[จบ]Psychokinesis พลังจิตเหนือเทพยุทธ์

    180 มีปีศาจ

    “นี่มัน~! ” ครั้งตอนที่อยู่ในเมืองต้วนอี้ ตงฟางเดินทางออกไปสร้างตึกตอนกลางดึก เธอเห็นวิธีการและขั้นตอนของตงฟางไปแล้วนึกว่าเป็นลูกเล่นของค่ายกลที่อยากแสดงให้เธอเห็น ครั้งนี้เธอกลับยืนมองอยู่ใกล้ๆเป็นพยานในการสร้างตึกของตงฟาง สร้างความตกใจให้เธอไม่น้อยเพราะจู่ๆตึกขนาดใหญ่มีป้ายชื่อตึกยันต์สวรรค์ถูกสร้างขึ้นมาด้วยการเคาะไม้เท้าไม่กี่ครั้ง แล้วตึกยันต์สวรรค์ยังเต็มไปด้วยรูปแบบค่ายกลที่สามารถเปิดใช้งานได้จริง ไม่ใช่เพียงแค่ลวดลาย


    ตึง~!


    การกระแทกไม้เท้าครั้งสุดท้ายของตงฟางจบลงตรงที่ค่ายกลของตึกยันต์สวรรค์ถูกเปิดขึ้นมาคลุมทั่วทั้งตึก สร้างความตกใจให้กับผู้คนที่มองจ้องมายังเขาไม่น้อย ชาวบ้านมากมายต่างถอยห่างออกไปยิ่งกว่าเดิม ด้วยการแสดงพลังของตงฟางทำให้ทุกคนหวาดกลัว


    “ข้าสัมผัสพลังของเขาไม่ได้ว่าอยู่ระดับไหน”


    “ถอยก่อน จะต้องมีพวกที่ไม่เห็นเรื่องนี้แล้วอยากอวดดีแน่นอน ถอย”


    กลุ่มคนที่คิดจะเข้ามาข่มขู่พยายามถอยจากไป ตงฟางทำเพียงแค่ยิ้มอย่างพอใจ เขาจะปล่อยพวกมันไปก่อน ไว้วันที่เขาเปิดตึกยันต์สวรรค์เขาจะจัดการคนทั้งหมดที่คิดจะโจมตีธุรกิจของเขา


    “พี่ซิงเยียน จัดของเร็ว พรุ่งนี้เราจะเปิดตึกกัน”


    “พรุ่งนี้เลยเหรอ ไม่สำรวจก่อนเหรอ” ซิงเยียนเรียกสติกลับมาจากความตกใจ พลางถามตงฟางเกี่ยวกับการเปิดตึกยันต์สวรรค์ พวกเขาคุยกันเอาไว้ว่าจะเปิดหลังจากเดินทางมาถึงเมืองซ่ง 2 วัน ตงฟางกลับรีบเปิดเธอจึงอยากรู้ว่าตงฟางจะแก้ปัญหาอย่างไร


    “จ้าๆ งั้นเราจะเปิดพรุ่งนี้กัน”


    ซิงเยียนบอกให้คนของเธอนำของไปประดับตึกยันต์สวรรค์ โดยของที่พวกเธอจะขายในสถานที่แห่งนี้คือยันต์ ทุกอย่างที่นำไปวางในตึกจึงเป็นตู้เก็บยันต์ระดับ 1 ถึงระดับ 5 แล้วยังมีค่ายกล 4 รูปแบบที่ตงฟางคิดค้นขึ้น มันเป็นค่ายกลโจมตี ค่ายกลกักขัง ค่ายกลป้องกัน ค่ายกลซ่อนตัว เพียง 4 ค่ายกลนี้มากพอจะทำให้การล่าของกลุ่มๆหนึ่งปลอดภัยมากยิ่งขึ้น


    ควับ~!


