สีเืในดวงตาแดงก่ำของชายชราคนนั้นเลือนหายไปควันสีดำที่ห่อหุ้มร่างกายพุ่งย้อนกลับเข้าไปในกระเป๋าเป็ริ้วๆสีหน้าดุร้ายของเขาสงบลง หลังจากรอให้หัวสมองปลอดโปร่ง เพียงปราดเดียวเขาก็มองเห็นฉวี่หลิงที่สีหน้าค่อนข้างขาวซีดยืนพิงกำแพงอยู่
“สาวน้อย เธอเป็อะไรไปหรือ” สวีเว่ยกั๋วที่พบว่าตัวเองนั่งอยู่บนพื้นรีบร้อนตะเกียกตะกายขึ้นมา ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้ฉวี่หลิง
ฉวี่หลิงยังไม่ได้เอ่ยอะไรสวีิเจิงก็วิ่งไปอยู่ข้างกายสวีเว่ยกั๋ว ดึงรั้งมือของเขาไว้ แล้วชี้ตัวเองอย่างไม่อยากเชื่อพลางถามว่า“ปู่ครับ ปู่...รู้สึกดีขึ้นแล้วเหรอครับ ปู่รู้หรือเปล่าว่าผมเป็ใคร”
สวีเว่ยกั๋วมองหลานชายที่ขอบตาเป็สีแดงในใจเ็ปแทน แต่บนใบหน้ากลับมีท่าทีเมินเฉย “ดูท่าทางงกๆ เงิ่นๆของหลานสิ ถึงปู่จะกลายเป็เถ้าถ่านก็ยังจำหลานได้อยู่ดีนั่นแหละน่า แล้วนี่เกิดอะไรขึ้นหลานร้องไห้ทำไม”
สวีิเจิงสะอึกสะอื้นเล่าเื่ที่ฉวี่หลิงกระทำลงไปเมื่อครู่ออกมาให้ฟังรอบหนึ่ง
สวีเว่ยกั๋วหันมองฉวี่หลิงที่สีหน้ายังขาวซีดอยู่เล็กน้อยและเอ่ยขอบคุณ “สาวน้อย หนูชื่ออะไรเหรอ เื่ในวันนี้ต้องขอบคุณหนูมาก ถ้าไม่มีหนู ปู่ก็คงจะแย่อยู่ตรงนี้แล้ว”
สวีเว่ยกั๋วไม่เชื่อว่าหลานของตนจะพูดโกหกอีกทั้งตัวเขาเองก็มีความนับถือในด้านปรัชญา อย่างปรัชญาขงจื๊อหรืออะไรเช่นนี้อยู่แล้วตัวเขาก็รู้เห็นมามาก แน่นอนว่าเขาไม่คิดว่าเื่นี้เป็เื่งมงาย
เพียงแต่อดรู้สึกประหลาดใจไม่ได้เด็กผู้หญิงอายุน้อยขนาดนี้ กลับเรียนรู้และมีความสามารถสูงราวกับเป็ผู้เชี่ยวชาญศาสตร์ด้านปรัชญา
“ท่านไม่ต้องเกรงใจ เรียกหนูว่าหลิงหลิงก็พอค่ะ”ฉวี่หลิงคลี่ยิ้ม ก้มลงมองกระเป๋าในมือของเขา “ขอถามอย่างละลาบละล้วงสักหน่อยนะคะในกระเป๋าของท่านมีอะไรอยู่หรือคะ ปัญหาของท่านดูเหมือนว่าจะมาจากมัน”
“ฉันแซ่สวี หลิงหลิงเรียกคุณปู่สวีก็พอ ในนี้มีกริชที่ฉันสะสมไว้อยู่เล่มหนึ่งคิดไม่ถึงเลยว่าปัญหาจะเกิดขึ้นเพราะมัน”
ในใจของสวีเว่ยกั๋วนั้นรู้สึกหวั่นเกรงแม้ว่าเมื่อครู่เขาจะไม่มีสติ แต่เขายังคงรู้สึกได้ถึงความเย็นเยียบไปถึงกระดูกดังนั้นเขาจึงเชื่อและไม่สงสัยในคำพูดของหลานชาย
