข้าง บังเอิญว่ามีผู้ที่หงุดหงิดไม่ชอบใจนั่งอยู่บริเวณนั้นพอดี ซึ่งก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากสหายรักของเสวี่ยหมิง...จื่อฮุยหันไปมองตาขวางใส่กลุ่มที่ที่หัวเราะเย้ยหยันตัวแทนจากสำนักมังกรฟ้า
..."เสวี่ยหมิงเจ้าทำไมยังไม่เข้าไปอีก ข้าเริ่มรำคาญพวกคนดูด้านบนที่นินทาเจ้าว่าอ่อนแออย่างนั้นนอย่างนี้จนข้าจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว"
..."ฮ่า ฮ่า ฮ่า ที่ข้ายังไม่เข้าไปเพราะมีเหตุผลบางอย่าง แต่เอาเป็นว่าข้าจะช่วยให้เจ้ามีเรื่องกระทำ จะได้ลืมเลือนเรื่องน่ารำคาญเช่นนี้ไปก็แล้วกัน"
..."เรื่องให้ข้ากระทำ"
..."ใช่เรื่องให้เจ้ากระทำ เพื่อที่เจ้าจะได้ไม่ต้องใส่ใจกับคำนินทานั้นอีกว่าแต่เจ้าอยากจะทำไหมละ"
..."แน่นอน"
..."ดี งั้นเจ้าจำเอาไว้ว่าเรื่องที่ให้กระทำนั้น ยิ่งมีผู้คนดูถูกข้ามากเรื่องราวก็ยิ่งง่ายเข้า เพราะว่าเมื่อมีการประลองแข่งขันย่อมมีการพนันขันต่อ เจ้าก็เปิดโต๊ะเป็นเจ้ามือรับแทงว่าข้าจะสามารถเข้ารอบเป็นหนึ่งในห้าคนแรกที่ออกไปจากวงกตแห่งนี้ซะเลย"
..."หา เอางั้นเลยเหรอ"
..."หรือเจ้าไม่เชื่อใจข้า"
..."ฮ่า ฮ่า ฮ่า ข้าเชื่อใจเจ้าอยู่แล้ว แต่ว่าเราจะจำกัดวงเงินไหม และอัตราต่อรองยังไงดี"
..."เพื่อเป็นการจูงใจและหาเงินก้อนโตจากพวกโง่เง่าที่มันดูถูกข้า เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องจำกัดวงเงิน เพียงแต่อัตราต่อรองต้องเอาให้พวกนั้นมันตาลุกวาวด้วยรู้สึกว่าพวกมันได้เปรียบเจ้าเสียเต็มประดา แต่ก็ต้องไม่น่าเกลียดจนเกินไปจนผู้คนสงสัย อืม...เอาเป็นแทงห้าจ่ายหนึ่งจะได้ดูว่าสมเหตุผลหน่อย"
..."แทงห้าจ่ายหนึ่ง ตกลงตามนั้น"
..."อืม งั้นข้าจะเข้าไปละ" เมื่อเสวี่ยหมิงเห็นจูซินเฉิงและพวกเข้าไปที่ประตูแรก ซึ่งไม่ใช่ประตูเดียวกับจิวซินและจงเหลียง เสวี่ยหมิงก็วางใจและทะยานเข้าไปยังประตูที่ห้าซึ่งอยู่ใกล้ตัวเองที่สุด
