คัมภีร์หมัดสยบฟ้า

    ตอนที่ 44 ใบบัวเขียวขจีทอดไกลจรดฟ้า ดอกบัวต้องแสงตะวัน เขียวงามเป็นพิเศษ

    ลูกไฟหลายสิบลูกปะทะเข้ากับผิวกาย ความร้อนที่แผดเผาทำให้แสบผิวจนแทบทนไม่ได้ ทว่าความเจ็บปวดนี้ยังไม่ถึงครึ่งเมื่อเทียบกับการขัดเกลาร่างกายกับปู่เย่เมื่อก่อน

    หม่าจ้านส่งเสียงเตือน “คุณชายเซิ่งโปรดระวัง!” 

    เซิ่งมู่หอบหายใจหนัก ยันกายลุกขึ้นยืนพลางพยักหน้ารับ วันก่อนเขาให้หม่าจ้านเพิ่มระดับความรุนแรงของค่ายกล ทำให้ลูกไฟที่เขาต้องรับมือในแต่ละวันทวีความหนักหน่วงยิ่งขึ้น 

    ส่วนสาเหตุที่หม่าจ้านกล่าวเตือนเขา เป็นเพราะกระบวนท่าสุดท้ายที่ใช้ในการปิดฉากการฝึกซ้อมของทุกวัน จะเพิ่มจำนวนและพลังทำลายล้างของค่ายกลเพลิงตะวันกลางหาวขึ้นเกือบเท่าตัว 

    เมื่อสี่วันก่อนตอนที่เขารับมือกระบวนท่านี้ครั้งแรก ความรุนแรงของมันถึงขั้นทำให้เซิ่งมู่หมดสติไปกลางลานซ้อม 

    กระทั่งเขาได้สติขึ้นมาจึงรู้ว่าทั้งจวนล้วนวุ่นวายโกลาหลไปหมด สาวใช้หลายคนแตกตื่นทันทีเมื่อได้ยินคำว่า “คุณชายเซิ่งหมดสติไปในลานฝึก” 

    นับแต่นั้นมา หม่าจ้านจึงมักจะส่งเสียงเตือนให้เขาเตรียมพร้อมรับมือเสมอ เพราะอย่างน้อยหากเซิ่งมู่ไม่ถึงกับหมดสติไป หน่วยคุ้มกันทั้งหลายก็ย่อมรอดพ้นจากการถูกฮูหยินลงโทษตักเตือน 

    เซิ่งมู่สูดลมหายใจเฮือกใหญ่ สายตามุ่งมั่น “เข้ามา!” 

    มือของหม่าจ้านและผู้คุ้มกันพลันแปรเปลี่ยนไปหลายสิบรูปแบบในพริบตา ลมปราณรอบกายพวกเขาพุ่งสูงขึ้นจนเซิ่งมู่รับรู้ได้ถึงแรงกดดันอันหนักหน่วง 

    มวลอากาศหนักอึ้งจนแม้แต่จะหายใจก็ยังลำบาก ไอร้อนระอุเริ่มก่อตัวขึ้นภายในค่ายกล 

    เซิ่งมู่แยกขาออก มือทั้งสองข้างกำแน่นข้างกาย พลังชีวิตของผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตสามค่อยๆ ไต่ระดับสูงขึ้นพยายามต่อต้านแรงกดดันจากค่ายกล 

    เสียงระเบิดปะทุพร้อมไอร้อนจากกลุ่มผู้คุ้มกันดังขึ้นห้าครั้งติด ก่อนจะเริ่มทวีความถี่มากขึ้นเรื่อยๆ 

    ห้าครั้ง สิบครั้ง ยี่สิบครั้ง ห้าสิบครั้ง… ร้อยครั้ง!

    ไอร้อนมหาศาลแผ่ซ่านออกจากกลางค่ายกลจนบรรยากาศรอบลานประลองบิดเบี้ยว รังสีความร้อนขยายกว้างออกไปเรื่อยๆ ลูกไฟสีฟ้าอมม่วงนับร้อยลอยคว้างอยู่เหนือศีรษะของเซิ่งมู่ คลื่นความร้อนส่งออกไปนอกลานประลองจนผู้คุ้มกันคนอื่นๆ ต้องขยับกายถอยห่าง 

    เซิ่งมู่ขยับกายช้าๆ ตั้งกระบวนท่าคล้ายสตรีชุดแดง สายตาจดจ้องไปยังเบื้องบน

    พริบตาที่หม่าจ้านลืมตาขึ้น เขาและผู้คุ้มกันอีกสี่คนพลันหันนิ้วมาทางเซิ่งมู่ ลูกไฟทั้งร้อยลูกพุ่งทะยานเข้าสู่กลางลานประลองด้วยความเร็วที่สายตาแทบมองไม่ทัน 