    ตงฟางแกล้งทำเป็นหันมองไปยังมุมตึกห่างไปไม่ไกล หลังจากเขารับรู้ได้ถึงสายตาที่แอบสอดส่องมองดูเขา ด้วยการหันมองของเขาแฝงพลังจิตเข้าโจมตีทำให้คนที่แอบตรวจสอบจากระยะไกลหลบเข้าไปในมุมตึกพร้อมกับกระอักเลือดออกมา


    “เริ่มแล้ว”


    “ตงฟาง อะไรเริ่มแล้วอย่างนั้นเหรอ” ซิงเยียนถามตงฟางผ่านโทรจิต ระหว่างเธอควบคุมการจัดวางตู้ยันต์เธอก็เกิดความสงสัย ว่าการเริ่มของตงฟางหมายถึงอะไร แล้วทำไมเขาจึงเดินออกจากมุมตึกไปแบบนั้น


    “คนของตระกูลใหญ่เคลื่อนไหวแล้วครับ” ตงฟางมองไปยังรอยเลือดที่หกอยู่มุมตึก ระหว่างกำลังสำรวจเลือดและคนที่กระโดดหนีเขากลับเป็นฝ่ายย่นคิ้ว เมื่อรับรู้ได้ถึงกลิ่นอันคุ้นเคยของเลือดและเป็นกลิ่นที่ไม่น่าจะมีภายในเมืองแห่งนี้


    “พี่ซิงเยียน ผมว่าเราเดินไปเล่นกับเจ้าเมืองสักหน่อยไหม”


    “มีอะไรหรือเปล่า” ซิงเยียนย่นคิ้ว น้ำเสียงของตงฟางทำให้เธอรู้สึกวิตก เดิมทีพวกเขาพูดคุยกันว่าจะไม่เดินทางไปหาเจ้าเมือง เขากลับเปลี่ยนคำพูดหลังจากเดินไปสำรวจดูบางอย่างที่มุมตึกห่างไปไม่ไกล


    “ชายคนเมื่อครู่ไม่น่าจะเป็นมนุษย์ จากเลือดของมันที่หกอยู่เป็นเลือดของปีศาจ”


    “จริงเหรอ” ซิงเยียนเริ่มกลัว ปีศาจคือสิ่งมีชีวิตอันน่าสะพรึง การที่มันหลบซ่อนตัวอยู่ในเมืองซ่ง บ่งบอกได้ว่าเมืองแห่งนี้จะต้องมีปีศาจอีกหลายตัวอย่างแน่นอน


    “ครับ เลือดของพวกมันผมดื่มมาเยอะ เราไปเล่นกับเจ้าเมืองสักหน่อยนะครับ ผมอยากรู้เรื่องตระกูลทั้ง 3 มากกว่านี้ เจ้าเมืองน่าจะรู้ดีกว่าพวกเราและชาวบ้านคนอื่นๆ”


    “จ้ะ”  ซิงเยียนเดินกลับขึ้นไปบนรถม้าพลางให้คนขับขี่ไปรับตงฟางมุ่งหน้าไปยังบ้านของเจ้าเมืองซ่ง ระหว่างนี้เองตงฟางยังคงตามการเคลื่อนไหวของปีศาจที่ดักมองเขาเมื่อครู่ไป เขาอยากรู้ว่ามันจะไปหยุดตรงตำแหน่งไหน จะเป็นตระกูลใหญ่หรือว่าสถานที่กบดานของพวกมัน


    “เรามาจากเมืองหลงไห่ อยากจะขอเข้าพบเจ้าเมืองซ่ง”


    คนขับรถม้าปลดปล่อยพลังออกมารอบๆตัวเพื่อให้การพูดคุยง่ายยิ่งขึ้น ตงฟางบอกคนขับรถม้าให้ปลดปล่อยพลังเพราะว่าเมืองแห่งนี้เป็นเมืองที่ทุกคนมองพลังวิญญาณเป็นอันดับแรกก่อนจะมองหน้า ด้วยพลังระดับผันแปรวิญญาณจะทำให้พวกเขาเข้าพบเจ้าเมืองได้โดยง่าย


    “ได้ รอก่อน เราจะไปบอกท่านเจ้าเมืองให้”


    ทหารหน้าจวนเจ้าเมืองวิ่งเข้าไปในบ้านอย่างรวดเร็ว ก่อนจะวิ่งกลับออกมาด้วยท่าทางเหนื่อยอ่อน