หลังจากที่จื่อฮุยเสร็จสิ้นการสนทนาทางลมปราณกับเสวี่ยหมิง ด้านบนอัฒจันทร์ก็ถือกำเนิดเจ้ามือรายใหญ่นามจื่อฮุย ซึ่งภายหลังจากที่จื่อฮุยประกาศเงื่อนไขและอัตราต่อรองที่ตกลงกับเสวี่ยหมิงออกไป ก็มีผู้คนหลั่งไหลมาแทงพนันไม่ขาดสายเพราะมั่นใจว่าเงื่อนไขที่จื่อฮุยเปิดรับนั้น เท่ากับเป็นการนำเงินมาแจกพวกมัน แม้จะต้องใช้เงินห้าส่วนเพื่อได้รับกำไรเพียงหนึ่งส่วน แต่ในเมื่อเป็นกำไรที่วางเอาไว้ให้หยิบมีหรือที่พวกมันจะพลาดโอกาส แถมระยะเวลาพนันก็แค่รอการแข่งขันในรอบแรกจบลงเท่านั้น เมื่อความคิดเป็นเช่นนี้จึงมีบางผู้คนที่เสี่ยงทุ่มแทงจำนวนมาก พร้อมร้องขอเครื่องการันตียืนยันว่าจื่อฮุยจะมีเงินทองเพียงพอจ่ายให้มันหากเสวี่ยหมิงไม่สามารถผ่านประตูออกมาเป็นหนึ่งในห้าคนแรก ซึ่งจื่อฮุยก็อาศัยเงินทองที่เสวี่ยหมิงฝากเอาไว้ตั้งแต่คราวที่ไปร่วมประมูลในเมืองแรดดำออกมาแสดง ทำให้ยิ่งได้รับความน่าเชื่อถือจนทำให้จื่อฮุยจำต้องไปขอแรงจากศิษย์ร่วมสำนักคนอื่น ๆ ให้มาช่วย
หลังจากที่เสวี่ยหมิงก้าวผ่านประตูมิติสู่วงกตเทวะแล้ว สิ่งแรกที่ปรากฏในสายตาของเขาก็คือทุ่งหญ้าสูงกว้างสุดลูกหูลูกตา แต่เมื่อกวาดสายตาสำรวจดู ก็พบว่าผู้เข้าร่วมคัดเลือกในครั้งนี้หลายคนล้มหมดสติอยู่บนพื้นหญ้า บางคนก็ถูกบึงโคลนที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้หญ้าสูง และมีสัตว์อสูรอาศัยอยู่ทำร้ายจนบาดเจ็บ แม้ตอนนี้เสวี่ยหมิงจะมั่นใจในพลังฝีมือของตนเอง แต่เพื่อความไม่ประมาทเสวี่ยหมิงจึงทดลองใช้พลังจิตวิญญาณแผ่ขยายออกสำรวจดู ทำให้เสวี่ยหมิงนั้นพบความจริงที่ซุกซ่อนอยู่ในด่านแรกของวงกตเทวะแห่งนี้
...ทุ่งหญ้านั่นเป็นเพียงเครื่องลวงตาบดบังวิธีการทดสอบที่แท้จริงสินะ เพราะความน่ากลัวที่ซุกซ่อนอยู่คือบึงโคลนพิษที่เบื้องล่าง กับสัตว์อสูรพื้นฐานลมปราณขั้นที่ 5 ซึ่งแฝงตัวอยู่ในบึงน้ำ เอาเถอะเมื่อกับดักอยู่เบื้องล่างก็แค่ทะยานขึ้นไปเบื้องบน ส่วนพิษร้ายที่ระเหยขึ้นมาสำหรับเราก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร
สิ้นสุดความคิดเสวี่ยหมิงก็เหินทะยานขึ้นไปเบื้องบนเหยียบย่างไปบนยอดหญ้าสูง และใช้เวลาเพียงแค่อึดใจเดียวผ่านพ้นจากด้านแรกของวงกตเทวะไปได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งไม่ได้มีแต่เสวี่ยหมิงที่ใช้วิธีการนี้ แต่ศิษย์หลักจากสำนักมังกรเทวะทุกคนที่เข้ามายังด่านทดสอบนี้ ล้วนสามารถทะยานเหนือยอดหญ้าหลบรอดจากกับดักที่ด้านล่าง เพียงแต่ว่าพวกมันไม่อาจต้านทานควันพิษได้ดุจเดียวกับเสวี่ยหมิง จึงจำเป็นต้องโคจรลมปราณปิดกั้นรูขุมขนยามเหินทะยานออกไป ทำให้ความไวนั้นเชื่องช้ากว่าเสวี่ยหมิงอยู่พอสมควร
