ข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง

    บทที่ 57 เปิดร้านวันแรก

            บทที่ 57

            เปิดร้านวันแรก

             “ยกป้าย!!! ” เสียงตะโกนดังลั่นไปทั่วทั้งถนนผู้ที่ส่งเสียงตะโกนขึ้นมาไม่ใช่ใครอื่นคนผู้นั้นก็คือจางหยวน

            เขาทำการส่งเสียงตะโกนขึ้นมาส่งสัญญาณให้คนงานยกป้ายร้านขึ้นไปบนหน้าร้าน

            ผู้คนที่ห้อมล้อมต่างร่วมยินดีป้ายร้านขนาดใหญ่ที่ถูกแกะสลักขึ้นมาเป็นอย่างดีถูกยกขึ้นติดเหนือประตูล้าน

            ร้านผักหวงหลง

            ในตอนนี้ร้านผักวิญญาณได้เปิดการค้าขายเป็นวันแรกเมื่อแผ่นป้ายถูกยกขึ้นติดบนประตูร้านเทียบเท่ากับเป็นสัญญาณว่าร้านผักวิญญาณในตอนนี้เปิดให้บริการการขาย

            หลังจากนั้นผู้คนมากมายก็วิ่งกรูเข้ามาเพื่อซื้อพวกผักวิญญาณที่วางขายอยู่ภายในร้านค้าในตอนนี้

            ผู้คนหนาแน่นเหล่าผู้คนมากมายต่างพากันแย่งกันซื้อขายผักวิญญาณที่ถูกตั้งเอาไว้ภายในร้าน

            ในตอนนี้ร้านขายผักวิญญาณหวงหลงที่ถูกตั้งขึ้นโดยจางหยวนเป็นที่นิยมเป็นอย่างมากตั้งแต่การค้าขายในวันแรก

            เรื่องนี้มันไม่ใช่เรื่องที่แปลกประหลาดอันใดเพราะก่อนหน้านี้มองดูจากการค้าขายผักวิญญาณที่ผ่านมาร้านแผงขายผักวิญญาณของจางหยวนมีผู้คนตอบรับมากมาย

            โดยตอนนี้เขาเองก็เป็นหนึ่งคนที่รู้จักกันอย่างดีภายในเมือง

            ผู้คนรู้จักจางหยวนในฐานะคนขายผักวิญญาณชื่อนี้เป็นที่จดจำเพราะเขาเป็นผู้เขียนแค่คนผู้เดียวเท่านั้นที่ขายผักวิญญาณให้กับคนธรรมดา

            มีผู้คนมากมายติดต่อซื้อขายเป็นการส่วนตัวแต่เค้าเองก็ยังยืนยันว่าผักวิญญาณส่วนใหญ่จะขายให้กับผู้คนภายในเมือง

            เพราะแบบนั้นในตอนนี้มันเลยกลายเป็นว่าผู้คนภายในเมืองชื่นชมเขาเป็นอย่างมาก

            และในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาหลังจากที่มีผักวิญญาณทำการขายอยู่ภายในเมือง 

            สิ่งที่สามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนก็คือจำนวนของคนภายในมีผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

            ผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณเพิ่มพูนขึ้นเป็นอย่างมากในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

            เพราะว่ามีผู้คนส่วนใหญ่เริ่มคิดจะทำการฝึกฝนพลังวิญญาณเพิ่มมากขึ้นโดยทั่วไปแล้วปัจจัยที่ขาดในการฝึกฝนพลังวิญญาณก็คือของสนับสนุน

            อย่างเช่นผักวิญญาณหรือว่าพวกโอสถวิญญาณ

            โอสถวิญญาณมันคือยาลูกกลอนที่ช่วยส่งเสริมในการฝึกฝนพลังวิญญาณให้ง่ายดายมากขึ้น

            แน่นอนว่าถ้าไม่มีวัตถุส่งเสริมมันก็จะทำให้เส้นทางการฝึกฝนพลังวิญญาณสามารถพัฒนาได้เชื่องช้าลง

            โดยถ้าเป็นพวกโอสถพลังวิญญาณพวกมันล้วนแล้วเป็นของที่มีราคาสูงและแพงกว่าผักวิญญาณเป็นอย่างมาก

            ผักวิญญาณเองก็มีราคาสูงแน่นอนว่ามองดูแล้วมันจะมีราคาถูกกว่าพวกโอสถพลังวิญญาณแต่ว่ากลับไม่มีคนขาย