    “นายท่านของข้าเชิญพวกท่านเข้าไปด้านใน ตามข้ามา” ตงฟางฉีกยิ้มกว้าง ทางฝั่งซิงเยียนพยักหน้าเห็นด้วยกับตงฟาง เดิมทีเธอผ่านผู้คนมามาก ถึงอย่างนั้นผู้คนที่เธอเจอล้วนแล้วปกปิดพลังเข้าหากันแล้วใช้คำพูดลองเชิงก่อนจะโจมตี แต่เมืองซ่งกลับไม่มีการลองเชิงเลยสักนิด ทุกคนล้วนปลดปล่อยพลังวิญญาณออกมารอบๆตัว ใครที่แข็งแกร่งคนผู้นั้นก็สามารถควบคุมและเข้าหาทุกอย่างได้ตามที่ต้องการ


    “ข้าซิงเยียนเจ้าของตึกยันต์สวรรค์ที่พึ่งเปิด พวกข้านั้นมาจากเมืองหลงไห่ต้องขอโทษท่านเจ้าเมืองซ่งที่เดินทางมาหาโดยไม่ได้นัดหมาย”


    ซิงเยียนกล่าวทักทายพลางขอโทษกับสิ่งที่พวกเขาได้ทำลงไป เมื่อเธอเห็นเจ้าเมืองที่เหลือแขนเพียงแค่ข้างและดวงตาหายไปหนึ่งดวงนั้น เธอก็รู้ได้ว่าเจ้าเมืองจะต้องเคยแข็งแกร่งมาก่อน แต่ด้วยเหตุการณ์บางอย่างทำให้แขนและตาหายไป


    “ไม่ถือๆ เป็นข้าต่างหากที่ไม่ออกไปต้อนรับพวกท่านให้ดี เอาล่ะนั่งก่อนสิ”


    ตงฟางและซิงเยียนพยักหน้าพลางเดินไปนั่งยังเก้าอี้ที่จัดเตรียมไว้ให้


    “ท่านเจ้าเมืองที่พวกเรามาในวันนี้ก็เพราะว่ามีเรื่องต้องการอยากจะถามท่าน”


    “หือ พวกท่านสงสัยอะไรอย่างนั้นหรือ เมืองซ่งของข้าเป็นเมืองที่อยู่อย่างป่าเถื่อนหากท่านถูกโจมตีแล้วอยากจะใช้กฎหมาย ข้าคิดว่าข้าคงทำให้ไม่ได้เพราะข้าไม่มีกำลังมากพอ”


    “ไม่ใช่เรื่องนั้น” ตงฟางใช้พลังจิตเปลี่ยนเสียงของเขาให้แหบแห้งไม่ต่างจากชายแก่ ท่านเจ้าเมืองที่รู้ว่าตงฟางเป็นคนที่ต้องการพูดจึงหันมอง


    “ข้ามาในวันนี้ก็เพื่อจะถามถึงตระกูลใหญ่ทั้ง 3 พวกเขาทำอะไร พวกเขาควบคุมอะไร แล้วมีปัญหาอะไรเกี่ยวกับพวกเขา” กล่องยาระดับ 7 ในมือของซิงเยียนเปิดขึ้น ทำให้เจ้าเมืองย่นคิ้ว คำถามเมื่อครู่ของตงฟางเป็นการถามเพื่อซื้อข้อมูลจากเขา


    “ให้ข้าเรียกท่านว่าเยี่ยงไรดี”


    “ข้านั้นไม่มีชื่อคนส่วนมากเรียกข้าว่าเฒ่าชุดขาว เจ้าเรียกข้าแบบนั้นก็ได้”


    “ถ้าอย่างนั้น เฒ่าชุดขาว ข้าถามท่านก่อนได้หรือไม่ ท่านอยากรู้ข้อมูลเหล่านี้ไปเพื่ออะไร”


    “ข้าก็แค่อยากได้ข้อมูลมาป้องกันตัวเท่านั้นแล้วก็อีกอย่าง…..ข้าอยากรู้ว่าเมืองนี้กล้าปล่อยให้ปีศาจแฝงตัวเข้ามาได้เลยเหรอ”