เสียงฮือฮาเมื่อปรากฏผู้คนผ่านด่านที่หนึ่งมาได้เป็นคนแรก ซึ่งก็ไม่ใช่ใครอื่นหนึ่งในตัวเต็งของการประลองในครั้งนี้...พั่วจินจากสำนักมังกรทมิฬ และตามติดมาด้วย...เฟยหลง ศิษย์เอกของสำนักมังกรเมฆา...ส่วนเสวี่ยหมิงนั้นเพราะเข้าไปทีหลังจึงเพียงอยู่อันดับที่สิบกว่าเช่นเดียวกับศิษย์หลักของสำนักมังกรเทวะ
หลังจากที่พุ่งผ่านประตูมิติซึ่งตั้งอยู่ด้านท้ายด่านทดสอบที่หนึ่งมาได้ เสวี่ยหมิงก็ถูกส่งมายังลานกว้างที่เต็มไปด้วยหุ่นกล ที่พร้อมจะโจมตีผู้เข้าร่วมประลองทุกคนที่เข้าไปในอาณาเขตรัศมีของมัน ที่ด่านนี้เสวี่ยหมิงไม่ได้หยุดสังเกตดูเพราะเมื่อเป็นด่านที่ต้องอาศัยการต่อสู้โดยตรงเสวี่ยหมิงก็ไม่รั้งรอทะยานไปยังเส้นทางที่ว่างอยู่ และเดินตะลุยไปโดยที่ไม่ได้สนใจการโจมตีของหุ่นกลแม้แต่น้อย
เปรี้ยง ! เปรี้ยง !
ทุกครั้งที่เกิดเสียงดังเปรี้ยงจากการโจมตีของหุ่นกล ก็จะปรากฏเสียงดังเปรี้ยงอีกครั้งจากการโจมตีของเสวี่ยหมิงที่ตอบโต้กลับไปและทำลายหุ่นกลตัวนั้นในทันที และด้วยวิธีการที่เดินหน้าไม่หลบเลี่ยงของเสวี่ยหมิงก็ก่อให้เกิดเส้นทางอันสะดวกสบายสายหนึ่งขึ้นมา ทำให้มีผู้เข้าร่วมทดสอบที่หัวไวฉวยโอกาสก้าวเดินตามหลังเสวี่ยหมิงผ่านด่านที่สองไปอย่างง่ายดาย
แม้ว่าวิธีการเดินหน้าตะลุยของเสวี่ยหมิงนั้นจะทำให้เกิดเส้นทางที่ตรงที่สุด แต่เพราะบางครั้งเสวี่ยหมิงจะหยุดทดสอบพลัง ความสามารถในการรับการโจมตีของหุ่นกลที่มีระดับพลังตั้งแต่พื้นฐานลมปราณขั้นที่ 3 ถึงพื้นฐานลมปราณขั้นที่ 5 ไปด้วยแต่เพราะแต่ละตัวมีวิธีการและทักษะในการโจมตีที่แตกต่าง ทำให้เสวี่ยหมิงเสียเวลาชมดูไปบ้าง ทำให้เมื่อผ่านด่านที่สองไปได้อันดับของเสวี่ยหมิงจึงขยับขึ้นมาอยู่เพียงที่ 8
"เป็นไปไม่ได้" ผู้คนที่ทุ่มแทงว่าเสวี่ยหมิงไม่มีทางติดหนึ่งในห้าของการคัดเลือกเริ่มนั่งไม่ติด แถมบางคนก็เริ่มที่จะกังวลบ้างแล้ว แต่แล้วเมื่อถึงด่านที่สามเส้นทางที่เคยแยกกันจากทั้ง 10 ประตูก็กลับมาบรรจบรวมกันเป็นสถานที่ทดสอบเดียว ทำให้เสวี่ยหมิงต้องโคจรมาพบกับจูซินเฉิงอีกครั้ง