    เซิ่งมู่คำรามเสียงต่ำ พลังชีวิตหมุนวนรอบหมัดทั้งสองข้าง พลางปลดปล่อยอำนาจทำลายล้างออกมาอย่างเกรี้ยวกราด 

    ลูกไฟที่ตกกระทบบนหมัดเขาล้วนแตกสลายไปอย่างง่ายดาย ทว่าความร้อนของมันยังคงแผดเผาผิวหนังบนมือเขาจนกลายเป็นสีแดงฉาน 

    เซิ่งมู่พลิกกาย สายตาขยับว่องไว หมัดสองข้างปล่อยออกไปทุกทิศทางรอบกาย ทุกครั้งที่ออกหมัด ลูกไฟจะลดน้อยลงไปหนึ่งลูกเสมอ 

    ความเจ็บปวดแสบผิวจากเพลิงร้อนเริ่มทำให้คิ้วขมวดมุ่น แม้ผิวหนังส่วนสันหมัดจะหลุดลอกจนเห็นโลหิตแดงฉานและกระดูกขาว ทว่าเขาก็ยังกัดฟันปล่อยหมัดออกไปไม่หยุด หลายวันที่ผ่านมาเขาไม่อาจทนรับลูกไฟจากค่ายกลเพลิงตะวันกลางหาวได้ครบร้อยลูกแม้แต่ครั้งเดียว 

    วันนี้เขาจึงมุ่งมั่นและตั้งใจเป็นพิเศษที่จะยืนหยัดผ่านบททดสอบนี้ไปให้ได้ แม้นั่นจะหมายถึงการที่ต้องใช้กระดูกรับตรงๆ ก็ตามที เสียงระเบิดปะทะดังไม่หยุด เจิ้งจื่อหานขมวดคิ้ว พร้อมจะพุ่งเข้าไปช่วยเหลือได้ตลอดเวลา 

    ร่างท่อนบนอันเปลือยเปล่าของเด็กหนุ่มที่ควรจะเผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อ บัดนี้กลับเต็มไปด้วยรอยไหม้เกรียม หยาดโลหิตสีแดงฉานที่สาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนกางเกงสีขาว เมื่อสัมผัสกับความร้อนระอุจากค่ายกลก็พลันระเหยกลายเป็นไอสีเลือดคลุ้งไปทั่วบริเวณ

    ลูกไฟในอากาศค่อยๆ บางตาลง ภาพของเด็กหนุ่มจึงเริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับหยาดเลือดที่กระเซ็นน้อยลงทีละนิด

    กระทั่งหม่าจ้านและคนในหน่วยคุ้มกันทิ้งตัวลงมาเหยียบบนพื้น ทุกคนจึงเห็นภาพของเซิ่งมู่ในกางเกงที่ถูกย้อมด้วยสีแดงของโลหิต นั่งชันเข่าหอบหายใจอยู่กลางลาน 

    สันหมัดของเขาทั้งสองข้างปริแตกจนเห็นกระดูกขาวโพลนสะท้อนแสงตะวัน ผิวหนังบริเวณหน้าอกที่เคยสมบูรณ์บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นรอยไหม้เกรียมสีดำสนิท สาวใช้บางคนที่เห็นภาพถึงกับหน้าซีดเผือดด้วยอาการพะอืดพะอม 

    กู้เฟยกับเจิ้งจื่อหานรีบสาวเท้าไปกลางลาน ค่อยๆ พยุงตัวเซิ่งมู่ขึ้นมาช้าๆ 

    เซิ่งมู่หันไปมองหม่าจ้านพลางหัวเราะเบาๆ เอ่ยเสียงเหนื่อยอ่อน “ครบร้อยลูกแล้ว…” 

    หม่าจ้านกับผู้คุ้มกันอีกสี่คนประสานมือคารวะเขาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม “นับตั้งแต่ที่พวกข้าฝึกค่ายกลนี้ ไม่เคยมีผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตสี่คนใดทนรับไหวมาก่อน ยิ่งมิต้องกล่าวถึงผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตสามเช่นคุณชาย” 

    เซิ่งมู่ยกยิ้มออกมา ก่อนจะโดนเจิ้งจื่อหานกับกู้เฟยแบกร่างกายอันอ่อนล้าของเขากลับไปทางเรือนตะวันออก

    …

    เสียงปิดประตูเรือนดังขึ้นแผ่วเบา แต่ก็มากพอจะทำให้เซิ่งมู่ที่กำลังสะลึมสะลือสะดุ้งตื่น 

    เซิ่งมู่ขยับกายเอนพิงขอบถังน้ำสมุนไพร พลางถามกู้เฟยที่กำลังโยนสมุนไพรลงมา “วันนี้จื่ออี้เพิ่มสมุนไพรหรือ?” 

