แดดยามบ่ายร้อนระอุไปทั่วทุกพื้นที่
ภายในเต้นท์ของกองละครมีเพียงพัดลมแค่ไม่กี่ตัว เด็กหนุ่มร่างบางผู้ที่ใช้ชีวิตไปกับกระดาษบทพูดและกล้องถ่ายหนังนั่งท้าวคางหน้าบึ้งตึง ยิ่งอากาศร้อนชื้นก็ยิ่งทำให้ผิวกายขาวใสเหนียวเหนอะจนน่ารำคาญ แก้มทั้งสองข้างแดงระเรื่อ เนื่องจากพัดลมที่มีเพียงไม่กี่ตัวถูกหันไปทางแสดงนำจนหมด!
“คิดว่าคนอื่นเขาไม่ร้อนหรือไง”
เสียงเล็กบ่นเบาๆ
แต่นั่นก็ไม่เบาพอที่จะทำให้ผู้จัดการไม่ได้ยิน หญิงวัยกลางคนที่แต่งตัวมีสีสันเอื้อมมือมาััแขนเรียวเบาๆ เมื่อทั้งสองได้มองหน้ากันก็พยักหน้าต่างเข้าใจ ปริญเป็พระรองไปกับละครหลายเื่ แม้จะอยู่ในวงการบันเทิงมาั้แ่วัยรุ่นถึงห้าปี แต่เด็กหนุ่มผู้นี้ก็ยังไม่ได้มีโอกาสในรับบทบาทนักแสดงนำเลยสักครั้ง
เขาใฝ่ฝันที่จะเป็ผู้ดำเนินหลัก แต่สุดท้ายก็ต้องจบอยู่ที่ตัวสำรองวันยันค่ำเช่นเคย
“ก็ยังดีกว่าไม่มีงานแล้วกัน”
เสียงของเจ้หวานผู้จัดการรุ่นป้าหันมากระซิบ
ดวงตากลมโตที่ประดับอยู่บนโครงหน้ารูปไข่จ้องมองไปยังเหล่านักแสดงนำที่ถูกห้อมล้อมไปด้วยข้ารับใช้มากมาย ต่างฝ่ายต่างประคบประหงมเหมือนกับว่าคนเ่าั้เป็เด็กอนุบาลที่ทำอะไรไม่เป็สักอย่าง ั้แ่หาข้าวหาน้ำยันจะป้อนเข้าปากด้วยก็มี
ริมฝีปากอวบอิ่มกัดกันไปมาด้วยความไม่พอใจ อาจจะด้วยความอิจฉาอยู่ลึกๆก็เป็ได้ที่ทำให้ปริญเบื่อหน่ายกับชีวิตตัวสำรองนี้ เขาโลดแล่นในหน้าจอทีวีมานานหลายปี แต่แทบจะไม่มีใครจำใบหน้าจิ้มลิ้มกับบทบาทเล็กน้อยๆได้สักสักครั้ง
เด็กหนุ่มพูดกับตัวเองในใจว่าอย่างน้อยเขาก็มีงานทำ เพราะตอนที่เข้ามาในวงการบันเทิงใหม่ๆนั้น ร่างเล็กเป็เพียงตัวประกอบมุมกล้องโดยที่ไม่มีใครแทบจะใส่ใจเลย
“เอาล่ะ นักแสดงเข้าฉากได้!”
เสียงของผู้กำกับะโบอก
แต่นั่นไม่ได้หมายถึงเหล่านักแสดงนำที่นั่งไขว่ห้างเขี่ยโทรศัพท์ด้วยความเพลิดเพลิน ร่างเล็กของปริญลุกขึ้นโดยที่มีเม็ดเหงื่อเปียกชุ่มไปทั้งใบหน้า เด็กหนุ่มไม่จำเป็ต้องนำบทเข้าไปทบทวนหน้ากล้อง เขาจำทุกคำพูดได้อย่างขึ้นใจ แต่ที่ต้องมานั่งรอคิวถ่ายต่อไปก็เพราะพวกนักแสดงรุ่นใหม่ถูกสั่งคัตตลอด!