    “ท่านรู้” เจ้าเมืองแสดงท่าทางตกใจ การเดินทางของกลุ่มซิงเยียนเข้ามาในเมือง มันได้รับข้อมูลจากทหาร ด้วยท่าทางตกใจของมันนี้เองนั้นก็รีบหันมองรอบๆเพื่อดูว่ามีคนแอบฟังอยู่หรือไม่


    “ไม่ต้องห่วง เรื่องที่เราคุยกันไม่มีใครรู้นอกจากพวกเราทั้ง 3 คน”


    “ท่านทำอะไร”


    “ข้าก็แค่ทำให้พวกเขาสลบ เอาล่ะ เล่าเรื่องตระกูลทั้ง 3 ให้ข้าฟังได้แล้ว และเรื่องปีศาจมันเป็นมายังไง”


    ตงฟางมองไปยังสีหน้าหนักอกหนักใจของเจ้าเมือง ถึงอย่างนั้นการเล่าเรื่องก็เริ่มต้นขึ้น ภายใต้ใบหน้าวิตกกังวลของท่านเจ้าเมืองที่แสดงออกมาเป็นช่วงๆในระหว่างเล่าเรื่องของตระกูลทั้ง 3


    โดยสิ่งที่ตงฟางรู้มาจากคนหาข้อมูลของพี่ซิงเยียนตรงตามคำบอกเล่าของเจ้าเมืองซ่ง ว่าเมืองแห่งนี้มีขุมอำนาจอยู่ด้วยกัน 3 แห่ง ได้แก่ตระกูลจู เป็นตระกูลผู้ครอบครองการค้าขายเรื่องยันต์ พวกเขาเป็นกองกำลังหนึ่งในเมืองที่ใช้รูปแบบยันต์และค่ายกลในการต่อสู้


    สองเป็นตระกูลสวี พวกเขาค้าขายอาวุธ ทุกคนล้วนฝึกร่างกายจนแข็งแกร่งส่วนมากใช้อาวุธหนักเน้นทุบทำลาย สามเป็นตระกูลฟาง ค้าขายเกี่ยวกับยา ทุกคนในตระกูลล้วนแล้วฝึกทักษะการใช้ไฟจนกลายเป็นผู้ใช้จิตวิญญาณที่ใช้เพลิงได้น่ากลัว แต่ที่ทำให้ตงฟางสนใจมากที่สุดคือตระกูลจู ตระกูลแห่งยันต์ในเมืองแห่งนี้ นอกจากจะเป็นคู่แข่งทางธุรกิจ เขายังตรวจสอบความผิดปกติกับตระกูลนี้ได้ด้วย


    “แล้วปีศาจล่ะ” ตงฟางถามเจ้าเมืองซ่ง เขาอยากรู้เกี่ยวกับการมีตัวตนของปีศาจ


    “เรื่องนี้มันเกิดขึ้นได้ 5 ปีแล้ว”


    การเล่าเรื่องปีศาจเริ่มต้นขึ้น เดิมทีตงฟางคิดว่าพวกมันมีเพียงแค่ 1 หรือไม่ก็ 2 ตัวเพื่อสืบข่าวของมนุษย์ กลับกลายเป็นว่าพวกมันมีเยอะกว่านั้น


    “ข้าก็ไม่มั่นใจว่าเป็นปีศาจ ข้าได้แต่คิดว่าอาจจะเป็นพวกมันก็ได้”


    “หมายความว่าเจ้าเมืองก็ยังไม่มั่นใจว่าเป็นปีศาจ”


    “ใช่ ข้าเคยสงสัยเท่านั้น แต่ไม่กล้าตรวจสอบเพราะมันจะทำให้ข้าเกิดอันตรายได้ เมื่อ 5 ปีก่อนตระกูลจูเกือบจะล่มสลายเพราะผู้นำตระกูลของพวกเขาตกตาย จึงทำให้ทักษะการเขียนยันต์ที่เขายังไม่ได้สืบทอดหายไป แต่จู่ๆก็มีข่าวว่าผู้อาวุโสลำดับที่ 1 ในตระกูลสามารถเข้าถึงการใช้ยันต์ระดับ 6”