เมื่อเขาได้ยินว่าสิ่งของในมือของตนมีปัญหาก็คิดจะเปิดกระเป๋าออกมา แต่พบว่าบนกระเป๋ามีเหรียญโบราณวางนิ่งอยู่เหรียญหนึ่ง
ฉวี่หลิงรีบกดมือของสวีเว่ยกั๋วเอาไว้“คุณปู่ให้หนูเป็คนเปิดไหมคะ”
ใจหนึ่งสวีเว่ยกั๋วอยากอนุญาตแต่อีกใจหนึ่งเขาเห็นว่าอายุของฉวี่หลิงน้อยถึงเพียงนี้ จึงอดถามอย่างเป็ห่วงไม่ได้“จะเป็อะไรหรือเปล่า หลิงหลิงเปิดได้แน่นะ”
“หนูจะลองดูค่ะ” ฉวี่หลิงรับกระเป๋ามาแล้วหยิบเหรียญโบราณออกในกระเป๋าเกิดเสียงหวีดหวิวเบาแหลมขึ้นอีกครั้ง
สวีเว่ยกั๋วตื่นตระหนกเขามองฉวี่หลิงที่ลักษณะท่าทางกระฉับกระเฉงคล่องแคล่ว สีหน้าท่าทางสงบนิ่งในใจก็แอบชื่นชม เด็กหญิงคนนี้อายุยังน้อย แต่ทำอะไรได้คล่องแคล่ว ไม่เร็วหรือช้าเกินไปไม่รู้ว่าคนที่บ้านไหนเป็คนสั่งสอนมา
เมื่อฉวี่หลิงเปิดกระเป๋าออกก็เห็นกล่องไม้ใบหนึ่งกล่องใบนี้ทำมาจากไม้จันทน์ เธอเคยเห็นไม้ชนิดนี้ที่บ้านของคุณปู่มาก่อน จึงรู้ว่าเป็ไม้เนื้อดีลายเส้นสวยงาม และมีค่ามาก
แต่เธอเพียงแค่มองมันอย่างผ่านๆแวบหนึ่งเท่านั้น และเปิดกล่องไม้ด้วยความประหลาดใจ
เมื่อเปิดออกความรู้สึกเย็นเยียบพุ่งออกมาทันที ราวกับว่าอากาศที่ร้อนอบอ้าวทั่วทุกทิศได้ถูกแช่แข็งแม้แต่สวีเว่ยกั๋วกับสวีิเจิงที่อยู่ข้างๆ ยังอดไม่ได้ที่จะเอามือมาถูกัน
ในกล่องไม้มีกริชเล่มหนึ่งวางอยู่ฝักของกริชทำจากทองแดง ประดิษฐ์ออกมาเป็แบบโบราณและเรียบง่าย มองออกว่ามันได้ผ่านพิธีเจิมน้ำมนต์มาแล้วหลายปี้ามีลวดลายงดงาม และประดับด้วยทัวร์มาลีนสีเข้มเม็ดหนึ่ง
เมื่อฉวี่หลิงัักับกริชเธอรับรู้ได้ถึงความเ็ปอันเย็นเยียบที่ส่งผ่านมายังมือของเธอความรู้สึกแบบนี้ไม่ดีเลยสักนิด แต่สำหรับเธอแล้วก็ใช่ว่าจะทนไม่ได้ดังนั้นฉวี่หลิงจึงดึงกริชออกจากปลอกอย่างรวดเร็ว
กริชเล่มนี้ราวกับเป็ของที่ถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีมาเป็เวลานานเนื่องจากฝุ่นจับจนหนา เมื่อได้ต้องกับแสงสว่างอีกครั้ง จึงเผยให้เห็นลักษณะที่แท้จริงของมัน
