ระบบอั่งเปาสะท้านภพ

    เล่มที่ 4 บทที่ 106 ฉันชื่อโพว่โฮวหลง

    บทที่ 106 ฉันชื่อโพ่โฮวหลง

         เย่จื่อเฉินเดินแกว่งแขนไปทางมหาวิทยาลัย

         พอนึกถึงท่าทางของหลินซีเยว่ ท่าทางแบบนั้นอย่างกับแม่เสือที่โดนก่อกวน

         “ยัยบ๊อง พูดไม่เข้าหูก็จะลงไม้ลงมือ”

         “แกจะทำอะไร!”

         เสียงร้องอ่อนแรงได้ดังขึ้นมาจากซอยเล็กๆ ข้างถนนเย่จื่อเฉินจึงได้เดินไปตามเสียง ถึงได้เห็นว่ามีกลุ่มเด็กอันธพาลล้อมหญิงสาวที่ตัวเต็มไปด้วยกลิ่นเหล้าคนหนึ่งอยู่

         “คนสวย ให้พวกพี่ไปส่งบ้านไหม?”

         เด็กอันธพาลหัวเขียวกระตุกมุมปากยิ้มร้าย มือเอื้อมไปหาแก้มของหญิงสาวคนอื่นๆ จึงได้ถือโอกาสนี้เข้าไปลวนลาม แม้ว่าหญิงสาวจะออกแรงต่อต้านแต่ก็ยังโดนอันธพาลกลุ่มนั้นรังแกเอาเปรียบอยู่ดี

         “พวกแกหลบไปเลยนะ”

         หญิงสาวผลักพวกเขาออกไปสุดแรง อันธพาลกลุ่มนั้นกลั้นยิ้มพวกเขาไม่ถอยแต่กลับต้อนหญิงสาวให้อยู่ในวงล้อมของพวกเขา

         “อย่าทำแบบนี้สิ เมื่อกี้ที่ผับทุกคนยังสนุกกันอยู่เลยไม่ใช่เหรอ จู่ๆจะมาบอกว่าไม่โอเคแบบนี้ใช้ได้ที่ไหน?”

         ในขณะที่พูด เจ้าอันธพาลหัวเขียวก็ยื่นมือเข้าไปคว้าแขนของหญิงสาว

         “นายปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ”

         หญิงสาวกรีดร้องก่อนจะสะบัดแขนออก เมื่อครู่นี้ตอนอยู่ในผับพวกเขาสนุกกันก็จริงแต่เธอก็แค่อยากให้พวกเขาซื้อเหล้าให้เท่านั้น

         ผู้หญิงที่เที่ยวผับมีใครใช้เงินตัวเองซื้อเหล้ากินบ้างมีแต่ให้คนอื่นเลี้ยงทั้งนั้นแหละ

         แต่ก่อนเวลาเธอเที่ยวก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรใครจะไปรู้ว่าครั้งนี้จะเจอกับกลุ่มอันธพาลแบบนี้

         “นายถอยไปเลยนะ ถ้ายังไม่ถอยฉันจะร้องให้คนช่วย”

         หญิงสาวดวงตาขุ่นเคือง ปากเล็กกระจับเม้มเข้าหากัน คิ้วโก่งขมวดขึ้นท่าทางโกรธจัดราวกับลูกสิงโต

         จู่ๆ อันธพาลกลุ่มนั้นก็หัวเราะขึ้นมาเจ้าคนหัวเขียวยิ้มด้วยใบหน้านึกสนุก

         “เธอร้องสิ ต่อให้เธอร้องหาโพว่โฮวหลงก็ไม่มีใครมาช่วยเธอหรอก”

         “เอ่อ…” เจ้าอันธพาลหัวเขียวยังพูดไม่ทันจบเย่จื่อเฉินก็ยกมือขึ้นพร้อมกับพูดด้วยใบหน้าเยาะเย้ย “อย่างฉันนี่เรียกว่าโพว่โฮวหลงได้ไหม?”

         เมื่อเห็นเย่จื่อเฉินที่เดินออกมาจากมุมมืดดวงตาคู่สวยของหญิงสาวที่เมาอยู่ก็เป็นประกายขึ้นทันที

         “ช่วยฉันด้วย แจ้งตำรวจที!”

         หญิงสาวโบกมือสุดแรง อันธพาลหลายคนในกลุ่มนั้นพอเห็นว่ามีคนจะมาทำให้พวกเขาเสียเรื่อง ก็พากันกระจายตัวเดินเข้ามาล้อมเย่จื่อเฉินไว้

         “เจ้าหนู ถือโอกาสตอนที่ฉันยังอารมณ์ดีอยู่รีบไสหัวไปซะ ไม่งั้น…”

         ชิ้ง!

         มีดพกเล่มเล็กแวววาวปรากฏขึ้นในมือของเจ้าอันธพาลหัวเขียว ในขณะเดียวกันอีกสองสามคนที่รายล้อมอยู่ก็ได้ล้วงเอามีดพกออกมา

         “นายไม่รู้จักฉันเหรอ?”