“ปริญ”
“ครับผู้กำกับ”
“ทำไมเหงื่อโชกขนาดนี้วะ หน้าเปียกหมดเลย”
“คือ…”
“ทำไมไม่เรียกช่างแต่งหน้ามาดูแลตัวเอง รีบกลับเข้าไปเช็คในเต้นท์เดี๋ยวนี้เลย”
“ครับ”
ร่างเล็กถอนหายใจ
ปริญเดินหน้าบึ้งเข้าไปในเต้นท์ก่อนจะเริ่มถามหาช่างแต่งหน้าของเขา เสียงเล็กต้องะโอยู่หลายทีถึงจะมีคนมาจัดการให้ ตอนนี้ในสายตาเหล่าพี่ๆทีมงานมองปริญเหมือนพวกดาราเอาแต่ใจไปเกือบทั้งหมด ทั้งๆที่เขายังไม่ได้ทำอะไรเลยทั้งนั้น นานวันเด็กหนุ่มก็เริ่มท้อใจกับการทำอาชีพนักแสดงของตัวเองทุกที
“อย่าไปใส่ใจพวกนั้นเลย ถ่ายคิวนี้เสร็จก็ไม่ได้เจอหน้าพวกนี้แล้ว” เจ้หวานกระซิบอีกครั้ง
เมื่อใบหน้ากลับมาขาวใสเช่นเดิม บทบาทที่ปริญเล่นออกไปก็สามารถถ่ายทำสำเร็จภายในเทคเดียว มือเรียวคว้ากระเป๋าส่วนตัวเดินออกมาจากเต้นท์ ดาราหนุ่มและผู้จัดการไม่ร่ำลาใครทั้งนั้น เพราะเหมือนกองละครกองนี้จะเป็กองที่ไม่มีมารยาทที่สุดเท่านี้ทั้งสองเคยร่วมงานด้วย
บนถนน...
“เมื่อไหร่ผมจะได้บทดีๆกับเขาสักทีวะเจ้”
“เออน้า อดทนหน่อย”
“ถ้าผมไม่ได้บทคนตาย ก็เป็คนบ้า ล่าสุดที่ติดต่อมาบอกให้ผมไปเล่นเป็คนโรคจิตและถูกยิ่งตายอีก หน้าตาผมก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นสักหน่อย”
เสียงเล็กตัดพ้อบนรถยนต์ มือเรียวใช้ทิชชู่เปียกเช็ดคราบเืปลอมออกจากใบหน้า ดวงตาจ้องมองตัวเองผ่านกระจกเงา จะว่าเขาหลงตัวเองก็ได้ แต่หน้าตาแบบนี้พระเ้าแทบจะปั้นมาเองกับมือชัดๆ ยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิด จนมือเรียวขัดถูแก้มนิ่มของตัวเองแรงขึ้นกว่าเดิม
“พอๆ แกจะถูอะไรแรงขนาดนั้น”
“ก็ดูที่เราเจอสิพี่หวาน”
“โอ๊ย นี่แกยังไม่ชินอีกหรอ”
“ก็ชินอยู่หรอก แต่จะให้ชีวิตไม่พัฒนาขึ้นเลยหรือไงกัน ใครเขาอยากจะอยู่ที่ที่เดิมตลอดไปกันล่ะ”
“เอางี้”
“….นี่พี่ขับรถไปไหน คอนโดผมอยู่อีกทางไม่ใช่หรอ”
“เช็ดคราบเืของแกออกให้หมดแล้วเงียบๆไว้เถอะน่า”
ผู้จัดการขับรถยนต์เข้าสู่ถนนอีกเส้นทาง
จะว่าไปเจ้หวานเองก็สงสัยเหมือนกันว่าทำไมเด็กในสังกัดคนนี้ถึงไม่ได้งานดีๆกับเขาบ้าง ทั้งที่ปริญก็มีความสามารถด้านการแสดงเหนือกว่าใครๆ แม้ว่ารูปร่างหน้าตาจะจิ้มลิ้มอ้อนแอ้นและตัวเล็กกว่าพรเอกทั่วไป แต่ก็ใช่ว่าเด็กหนุ่มจะไม่สามารถแสดงบทบาทเ่าั้ออกมาไม่ได้
ถ้าเกิดไม่ใช่เพราะความสามารถ...
ผู้จัดการน้ำหวานก็คงต้องพึ่งโลกอีกด้านให้ช่วยคลายข้อสงสัย!