    นางพยักหน้าพลางตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เจ้าค่ะ ข้าเล่าถึงสภาพร่างกายของคุณชายให้คุณหนูฟังแล้ว นางจึงจัดสมุนไพรเพิ่มมาให้อีกสามส่วน” 

    เซิ่งมู่หัวเราะแห้ง เอ่ยเสียงเบา “อย่าลืมบอกนางด้วยเล่า ว่าเรื่องค่ายาข้าจะเป็นคนออกเอง มิจำเป็นต้องรบกวนจวนหลิวหรอก” 

    กู้เฟยพยักหน้ารับเงียบๆ มือยังหยิบสมุนไพรโอสถโยนลงมาไม่หยุด 

    นับจากวันแรกที่เขาเข้ามาอยู่ในจวนหลิวก็ผ่านมาหกวันแล้ว วันแรกเป็นการเดินชมเมืองหลวงและจดจำเส้นทาง ส่วนห้าวันที่เหลือล้วนหมดไปกับการขัดเกลาร่างกายกับหน่วยคุ้มกันของหม่าจ้าน 

    แม้พลังชีวิตและพลังภายในจะไม่ได้พัฒนาไปมากนัก ทว่าเขากลับรู้สึกว่าผิวกายภายนอกแข็งแกร่งขึ้นหลายส่วน 

    เขานั่งมองกู้เฟย สาวใช้ที่คอยอยู่เคียงข้างเขาแทบจะตลอดเวลาในช่วงหกวันที่ผ่านมา แม้นางจะเป็นคนพูดน้อย ไม่ได้ช่างจ้อเหมือนอิ๋งอิ๋ง ทว่าเขากลับไม่รู้สึกอึดอัดแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน การได้เล่นหมากล้อมด้วยกันทุกวันและการพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้กันในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ กลับทำให้เขาเริ่มมองนางเป็นสหายคนหนึ่งไปแล้ว 

    นางปัดมือไล่กลิ่นสมุนไพร พลางเงยหน้ามามองเขา “ตอนเย็นเจ้าตระกูลและฮูหยินหลิวเชิญคุณชายเซิ่งไปทานอาหารด้วยกันเจ้าค่ะ” 

    เซิ่งมู่เลิกคิ้วถาม “ปลายยามโหย่วเช่นเดิมหรือ?” 

    เมื่อกู้เฟยพยักหน้ารับ เขาก็เริ่มครุ่นคิดถึงการสอบเข้าสำนักหลวงที่กำลังจะมาถึง เกรงว่าหัวข้อสนทนาบนโต๊ะอาหารตอนค่ำคงหนีไม่พ้นเรื่องนี้เป็นแน่ 

    “พรุ่งนี้แล้วสินะ...” เซิ่งมู่พึมพำกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะยันกายลุกขึ้นจากถังน้ำสมุนไพร 

    เขายกมือทั้งสองข้างขึ้นมาพลิกดู เมื่อเห็นว่ากระดูกขาวโพลนบนสันหมัดเริ่มถูกทับด้วยผิวหนังสีแดงฉานที่ฟื้นฟูขึ้นมาใหม่แล้ว จึงก้าวออกจากถังไม้ รับผ้าจากกู้เฟยมาเช็ดกายจนแห้งสะอาด ก่อนจะผลัดเปลี่ยนมาสวมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดังเดิม

    สำหรับการสอบเข้าสำนักศึกษาหลวง เนื่องด้วยสิทธิพิเศษจากป้ายเหล็กทำให้เขาได้รับอนุญาตให้ข้ามการทดสอบสามด่านแรกไปโดยปริยาย ตอนนี้เซิ่งมู่จึงมุ่งสมาธิไปที่สองด่านสุดท้ายที่ตนต้องเผชิญแทน 

    สำหรับด่านประลองจัดอันดับ เขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับมันมากนัก จากข้อมูลที่เคยได้รับมาจากหลี่ซิ่ว ลูกหลานตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงล้วนแต่มีตบะและรากฐานที่ไม่ธรรมดากันทั้งสิ้น อีกทั้งต่อให้ทำผลงานจบที่อันดับกลางๆ แต่ผู้ที่ถือครองป้ายเหล็กแนะนำตัวเช่นเขาก็ยังคงได้รับสิทธิในการเข้าศึกษาต่ออยู่ดี 