            เพราะว่าคนที่สามารถเพราะปลูกผักวิญญาณได้ส่วนใหญ่ก็ผูกขาดการค้าขายกับตระกูลใหญ่

            แต่ในตอนนี้มีผักวิญญาณมาตั้งขายภายในเมืองทุกๆวันแน่นอนว่าผู้คนก็ต้องให้ความสนใจและอยากจะฝึกฝนพลังวิญญาณมากขึ้น

            มีผู้คนมากมายอยากจะเป็นผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณ

            เพราะว่าผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณเป็นเสมือนกับความฝันของผู้คนมากมายสำหรับพวกผู้คนภายในเมืองแล้วคนที่นำเอาผักวิญญาณมาขายเช่นนี้ก็เปรียบเสมือนกับผู้มีผู้โอนของพวกเขาเช่นเดียวกัน

            เพราะแบบนั้นเมื่อเวลาผ่านไปผู้คนก็ยิ่งชื่นชมจางหยวนมากขึ้นเรื่อยๆปลุก

            แน่นอนว่านี่ถือว่าเป็นผลดีกับเขาเป็นอย่างมากในอนาคตวันข้างหน้ามันเป็นเหมือนกับพื้นฐานที่ทำให้กิจการอื่นๆเจริญรุ่งเรืองและได้รับการสนับสนุนจากชาวเมืองมากขึ้น

            นี่ถือว่าเป็นการซื้อใจในรูปแบบนึง

            ...

            บนชั้นสามของร้านขายผักวิญญาณหวงหลง

            จางหยวนยืนอยู่ด้านบนนั้นเขาใช้ดวงตาของตนเองมองลงมาจากทางหน้าต่างพบเห็นผู้คนมากมายกำลังต่อแถวรอซื้อขายผักวิญญาณเป็นจำนวนมาก

            จางหยวนที่กำลังอยู่ถือถ้วยน้ำชาเขาแสยะยิ้มที่มุมปากอย่างพึงพอใจหันไปหาผู้ที่ยืนอยู่ด้านหลังคือหย่งคัง

            หย่งคังนั่งอยู่บนโต๊ะน้ำชายกน้ำชาขึ้นมาดื่มอย่างใจเย็นและพูดขึ้น “ แบบนี้ถือว่าเป็นไปอย่างที่เจ้าต้องการหรือไม่”

            “ แน่นอนสิขอรับเป็นไปตามที่ตัวของข้าต้องการ ”

            “ ดูสิขอรับเพียงแค่ในวันแรกผู้คนมากมายเดินทางมาเช่นนี้ถนนเส้นนี้ไม่ค่อยมีผู้คนเดินผ่านไปผ่านมาค่าลองสำรวจพื้นที่บริเวณรอบรอบดูแล้วไม่ค่อยมีผู้คนเช่าอยู่บริเวณนี้สักเท่าไหร่ ”

            “ แน่นอนว่าย่อมเป็นเช่นนั้นประตูทางทิศใต้มันเชื่อมโยงติดอยู่กับป่าใหญ่เส้นทางนี้ไม่ค่อยมีผู้ใดเดินทางผ่านไปผ่านมาเพราะแบบนั้นผู้คนเลยไม่อาศัยอยู่ด้านนี้สักเท่าไหร่ ” หย่งคังตอบกลับไปตามประสบการณ์ที่ตนเองอยู่

            “ ว่าแต่แล้วเจ้าสำรวจพื้นที่บริเวณแถบนี้ไปทำอันใด? ”

            “ อย่าบอกนะว่าตัวของเจ้า? ” หย่งคังแสดงใบหน้าราวกับว่าล่วงรู้บางอย่าง

            จางหยวนยิ้ม “ ใช่แล้วขอรับสิ่งที่ข้าจำเป็นและต้องการจะทำก็คือการเปลี่ยนย่านนี้ให้เป็นย่านการค้าขายของพวกเราโดยเฉพาะ” 

            “ นั่นคือสิ่งที่พวกเราต้องทำในลำดับถัดไป เมื่อสามารถเปลี่ยนย่านการค้าแทบนี้ให้ของเราได้มันจะทำให้อำนาจภายในเมืองของเราขยายใหญ่ขึ้น ”

            “ รีบร้อนเกินไปหรือเปล่านี่ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยนะ ” หย่งคังแสดงใบหน้าลังเล

            สำหรับพวกเขาที่เริ่มลงมือทำมาได้เพียงแค่ไม่กี่เดือนสามารถขยับขยายกิจการใหญ่โตเช่นนี้ได้ถือว่าเกินความเป็นจริง