ภายใต้แสงอาทิตย์กริชเล่มนี้เปล่งประกายพราวพร่างดั่งหิมะบนยอดเขา งดงามละลานตาไร้ที่เปรียบ ฉวี่หลิงไม่ได้แตะต้องใบมีดแต่มือกลับถูกไอเย็นจัดอันแหลมคมที่แผ่จากใบมีดกรีดเป็แผลเล็กๆ แผลหนึ่ง เืหยดหนึ่งหลั่งลงบนคมมีด
กริชเริ่มสั่นสะริกราวกับมีชีวิตจิตใจเป็ของตัวเองและอยากสลัดหนีออกจากมือฉวี่หลิง
อิทธิฤทธิ์ของมันมากล้นอย่างไม่น่าเชื่อฉวี่หลิงถูกมันดึงรั้งจนถอยโซเซไปหลายก้าวจนเกือบจะล้มลงบนพื้น สวีเว่ยกั๋วเห็นดังนั้นจึงดึงสวีิเจิงออกมาให้ห่างสักหน่อย
อุณหภูมิรอบข้างเย็นะเืขึ้นทุกทีสีเืบนริมฝีปากของฉวี่หลิงเลือนหายไป แม้บนขนตาจะถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวละเอียดแต่เธอไม่ได้หวั่นเกรงต่อความหนาวเย็นนั้นเลย แววตาเธอมีความมุ่งมั่นมากขึ้นทุกขณะ
ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมให้กันและกันอยู่เนิ่นนานกริชเล่มนี้ราวกับยอมรับความพ่ายแพ้ มันส่งเสียงหวีดหวิวแ่ๆ ในมือของฉวี่หลิงแต่โดยดีไม่ไหวติงอีกต่อไป
สวีเว่ยกั๋วก้มมองกริชที่งามราวสลักจากน้ำแข็งตรงหน้าอดกลั้นความเสียดายเอาไว้และเอ่ยกับฉวี่หลิงอย่างตัดใจ “สาวน้อย ของวิเศษนี้เลือกเ้าของแล้ว ฉันขอยืมดอกไม้ถวายพระ[1]มอบมันให้หนูก็แล้วกันนะ”
“คุณปู่สวี สิ่งนี้มีค่ามากเกินไป หนูรับไว้ไม่ได้”ฉวี่หลิงมองออกว่าใจจริงสวีเว่ยกั๋วชอบกริชเล่มนี้ เธอไม่อาจใช้วิธีนี้เอาของที่เขารักมาเป็ของตนของสิ่งนี้เองก็ล้ำค่า เธอไม่มีเหตุผลใดที่จะเก็บมันไว้
“ไม่ล่ะ มันเป็ของหนูแล้ว”
สวีเว่ยกั๋วยิ้มอย่างอ่อนโยนพลางเอ่ยว่า“ฉันเชื่อในพรหมลิขิต ก่อนหน้านี้ไม่มีใครสามารถดึงกริชออกจากปลอกได้หนูเป็คนเดียวที่ทำได้ มันเลือกเ้าของแล้ว ชีวิตนี้ฉันได้เห็นรูปร่างที่แท้จริงของมันก็พอใจแล้ว”
“อีกอย่างหนึ่ง สาวน้อย เธอช่วยชีวิตฉันเอาไว้ถือว่าฉันให้เธอเป็ค่าตอบแทนก็แล้วกันนะ” เขามองกริชที่งดงามราวกับน้ำแข็งสลักรู้สึกอย่างชัดแจ้งว่ามันไม่มีทางเป็ของเขา ยิ่งฝืนจะยิ่งไม่เป็การดี