    ด้วยเหตุนี้ ด่านที่สี่ซึ่งเป็น ‘ด่านทฤษฎีความรู้’ จึงมีความสำคัญกับเขามากกว่า นอกจากจะมีผลต่อคะแนนค่อนข้างสูงแล้ว ยังเป็นศาสตร์ที่ตัวเขาเองค่อนข้างมั่นใจอยู่ไม่น้อย

    ทว่าแม้จะรู้รูปแบบการสอบ แต่เซิ่งมู่ยังไม่รู้เนื้อหาที่จะใช้ เขาจึงเริ่มหยิบตำราของอริยปราชญ์สามลัทธิและประวัติศาสตร์ของสำนักศึกษาหลวงขึ้นมาเปิดอ่าน

    ในทวีปเชิงซวน มีการแบ่งการปกครองเป็นหกแคว้น

    แคว้นหมิง ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้สุดของทวีป มีพื้นที่เกือบครึ่งหนึ่งติดกับผืนทะเลกว้าง ส่วนอาณาจักรชิงอวิ๋นที่เขาเติบโตมานั้น ตั้งอยู่ทางทิศเหนือสุด โดยมีพื้นที่ส่วนใหญ่ติดกับตะเข็บชายแดนของ ‘แคว้นเต๋อ’ 

    ทว่าแม้อาณาจักรชิงอวิ๋นและแคว้นเต๋อจะมีอาณาเขตชิดติดกัน แต่วัฒนธรรมและความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกลับค่อนข้างห่างเหิน ในทางกลับกัน พวกเขามักจะทำการค้าและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับ ‘แคว้นสือ’ ที่ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของทวีปเสียมากกว่า

    ส่วนเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังนั้น เซิ่งมู่พอจะคาดเดาออก เป็นเพราะหกแคว้นของทวีปเชิงซวนล้วนถูกตั้งชื่อตามอักษรหกประการของลัทธิขงจื๊อ อีกทั้งสำนักอริยะทั้งหกแห่งล้วนมีชื่อแคว้นของตนสอดแทรกอยู่ในนั้น ดังเช่น สำนักแห่งปัญญาของแคว้นหมิง ที่เรียกขานว่า ‘หมิงจง’ 

    แต่ถึงแม้จะแบ่งแยกตามชื่อ ทว่าเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรและราษฎรในแต่ละแคว้นกลับเลือกศรัทธาในหลักคำสอนที่แตกต่างกันออกไป 

    แคว้นหมิงมีประวัติศาสตร์น้อยที่สุด พวกเขายึดถือวิถีธรรมชาติ ดำเนินชีวิตสอดคล้องไปกับความเปลี่ยนแปลงของโลก เชื่อมั่นว่าสรรพสิ่งล้วนมีกรรมลิขิตมาแต่กำเนิด ซึ่งถือเป็นแก่นของ ‘ลัทธิเต๋า’ 

    ในขณะที่แคว้นเต๋อ ซึ่งถือเป็นแคว้นอันดับหนึ่งของทวีปและเป็นต้นกำเนิดของ ‘ลัทธิขงจื๊อ’ กลับเน้นย้ำเรื่องกฎระเบียบและจารีตประเพณีอย่างเคร่งครัด พวกเขายึดหลักที่ว่าทุกชีวิตล้วนมีหน้าที่พึงกระทำ นทีหล่อเลี้ยง พฤกษาใหญ่เติบโต สรรพสัตว์อยู่รอด บุตรธิดาเกิดมาต้องกตัญญูเลี้ยงดูบิดามารดา บุญคุณต้องทดแทน วิถีทางโลกต้องรักษา 

    ราษฎรและผู้บำเพ็ญกว่าเก้าในสิบส่วนของแคว้นเต๋อ ล้วนปฏิบัติตามคำสอนของขงจื๊ออย่างซื่อตรง ซึ่งแตกต่างจากแคว้นหมิงที่มุ่งเน้นวิถีแห่งธรรมชาติอย่างสิ้นเชิง 

    ส่วนแคว้นสือทางตะวันออกสุดของทวีป กลับมีหลักคำสอนที่ยืดหยุ่น ไหลลื่นดั่งสายธาร กลมกลืนไปกับผืนดิน โดยมีปรัชญาของเต๋าฝังรากลึกอยู่ในหัวใจ จึงทำให้การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับพวกเขาเป็นเรื่องที่ง่ายดายกว่ามาก 