         เย่จื่อเฉินชี้จมูกของตัวเอง

         “แกเป็นใครวะ ทำไมฉันถึงต้องรู้จักแก”

         ถอนหายใจออกมาเบาๆช่วงนี้กลุ่มอันธพาลที่เย่จื่อเฉินเจอต่างรู้จักเขาทั้งนั้น เลยคิดว่าเขาจะมีชื่อเสียงขึ้นมาในวงการนี้เสียอีก

         ดูท่าว่าชื่อเสียงของเขามันจะยังดังไม่พอสินะ

         “ได้ นายไม่รู้จักฉันก็ไม่เป็นไร ฉันจะให้นายได้รู้จักฉันหน่อยก็แล้วกัน”

         สิ้นเสียง เย่จื่อเฉินก็ยกมือขึ้นคว้าแขนของเจ้าอันธพาลหัวเขียวไว้ก่อนจะพลิกตัวตวัดขาถีบเจ้าพวกอันธพาลสองสามคนที่ล้อมอยู่จนล้มลงไปกองกับพื้น

         พวกอันธพาลที่เหลืออยู่ พอเห็นอย่างนั้นก็พุ่งเข้าไปแต่การเผชิญหน้ากับเย่จื่อเฉินนั้นพวกเขาไม่ใช่ศัตรูที่คู่ควรสักนิด

         เย่จื่อเฉินจัดการกับอันธพาลที่เหลืออยู่ภายในเวลาแค่แป๊บเดียวเย่จื่อเฉินปัดมือแล้วจึงหันไปยิ้มให้กับเจ้าอันธพาลหัวเขียว

         “เย่จื่อเฉิน ครั้งนี้รู้จักหรือยัง”

         “แม่เจ้า ฉันฝากไว้ก่อนเถอะ ไป!”

         เจ้าอันธพาลหัวเขียวพาลูกน้องรอบตัววิ่งล้มลุกคลุกคลานหนีไปหลังจากนั้นเย่จื่อเฉินถึงได้หันกลับมา เพื่อจะบอกหญิงสาวคนนั้นว่าปลอดภัยแล้ว

         แต่พอเขาหันมา กลับพบว่าหญิงสาวได้หายไปแล้ว

         “โห ไร้น้ำใจชะมัด”

         เย่จื่อเฉินส่ายหน้าหัวเราะ ตัวเองมาช่วยสาวงามแท้ๆแต่สุดท้ายสาวงามกลับหนีไปเสียอย่างนั้น

         ที่หมดคำจะพูดที่สุดคือเขายังเห็นไม่ชัดเลยว่าหญิงสาวหน้าตาเป็นยังไง

          ถนนคนเดินโบราณเมืองปิงเฉิงเขตตะวันออก

         แก๊ก

         เสียงเปิดประตูที่ทำให้รู้สึกเสียวฟันดังขึ้น จากนั้นเด็กสาวที่สีหน้าอิดโรยคนหนึ่งก็ได้เดินเข้ามา

         “กลับมาแล้วค่า”

         “อือ”

         ผู้ชายที่อยู่ในบ้านตอบรับโดยไม่เงยหน้าขึ้นมองเอาแต่ง่วนอยู่กับภาพวาดในมือ

         “แต่ละวันพ่อเอาแต่ง่วนอยู่กับภาพวาดเก่าๆ นั่นกับหนูไม่เห็นพ่อจะทุ่มเทขนาดนี้เลย”

         เด็กสาวหยิบน้ำอัดลมขวดหนึ่งออกมาจากตู้เย็นแล้วหันไปเบ้ปากใส่ผู้ชายคนนั้น

         “แกจะไปรู้อะไร นี่มันภาพอักษรโบราณของปาต้าซานเหรินเลยนะ”

         “อ๋อ ภาพวาดเก่าๆ ที่พ่อซื้อมาในราคาห้าล้านน่ะเหรอ เหอะ!”

         ผู้ชายคนนั้นขมวดคิ้ว ขยับจมูกเล็กน้อย

         “นี่แกกินเหล้าเมามาอีกแล้วเหรอฉันบอกแกตั้งกี่ครั้งแล้วว่าดึกขนาดนี้อย่าออกไปกินเหล้าข้างนอกถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาจะทำยังไง แกช่วยอย่าทำให้ฉันเป็นห่วงได้ไหม”

         “ค่าค่า!”

