“ตอนนั้นข้าไม่ควรใจอ่อนยอมให้นางแต่งเข้ามา”
หมอมอได้ยินฮูหยินผู้เฒ่าบ่นกระปอดกระแปดก็ได้แต่ปั้นหน้ายิ้มต่อไป ตอนนั้นเพื่อให้ได้แต่งกับเจี่ยนซื่อ ท่านโหวต้องทุ่มเทความพยายามไม่น้อย แม้ยามอยู่ต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่าจะถูกตำหนิและทุบตีบ่อยครั้ง ทว่าด้วยสวรรค์ลิขิตมาทำให้คนทั้งสองได้แต่งงานกันในที่สุด
“ได้ยินว่าเมื่อวานเขานอนที่เรือนชิงจู๋หรือ”
นึกถึงบุตรชายคนโตที่กู่ไม่กลับ นางพลันถอนใจออกมาเบาๆ สุดท้ายก็เป็นพวกมองแต่เปลือก สิ่งที่เขาหลงชอบไม่ใช่รูปโฉมงามหมดจดราวบุปผาสะท้อนผืนน้ำของเจี่ยนซื่อหรอกหรือ หากอีกฝ่ายแก่ชราจะยังรักหลงเช่นเดิมอีกไหมเล่า
“เจ้าค่ะ”
หมอมอผู้เฒ่าเองก็ส่ายหน้า บุรุษที่ไม่ได้กินของคาวมานาน กว่าจะได้โอกาสย่อมไม่ยอมปล่อยไปโดยง่าย นางได้ยินบ่าวเล่าว่าวันนี้ตอนท่านโหวไปประชุมเช้า ใบหน้าเบิกบานราวลมวสันต์ต้องหยาดฝนทีเดียว
“เจี่ยนซื่อยังให้ความสนใจยายหนูสี่อยู่หรือไม่”
“การกินอยู่ยังเหมือนเดิมเจ้าค่ะ ดูๆ ไปแล้วไม่มีอะไรเปลี่ยนไปจากปกติ แต่ว่าฮูหยินโหวมีใจลำเอียงรักคุณหนูห้าเกินหน้าคุณชายทั้งหลายอยู่ไม่น้อยเจ้าค่ะ”
“หึ...นางเพียงอยากชดเชยให้หรอก ทว่าต่อให้ชดเชยแล้วอย่างไร สุดท้ายช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการอบรมเลี้ยงดูได้ผ่านมาแล้ว นานวันเข้าเหลือแค่เปลือกนอกกับความปากกล้าเท่านั้น”
เมื่อฮูหยินผู้เฒ่านึกถึงเรื่องที่ตนถูกเด็กสาวผู้หนึ่งโต้กลับจนพูดไม่ออกก็รู้สึกรำคาญใจยิ่งนัก จึงหลับตาลงคิดจะพักเงียบๆ สักหน่อย ทางหมอมอผู้เฒ่าพอเห็นการเคลื่อนไหวของนางค่อยๆ สงบลงจึงไม่ส่งเสียงรบกวนอีก
ขณะเดียวกัน ณ เรือนของเหมยอี๋เหนียง เหยียนฉิงยังคงน้ำตาไหลพราก เหมยอี๋เหนียงเห็นแล้วปวดใจยิ่งนัก “ฉิงเอ๋อร์ ไม่ต้องร้องไห้แล้ว เจ้าไม่ควรไปหาเรื่องคุณหนูห้าเลย”
“นางถือดีอะไร เป็นแค่เด็กบ้านนอกคนหนึ่ง...”
เหมยอี๋เหนียงเห็นว่านางจะตะโกนออกมาจึงเข้าไปหมายจะปิดปาก ทว่ากลับถูกเหยียนฉิงปัดมือออกพร้อมตัดพ้อเสียงปนสะอื้น “ข้าก็เป็นลูกสาวท่านพ่อเหมือนกัน เหตุใดนางถึงต้องสูงส่งกว่าด้วย หรือเป็นเพราะข้าเกิดจากอี๋เหนียง แม้แต่เหยียนจื่อหลิงยังไม่เคยกล่าวคำพูดหักหน้าถึงเพียงนี้มาก่อนเลย นางถือดีอะไร!”