    หากอิงตามหลักของเต๋า การที่เขาได้พานพบกับหลิวจื่ออี้และต้าจิน ล้วนเป็นเพราะสายใยแห่ง ‘กรรมและวาสนา’ ที่ชักนำให้มาพานพบ การที่บิดามารดาของเขาต้องเผชิญกับชีวิตที่ยากลำบาก ล้วนเป็นผลพวงจากกรรมเก่าในอดีตชาติ ทุกสรรพสิ่งที่พานพบในชีวิตล้วนมีความสัมพันธ์ผูกพันทางกรรมทั้งสิ้น

    ทว่าลึกๆ แล้ว เซิ่งมู่กลับไม่ค่อยเห็นด้วยกับแนวคิดนี้นัก เขาเชื่อว่าการได้พบหลิวจื่ออี้และต้าจิน เป็นเพียงลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามเหตุและผล มิใช่ภาพลวงตาของสิ่งที่เรียกว่าวาสนาลิขิต 

    หลักคุณธรรมห้าประการของขงจื๊อที่เย่น่าหลันพร่ำสอนเขามาตั้งแต่เด็ก กลับหยั่งรากลึกลงในใจเขามากกว่าปรัชญาความว่างเปล่าของลัทธิเต๋า 

    เมตตาธรรม ชอบธรรม จารีต ปัญญา และกตัญญู สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่วนเวียนอยู่รอบตัวชาวบ้านธรรมดาในหมู่บ้าน

    คนธรรมดาสามัญไม่มีเวลามานั่งคิดเรื่องการตัดกรรม ไม่มีเวลามาทบทวนเรื่องวาสนาหรือลิขิตฟ้า พวกเขาเพียงดิ้นรนเพื่อให้ชีวิตในแต่ละวันผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ต้องการเพียงความซื่อสัตย์ระหว่างสามีภรรยา และต้องการให้บุตรธิดาเติบโตขึ้นมาอย่างมีความสุขและอิ่มท้อง 

    ด้วยความคิดเช่นนี้ เซิ่งมู่จึงรู้สึกว่าหลักคำสอนของขงจื๊อนั้น แนบชิดกับวิถีชีวิตของมนุษย์เดินดินธรรมดามากที่สุด 

    เซิ่งมู่ถอนหายใจก่อนจะพับปิดตำราปราชญ์ขงจื๊อลง นั่งครุ่นคิดจนสมองที่ยังคงไหม้จากค่ายกลเพลิงตะวันกลางหาวก็เริ่มมึนจนไม่อยากคิดต่อ

    เซิ่งมู่จึงลุกเดินไปทิ้งตัวลงนั่งที่โต๊ะหินอ่อนริมบ่อปลาหลีฮื้อ ซึ่งบัดนี้ถูกเขาดัดแปลงให้กลายเป็นกระดานหมากล้อมไปแล้ว

    กู้เฟยที่ยืนเฝ้าอยู่ไม่ไกล ก้าวเดินมานั่งฝั่งตรงข้ามด้วยความคุ้นชิน เซิ่งมู่เผยรอยยิ้มบางเบาพลางเอ่ย “พร้อมหรือยัง?”

    นางใช้การกระทำเป็นคำตอบ นิ้วเรียวยาวค่อยๆ หยิบเม็ดหมากสีดำขึ้นมาวางลงบนจุดตัดอย่างใจเย็น กระทั่งมือนางกำลังจะคีบหมากเม็ดที่หกลงวาง เซิ่งมู่ก็ยกมือขึ้นห้ามเสียก่อน 

    “เจ้าพัฒนาขึ้นมาก ข้าต่อให้แค่ห้าเม็ดก็พอแล้ว” เขาเอ่ยบอกพร้อมรอยยิ้ม 

    กู้เฟยจึงลดมือที่คีบเม็ดหมากสีดำลงไป รอให้เขาเป็นฝ่ายเริ่มวางหมากขาวลงบนกระดาน 

    ช่วงหลังมานี้ นางเริ่มหันมาศึกษาตำราหมากล้อมอย่างจริงจัง ตำราพื้นฐานที่เขาเคยมอบให้ นางสามารถทำความเข้าใจและอ่านจนจบได้ภายในวันเดียว อีกทั้งยังจดจำรูปแบบการเปิดกระดานพื้นฐานได้ทั้งหมด หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา เขาจึงทยอยมอบตำราหมากล้อมระดับสูงที่ตนอ่านจบแล้วให้นางไปศึกษาต่อ 

    จากเดิมที่เคยต้องต่อหมากให้ถึงสิบเม็ด จำนวนก็ค่อยๆ ลดลงมาเรื่อยๆ จนใช้เวลาเพียงแค่ห้าวัน นางก็บีบให้เขาเหลือการต่อหมากเพียงห้าเม็ดได้สำเร็จ 

    เขาจึงเงยหน้าถามนางด้วยความสงสัย “ทำไมเจ้าไม่ตั้งใจฝึกตนบ้างเล่า?”