    ตงฟางย่นคิ้วการเป็นนักยันต์ระดับ 6 ยากมากสำหรับคนทั่วไป แม้จะเป็นตระกูลใหญ่แทบจะเป็บระดับตำนานของพวกเขาเพราะการจะเกิดนักยันต์ระดับ 6 หรือว่านักหลอมยาระดับ 6 แทบเป็นไปได้น้อยมากๆ


    “ตั้งแต่ตอนนั้นตระกูลจูก็เริ่มแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆสามารถกลับมาทัดเทียมกับตระกูลใหญ่อีก 2 ตระกูล แล้วตอนนี้ตระกูลจูยังเป็นตระกูลที่กำลังจะเหนือขึ้นไปอีก ข้าสงสัยมาตลอดว่าปีศาจอาจจะอยู่เบื้องหลังตระกูลจูก็ได้ เนื่องจากว่าข้าเคยเห็นค่ายกลบางอย่างที่พวกเขาใช้ มีลักษณะเหมือนค่ายกลของเผ่าปีศาจ ถึงอย่างนั้นมันก็เป็นเพียงแค่ชั่วครู่เท่านั้นที่ข้าเห็น”


    “ตระกูลจูสินะ”


    “นี่พวกท่านรู้ได้อย่างไรว่าเมืองของข้ามีปีศาจ” เจ้าเมืองถามตงฟาง เขารู้สึกมีความหวังในการจัดการกับปีศาจ หากเมืองของเขาเป็นแหล่งซ่องสุมปีศาจจริง  คนจากเมืองหลวงจะถูกส่งมาอย่างแน่นอน มันที่เป็นเจ้าเมืองจะต้องถูกลงโทษถึงขั้นฆ่าล้างตระกูลก็ได้


    “ข้าเห็นมัน”


    “ท่าน ท่านได้โปรด ช่วยข้าด้วย เมืองซ่งไม่อยากเป็นแหล่งกบดานของปีศาจ”


    “ไม่ ข้าจะไม่ช่วยใครทั้งนั้น แต่” ตงฟางตอบออกไปอย่างรวดเร็ว เขาไม่จำเป็นต้องคิด เนื่องจากเขาไม่มีหน้าที่ดูแลเมือง ใครจะเป็นจะตายเขาไม่อยากยุ่งเกี่ยว เพราะตัวของเขาเองก็เกือบเอาตัวไม่รอด


    “ท่านมีเงื่อนไขอะไร ข้ามีเงินนะ ข้าจ้างท่านก็ได้ ช่วยจัดการปีศาจให้ข้าด้วย”


    “ข้าบอกว่าจะไม่ช่วยใคร แต่ข้าไม่ได้บอกว่าตัวเองจะไม่ฆ่าปีศาจ ข้าไม่อยากได้เงินจากเจ้า แต่เจ้าต้องทำให้ข้าไม่มีความผิด หากข้าทำให้ตระกูลจูหายไป”


    “นี่ท่าน” เมื่อเจ้าเมืองพอจะรู้ว่าตระกูลจูทั้งตระกูลอาจจะเป็นปีศาจ เขาถึงขั้นตัวสั่นไปในทันที


    “แค่ทำให้ข้าไม่ผิดยังทำไม่ได้ งั้นพวกเราก็คงไม่จำเป็นต้องอยู่ในเมืองนี้”


    “ได้ๆ ท่านได้โปรด ข้าจะช่วยพวกท่านไม่ให้มีความผิดและจะช่วยอำนวยประโยชน์ทุกๆอย่างให้พวกท่านในการอยู่ที่เมืองซ่ง”


    ตงฟางฉีกยิ้มกว้างพลางลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้ เดิมทีเขาคิดจะมาเปิดตึกยันต์สวรรค์เท่านั้น แต่ตอนนี้ปีศาจเดินทางมาให้เขาใช้พวกมันบ่มเพาะพลัง เขาจึงคิดจะจัดการพวกมันไปพร้อมๆกับรับผลประโยชน์จากเจ้าเมือง


    “ได้ จำคำพูดของเจ้าเอาไว้ให้ดี”


    ตงฟางหันหลังเดินจากไปโดยมีซิงเยียนรีบก้าวเท้าเดินตามหลัง พลางใช้โทรจิตถามตงฟางว่ากำลังวางแผนทำอะไร