         เด็กสาวพยักหน้าที่อิดโรย ก่อนจะบิดขี้เกียจอย่างเหนื่อยล้าแล้วพูดขึ้น

         “ง่วงจะตายอยู่แล้ว ไปนอนก่อนนะ”

         “แกกลับมาเลยนะ ฉันยังพูดไม่จบ” ผู้ชายคนนั้นหันหลังจะตามไปเด็กสาวเบะปากแล้วชี้ไปยังภาพวาด ก่อนจะพูดกลั้วหัวเราะ “อย่าตามหนูมานะ ไม่งั้นถ้ารูปนั่นหายอย่ามาโทษหนูแล้วกัน”

         ผู้ชายคนนั้นนิ่งไปทันที เด็กสาวจึงถือโอกาสนี้ปิดประตูแล้วล็อกทันที

         พอถึงวันจันทร์ ก็เป็นวันที่ต้องไล่เส้นให้หวงอี้อีกครั้ง

         “จื่อเฉิน กินผลไม้”

         หวงเซิงเหม่ยยกจานผลไม้มาให้เย่จื่อเฉินด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนจากสายตาของเธอก็สามารถรับรู้ได้ถึงความรู้สึกที่ลึกซึ้งที่เธอมีให้เขา

         เย่จื่อเฉินพยักหน้าพร้อมหัวเราะเบาๆ ก่อนจะมีเสียงสบถด่าดังมาจากห้องนอนของหวงอี้

         “ปัญญาอ่อน”

         “เขาทำอะไรอยู่ในห้องเหรอ?” เย่จื่อเฉินบุ้ยปากไปทางห้องนอนของหวงอี้หวงเซิงเหม่ยยิ้มละมุนก่อนจะตอบ “เล่นเกมลีกออฟเลเจ็นดส์อะไรสักอย่างอยู่น่ะ”

         “อ๋อ”

         เย่จื่อเฉินเลิกคิ้ว ก่อนจะเดินไปยังห้องของหวงอี้

         ตอนนี้หวงอี้กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ มีหูฟังครอบไว้บนหัว พร้อมกับจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์เขม็งสองมือควบคุมแป้นคีย์บอร์ดกับเมาส์อย่างบ้าคลั่ง

         เย่จื่อเฉินยืนอยู่ข้างหลังเขาเงียบๆ มองเขาเล่นอยู่…

         “แพ้แล้ว!”

         หน้าจอคอมมืดสนิท หวงอี้ถอดหูฟังออกแล้วเหวี่ยงไปข้างหลัง

         “มันพลิกเกมได้นะ”

         เย่จื่อเฉินหัวเราะขึ้นเบาๆ จากข้างหลัง หวงอี้ถึงได้ยิ้มดีใจ

         “พี่จื่อเฉิน พี่มาได้ยังไงครับ มาดูขาให้ผมใช่ไหมงั้นก็มาเริ่มกันเลย”

         เมื่อเชื่อมั่นมากพอแล้วว่าจะต้องลุกขึ้นได้หวงอี้ก็กลายเป็นคนสดใสขึ้นมาก โดยเฉพาะช่วงนี้เวลาที่หวงเซิงเหม่ยใช้น้ำร้อนประคบขาให้เขาเขาจะรู้สึกเสียวแปลบปลาบขึ้นมาที่ขาอยู่บ้าง

         ตอนนี้เขาตั้งหน้าตั้งตารอคอยการรักษาของเย่จื่อเฉินมากเขาเชื่อมั่นว่าเพียงแค่เขาให้ความร่วมมือกับการรักษามันจะต้องมีสักวันที่เขาลุกขึ้นยืนได้แน่ๆ

         “แล้วนายไม่เล่นเกมนี้แล้วเหรอ?”

         “เล่นอะไรเล่า เลนล่างมันระเบิดไปแล้ว”

         “มันพลิกเกมได้”

         เย่จื่อเฉินหัวเราะเบาๆ แล้วดันเขาไปด้านข้างเล็กน้อย

         เย่จื่อเฉินเข้าควบคุมตัวแวมไพร์ที่หวงอี้เล่น ก่อนจะนำทีมเข้าเผชิญหน้าศัตรูอีกครั้ง

         ระเบิดให้ราบคาบไปเลย

         พุ่งเข้าไปหาฝ่ายตรงข้ามด้วยลูกไฟทันที

         เนื่องจากเวลาที่เข้าเล่นเกมได้กินเวลามานานถึงสี่สิบนาทีเวลาในการฟื้นคืนชีพจึงค่อนข้างนาน เย่จื่อเฉินกัดฟันระเบิดฐานของฝ่ายตรงข้ามจนราบเป็นหน้ากลอง

         “พี่จื่อเฉิน สุดยอดเลย นี่ผมเป็นราชาเลยนะ”

         หวงอี้ทำหน้าตาตกตะลึง เย่จื่อเฉินถึงได้อึ้งไป แล้วจึงเอ่ยถาม

         “นายบอกว่านายเป็นราชาเหรอ?”

         “ใช่ครับ ราชาที่แข็งแกร่งที่สุดในโซนเลย”

         เย่จื่อเฉินหรี่ตาลง หลังจากมองลึกลงไปถึงชัยชนะของหวงอี้ จึงหันไปยิ้มให้

         “สนใจเล่นเป็นอาชีพไหม?”