น้ำตาแต่ละหยดที่ร่วงหล่นล้วนกระทบใจเหมยอี๋เหนียง วาจาที่เอ่ยถามทำเอาพูดไม่ออกสักคำ นางถือกำเนิดในครอบครัวยากจน ยามนั้นยังแอบนึกดีใจว่าโชคดีได้ฮูหยินผู้เฒ่าส่งนางให้ท่านโหว แม้เป็นเพียงอี๋เหนียง แต่กับบุรุษรูปงามราวเทพเซียนเช่นนี้ตนย่อมยินยอมด้วยความยินดี
ทว่าเมื่อบุตรสาวถือกำเนิด ฐานะของนางยังสู้แม่นมไม่ได้เลย นางจึงสำนึกตัวขึ้นมาได้ว่าตนเป็นเพียงอนุคนหนึ่ง หากนายหญิงของบ้านมีใจโหดเหี้ยมสักหน่อยคงถูกทุบตีจนตายไปแล้ว
...ยังดีที่ตอนนั้นท่านโหวกับฮูหยินมีเรื่องไม่พึงใจต่อกันมากมายและครรภ์ของนางก็ช่วยเอาไว้ ไม่เช่นนั้นจวนผิงซีโหวที่กว้างใหญ่นี้ ไหนเลยจะยังมีที่ให้ตนหยัดยืนอยู่ได้
“ฉิงเอ๋อร์ ต่อไปอย่าได้พูดจาเช่นนี้อีก พวกเราต้องรู้จักเจียมเนื้อเจียมตัวนะ”
ยามคลอดบุตรสาว นางถึงขั้นวนเวียนอยู่หน้าด่านประตูผี แต่คนผู้นั้นกลับแวะมาเยี่ยมเยียนเพียงครู่เดียว ไม่มีแม้แต่คำพูดปลอบโยนด้วยซ้ำ นับจากนั้นนางถึงทราบว่าคนเราต้องรู้จักพอใจในสิ่งที่มี
“เหตุใดข้าถึงไม่ใช่ลูกที่เกิดจากฮูหยิน เหตุใดท่านต้องเป็นคนให้กำเนิดข้าด้วย”
เหยียนฉิงยังเป็นเพียงเด็กสาวอายุน้อย ยามปกติฮูหยินโหวไม่ได้ปฏิบัติต่อพวกนางอย่างโหดร้าย แม้การกินอยู่จะไม่เทียบเท่าเหยียนจื่อหลิง แต่ก็ไม่ต่างกันมากนัก ยิ่งกว่านั้นยังไม่เคยมีใครหักหน้านางต่อหน้าผู้คนมาก่อน
ทว่าวันนี้คำพูดของเหยียนจื่อม่อทำให้นางได้เข้าใจช่องว่างระหว่างบุตรสายตรงกับบุตรอนุภรรยา แม้แต่แรงริษยานางยังไม่มีเสียด้วยซ้ำ อีกฝ่ายมีดีอะไร สวรรค์ถึงลำเอียงไม่ยุติธรรมถึงเพียงนี้
คำพูดของนางทำให้เหมยอี๋เหนียงหน้าซีดเผือดในพริบตา เวลาเดียวกันเหยียนจื่อชิงที่เพิ่งเข้ามานั้นได้ยินเข้าพอดี เขารีบสาวเท้าเข้าห้องแล้วปิดประตูทันที น้ำเสียงบ่งบอกว่ามีโทสะ “เหยียนฉิง นี่เจ้าทำอะไร”
“ทำอะไร วันนี้ตอนน้องสาวท่านถูกคนเหยียดหยาม ท่านไปอยู่ที่ไหน”
แม้ว่าปกตินางค่อนข้างเกรงกลัวพี่ชายผู้เงียบขรึมไม่ค่อยพูดจาคนนี้อยู่บ้าง แต่วันนี้นางเหมือนกินยาผิดขนานจนไม่คิดสนใจอะไรอีก จึงตวาดใส่เขาอย่างหมดความอดทน