            แต่ว่าการที่จะขยับขยายการค้าขายแปรเปลี่ยนยอดแห่งนี้ให้เป็นย่านการค้าขายมันยิ่งเป็นเรื่องที่เกินความเป็นจริงมากขึ้นไปอีก

            ภายในเมืองจินหยวนอย่างที่รู้กันดีว่าเป็นเมืองขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้เมืองหลวงเพราะแบบนั้นถือว่าเป็นหนึ่งเมืองที่ใหญ่โตเป็นอย่างมากและก็เป็นเมืองการค้าขายด้วย

            โดยภายในเมืองแห่งนี้จะมีย่านการค้าขายอยู่บริเวณใจกลางเมือง

            โดยย่านการค้าขายปักหลักมาหลาย10 ปีแล้ว ย่านการค้าขายเป็นการตกลงกันของตระกูลใหญ่ใหญ่แล้วก็เหล่าพ่อค้า

            แต่ในตอนนี้จางหยวนตั้งใจจะทำให้สถานที่แห่งนี้เป็นอีกหนึ่งด้านการค้าขายที่มีผู้คนเดินผ่านไปผ่านมาภายในเมือง

            ถือว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ยากกว่าที่จะปูพื้นฐานและสร้างยอดการค้าขายภายในเมืองแห่งนี้ได้ใช้เวลานับ10 ปี

            จางหยวนแสดงรอยยิ้มที่มุมปากยกน้ำชาของตนเองขึ้นมาดื่ม “ แน่นอนว่าเป็นเรื่องที่ยากเย็นแต่ก็ไม่ใช่ว่าพวกเราจะไม่สามารถทำได้นิขอรับ”

            “ ข้าคิดว่าถ้าเป็นตัวของข้าในตอนนี้ทำได้อย่างแน่นอนคงจะเสียเวลาอีกไม่นานตามที่ ตัวของข้าคิดไว้อาจจะใช้เวลาอีกซักประมาณครึ่งปี”

            “ เจ้าพูดตลกใช่หรือไม่เจ้าบอกว่าครึ่งปีอย่างนั้นรึ? ” หย่งคังแสดงใบหน้าไม่อยากจะเชื่อกับคำพูดนั้น

            เป็นเพราะว่ายังไรเสียถ้ามองในรูปแบบความเป็นจริงมันเองก็แทบจะไม่มีโอกาสที่จะเป็นไปได้เลยด้วยซ้ำ

            “ ได้สิขอรับตอนนี้พวกเรามีเงินทุนแล้วอย่างไรเสียก็ทำได้ ตระกูลเสิ่นช่วงนี้มันเองก็ไม่กล้าลงมือ ”

            “ แล้วตัวของข้าเองก็คิดว่ามันอาจจะไม่กล้าลงเบอร์ไปอีกสักพักซึ่งนี่ถือว่าเป็นผลดีสำหรับพวกเรา”

            “ ถ้าเจ้าทำได้ผู้คนภายในเมืองนี้ต้องตื่นตระหนกอย่างแน่นอน” 

            จางหยวนเดินตรงกลับมาที่โต๊ะน้ำชาเขาเอาถ้วยน้ำชาของตนเองวางลงไปที่โต๊ะจากนั้นก็นั่งลงตรงตำแหน่งที่ยังคงว่างอยู่

            “ ท่านรู้หรือไม่ขอรับว่าตอนนี้พวกเรายังขาดอันใดอยู่ ” จางหยวนถามอีกฝ่าย 

            “ ขาดอะไร ”

            “ คนมีความสามารถอย่างไรละขอรับ ”

            “ คนมีความสามารถอย่างงั้นหรอ? แล้วเจ้าหมายถึงคนมีความสามารถในด้านไหน”

            “ ในทุกๆด้านขอรับ พวกเราจำเป็นจะต้องการคนที่มีความสามารถในทุกๆด้านถ้าเราอยากจะพัฒนาให้รวดเร็วมากกว่านี้และอยากจะพัฒนาจนถึงขนาดที่สามารถควบคุมสถานที่แห่งนี้ได้พวกเราจำเป็นจะต้องมีคนที่มีความสามารถคอยสนับสนุน”

            “ แล้วเจ้าเอาอย่างไรคนที่มีความสามารถส่วนใหญ่ก็โดนดึงตัวจากตระกูลใหญ่ไปหมดแล้วที่หลงเหลืออยู่ก็มีเพียงแค่หยิบมือเดียวภายในเมืองแห่งนี้  ”

            “ ในเมื่อคนมีความสามารถโดนดึงตัวไปหมดแล้ว พวกเราก็สร้างขึ้นมาเองสิขอรับ” จางหยวนยิ้ม 

            จบบท