เขาเห็นอย่างชัดเจนว่าสาวน้อยคนนี้มีจิตใจใสบริสุทธิ์ ทำอะไรมีเหตุผลเป็ของตัวเอง อีกทั้งยังเป็เด็กดีหากกริชเล่มนี้อยู่ในมือของเขาก็เป็ได้เพียงของประดับ เช่นนั้นมอบให้แก่ผู้ที่เหมาะสมกับมันดีกว่าและยังเป็การผูกไมตรีที่ดีด้วย
ในใจของฉวี่หลิงชื่นชอบกริชเล่มนี้เธอเห็นสีหน้ายืนหยัดแน่วแน่ของสวีเว่ยกั๋วจึงไม่ได้เอ่ยปฏิเสธอีก “หนูเองก็ชอบกริชเล่มนี้ ถ้าอย่างนั้นหนูจะเก็บเอาไว้ก่อน แต่หนูยังรู้สึกละอายใจเพราะฉะนั้นต่อไปนี้ถ้าคุณปู่้าอะไรแล้วหนูพอจะช่วยได้ หนูจะพยายามช่วยคุณปู่อย่างเต็มที่ค่ะบ้านของหนูอยู่ที่หมู่บ้านเจ๋อซี ถ้าเกิดมีเื่อะไร คุณปู่สามารถมาหาหนูได้แต่ว่าเื่ในวันนี้หนูหวังว่าคุณปู่จะไม่แพร่งพรายออกไปนะคะ”
สวีเว่ยกั๋วไม่คิดว่าจะได้รับการแลกเปลี่ยนที่ดีขนาดนี้เขายินดียิ่งนัก “ถ้าอย่างนั้นต้องขอบคุณหลิงหลิงด้วย หนูวางใจเถอะ ฉันจะเก็บเป็ความลับ”
ชีวิตคนเราบนโลกนี้ไม่แน่นอนว่าจะเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นเมื่อมีคำสัญญาที่เมื่อถึงเวลาสำคัญสามารถช่วยชีวิตได้เช่นนี้ เสียกริชที่เขาถอดปลอกไม่ออกเล่มหนึ่งแลกกับคำสัญญาของผู้มีฝีมือแบบนี้ ถือว่าคุ้มค่านัก
“บ้านฉันอยู่ที่เมืองหลวง ครั้งนี้ฉันมาหาเพื่อนที่เมืองเจ๋อซีต่อไปถ้าเกิดหลิงหลิงมาที่เมืองหลวง อย่างไรก็ขอให้แวะมาหาคุณปู่สวี” สวีเว่ยกั๋วให้สวีิเจิงจดเบอร์โทรศัพท์ที่บ้านให้ ก่อนจะยื่นให้กับฉวี่หลิง“นี่เป็เบอร์บ้านของฉัน หลิงหลิงรีบรับไปสิ”
หลังจากที่ฉวี่หลิงรับไว้แล้วก็ใช้ถุงพลาสติกทึบแสงเก็บกล่องไม้ที่ใส่กริชอยู่ เงยหน้าขึ้นยิ้มให้สวีเว่ยกั๋วแล้วเอ่ยขึ้น“คุณปู่สวี ถ้าอย่างนั้นหนูไปก่อนนะคะ เวลาผ่านมานานแล้ว หนูกลัวว่าพ่อจะเป็ห่วง”
ในใจสวีเว่ยกั๋วยังไม่อยากแยกจากทว่าก็ยังเอ่ยว่า “อย่างนั้นหลิงหลิงไปเถอะ อีกสักพักฉันถึงจะไป”
ฉวี่หลิงยิ้มพลางคิดจะเดินจากไปแต่ถูกสวีิเจิงดึงแขนเสื้อไว้
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่https://www.readawrite.com/a/a46536d46fa0b5329d985f5a4109f950
[1] ยืมดอกไม้ถวายพระแปลว่าใช้ของผู้อื่นมาแสดงน้ำใจ ในกรณีนี้หมายถึงมอบกริชให้แก่ฉวี่หลิงซึ่งเป็นายของกริชอยู่แล้ว