    กู้เฟยรอจนเขาวางหมากขาวเสร็จ จึงค่อยๆ เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ข้าต้องจัดลำดับความสำคัญ หน้าที่ในจวนต้องมาก่อนเสมอ”

    เมื่อเซิ่งมู่เห็นกู้เฟยวางหมากดำเสร็จ เขาจึงวางหมากขาวลงไปโดยไม่คิดมาก “หมายถึงการรับใช้ฮูหยินหลิวอย่างนั้นหรือ?”

    กู้เฟยพยักหน้ารับ คราวนี้นางใช้เวลาจดจ่อกับกระดานพักใหญ่ ยังไม่ยอมลงหมาก เซิ่งมู่จึงเอ่ยถามต่อ “แล้วเหตุใดเจ้าจึงยังมีเวลามานั่งอ่านตำราหมากล้อมได้เล่า?” 

    สายตาของนางยังคงจับจ้องอยู่ที่รูปแบบหมากบนกระดาน ริมฝีปากขยับตอบ “ตั้งแต่ได้รับมอบหมายให้มาดูแลคุณชายเซิ่ง ข้าก็มีเวลาว่างค่อนข้างมาก จึงพอจะหาเวลามาอ่านตำราได้”

    เซิ่งมู่เอ่ยถามต่อ “หากเจ้ามีเวลาว่างมากกว่านี้ เจ้าอยากฝึกตนหรือไม่?”

    กู้เฟยชะงักมือที่คีบหมากดำช้าๆ ท่าทางลังเลว่าจะวางลงบนจุดใดดี “การฝึกตนมิใช่หน้าที่ของข้าเจ้าค่ะ” 

    เซิ่งมู่จ้องมองเม็ดหมากในมือนาง เอ่ยเสียงนุ่ม “หากตัดเรื่องหน้าที่ทิ้งไป เจ้าอยากจะฝึกตนหรือไม่?”

    นางเงยหน้าขึ้นมาสบตาเขาครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าเป็นคำตอบ หมากดำในมือถูกวางลงบนจุดตัดอย่างเชื่องช้า 

    เซิ่งมู่ถอนหายใจยาว หยิบหมากขาววางดักต่อทันที “เจ้าเข้ามาอยู่ในจวนหลิวได้อย่างไรกัน?”

     

    เมื่อเห็นเขาวางหมากโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด กู้เฟยก็ลอบถอนใจยาว คีบหมากดำจากโถขึ้นมาใหม่ “ข้าเป็นอดีตชาวชิงซาน หนีไฟสงครามจนมาถึงเมืองหลวง ไร้บิดามารดาคุ้มหัว ยามที่โดนคนหลอกล่อเข้าหอโคมแดง ฮูหยินหลิวที่มาพบข้าจึงรับมาเลี้ยงดูเป็นสาวใช้”

     

    “บุญคุณต้องทดแทน” เซิ่งมู่พยักหน้าอย่างเข้าใจ “แต่เจ้าไม่อยากท่องยุทธภพบ้างหรือ? ไปชมภูเขาสูงตระหง่าน ยืนดูแม่น้ำสายกว้าง?”

    กู้เฟยปิดปากเงียบ มือยังคงยกค้างอยู่เหนือกระดานหมาก 

    “รับใช้ร้อยปี มิสู้ตอบแทนเพียงสิบปี” เซิ่งมู่เอนกายพิงโต๊ะหิน หันไปจ้องมองนาง “เจ้าเข้าใจความหมายหรือไม่?”

    สายตากู้เฟยยังคงจดจ่ออยู่กับกระดานหมาก นางส่ายหน้าเบาๆ จนแทบสังเกตไม่เห็น

    เขาจึงเปิดปากอธิบาย “หากเจ้าต้องการทดแทนบุญคุณฮูหยินหลิวอย่างแท้จริง เหตุใดจึงไม่มุมานะฝึกตนให้แข็งแกร่งเล่า? ปีนป่ายบันไดขึ้นสู่ที่สูง เมื่อเจ้ามีพลังและสติปัญญาที่เหนือกว่านี้ เจ้าก็จะสามารถทำประโยชน์และรับใช้จวนหลิวได้มากยิ่งกว่าการเป็นเพียงสาวใช้มิใช่หรือ?”

    กู้เฟยชะงักงัน หมากในมือไร้ที่ลง

    เซิ่งมู่ยกยิ้มบางๆ เอ่ย “หากมัวแต่ก้มหน้า จะมองเห็นความกว้างใหญ่ของแผ่นฟ้าได้อย่างไร”

    นางเงยหน้าขึ้นมาสบตาเขา ตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบเช่นเคย “แต่ตอนนี้ข้ากำลังเล่นหมากล้อมอยู่นะเจ้าคะ”

    เซิ่งมู่กลอก พลางโบกมือปัด “ช่างเถอะๆ ไม่คุยกับเจ้าแล้ว”

    มุมปากของกู้เฟยยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ แม้จะเอ่ยหยอกล้อเขาไปเช่นนั้น ทว่าลึกลงไปในแววตาคู่นั้นของนาง กลับมีประกายสั่นไหวลังเลขึ้นมาเป็นครั้งแรก

    …

    “ใบบัวกระโปรงเขียวกลมกลืนเป็นหนึ่ง ดอกบัวบานสองข้างเคียงใบหน้านาง” 

    หลิวจื่ออี้หันขวับมามองเขาด้วยสายตาประหลาด หัวคิ้วขมวดกันมุ่น “เจ้ามัวพร่ำเพ้ออะไรอยู่…”

    เซิ่งมู่ยิ้มโบกตำราในมือไปมา “บังเอิญเจอกลอนชมบัวที่เหมาะกับเจ้าพอดี”

    หลิวจื่ออี้ถอนหายใจยาว ก้มหน้าลงอ่านตำราสมุนไพรของตนต่อ “เงียบปากไปเลยนะ อย่าให้ท่านแม่ได้ยินเชียว”

    เขาเบ้ปากพลางยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ เอ่ยท่องกลอนต่อด้วยน้ำเสียงนุ่ม “ใบบัวเขียวขจีทอดไกลจรดขอบฟ้า ดอกบัวต้องแสงตะวัน... เขียวงามเป็นพิเศษ”

    หลิวจื่ออี้คว่ำหน้าตำราลงกับโต๊ะ สองมือลูบแขนตัวเองไม่หยุด “เจ้าทำข้าขนลุกไปหมดแล้ว! แล้วที่ถูกมันต้องเป็น ‘ดอกบัวต้องแสงตะวัน แดงงามเป็นพิเศษ’ มิใช่หรือไง?”

    เซิ่งมู่ฉีกยิ้มกว้าง หัวเราะเบาๆ “ข้าคิดว่าใช้คำนี้มันดูเข้ากับเจ้ามากกว่า”

    นางยกตำราขึ้นเหนือหัว ลังเลครู่หนึ่งจึงวางกลับลงไปที่เดิม ก่อนหยิบถุงหอมขึ้นมาขว้างใส่เขาแทน “เข้ากับบ้านปู่เจ้าน่ะสิ!”

    เซิ่งมู่ระเบิดเสียงหัวเราะอย่างสะใจ เอี้ยวตัวรับถุงหอมที่นางปามาได้อย่างง่ายดาย เขาทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้าม มือพลิกหน้าตำราปราชญ์เพื่ออ่านต่อ 

    หลิวจื่ออี้จึงเอ่ยถาม “เตรียมตัวเป็นเช่นไรบ้าง?”

    เขาตอบนางโดยที่สายตายังมองตำรา ส่วนมืออีกข้างก็พลิกถุงหอมเล่น “ก็ดี ข้าไม่กังวลเท่าไหร่”

    หลิวจื่ออี้พยักหน้ารับ “อืม!” สั้นๆ ก่อนจะก้มหน้าอ่านตำราของตนต่อ 

    ทว่าครานี้ เซิ่งมู่กลับเงยหน้าขึ้นมามองนางด้วยท่าทีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเปิดปากถาม “ในจวนเซิ่ง... เคยมีผู้ใดสอบติดเป็นศิษย์สำนักหลวงบ้างหรือไม่?” 

    หลิวจื่ออี้พยักหน้า “มีสิ ท่านป้ากับท่านลุงเจิ้งอย่างไรเล่า สมัยท่านปู่เป็นอาจารย์ในสำนักหลวง พวกเขาขอติดตามกลับมารับใช้ที่ตระกูล อีกทั้งท่านลุงเจิ้งยังเป็นสหายสนิทกับท่านพ่อของข้าด้วย ในจวนหลิวแห่งนี้ อำนาจของเขาเป็นรองแค่ไม่กี่คน ลานฝึกที่เจ้าชอบไปโดนทุบตีอยู่ทุกวัน ก็เป็นส่วนหนึ่งในเรือนของท่านลุงเจิ้งที่ท่านปู่มอบให้”

    “อ้อ เป็นเช่นนี้เอง” เขาขานรับ พลางถามต่อ “แล้วมีใครบ้างไหม... ที่เดิมทีเป็นเพียงคนรับใช้ในจวน แล้วค่อยสอบเข้าสำนักหลวงได้ในภายหลัง?”

    หลิวจื่ออี้เงยหน้าขึ้นมาทำท่าครุ่นคิด ก่อนจะส่ายหน้าเป็นคำตอบ “ไม่มีหรอก”

    “ไม่มีเลยหรือ? เพราะเหตุใดกัน?” เขาถามต่อด้วยความสงสัย

    “ไม่ใช่เพราะเหตุใดหรอก เพียงแต่ไม่มีใครในจวนเลือกที่จะไปสอบเข้าสำนักหลวงก็เท่านั้นเอง” นางเอ่ยตอบเขา พลางพับตำราในมือเก็บลง สายตาจับจ้องมองเขาด้วยความฉงน

    “กู้เฟย… นางฉลาดมาก” เซิ่งมู่เอ่ยขึ้นมา “ฉลาดมากเสียจน ข้าคิดว่าการปล่อยให้นางไปเข้าสำนักฝึกตน น่าจะส่งผลดีต่ออนาคตของนาง มากกว่าการต้องมาอุดอู้อยู่แต่ในจวนหลิวแห่งนี้”

    หลิวจื่ออี้ยกยิ้มมุมปาก นัยน์ตาหรี่แคบลง “หืม… มิใช่ว่าเจ้าชอบพอนางเลยจะหลอกให้ติดตามเข้าสำนักหลวงหรอกหรือ?”

    เซิ่งมู่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ปิดตำราในมือลง “นี่ข้ากำลังจริงจังอยู่นะ”

    หลิวจื่ออี้ปิดปากหัวเราะคิกคัก “ข้าล้อเล่นหรอก เรื่องกู้เฟยข้าก็คิดเหมือนกับเจ้า นางค่อนข้างฉลาด ข้าเคยสอนนางเรื่องจำแนกสมุนไพร ผ่านไปเพียงหนึ่งสัปดาห์ นางกลับสามารถจดจำคุณสมบัติของสมุนไพรกว่าร้อยชนิดได้ทั้งหมด”

    เซิ่งมู่เลิกคิ้วขึ้นสูงด้วยความประหลาดใจ “เจ้าด้วยหรือ?”

    “หมายความว่าอะไร? เจ้าเจออะไรมา” นางย้อนถาม

    เซิ่งมู่ยกสองแขนขึ้นท้าวคางบนโต๊ะ ขยับใบหน้าเข้าไปใกล้ “ข้าสอนนางเล่นหมากล้อมได้เพียงห้าวัน มาวันนี้... หมากที่ข้าต่อให้นางเหลือเพียงห้าเม็ดแล้ว”

    หลิวจื่ออี้ส่งเสียงเหลือเชื่อออกมา “เช่นนั้นข้าเข้าใจแล้ว ทำไมเจ้าถึงอยากให้นางเข้าสำนักหลวง”

    เซิ่งมู่พยักหน้า เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “สติปัญญาของนางล้ำเลิศพอที่จะก้าวเดินบนเส้นทางของผู้ฝึกปราณได้อย่างภาคภูมิ ในฐานะที่นางเป็นสหายของข้าและเจ้าครึ่งตัว ไม่คิดหรือว่าควรให้นางได้ออกไปฝึกฝนที่โลกภายนอกบ้างหรือ?”

    หลิวจื่ออี้พยักหน้าเห็นด้วย “คิดสิ” คำตอบของนางทำเอาเขาถึงกับแปลกใจ “ความจริงหากเจ้าไม่พูด ข้าก็จะพาทั้งอิ๋งอิ๋งและกู้เฟยติดตามข้าไปฝึกตนที่สำนักวสันต์เขียวด้วยกันอยู่แล้ว”

    เซิ่งมู่ส่ายหน้า พลางบอกนาง “แต่สิ่งที่ข้าหมายถึงคือให้นางเข้ารับการสอบเข้าสำนักหลวงพร้อมข้า ให้นางก้าวเข้าไปในฐานะ ‘ศิษย์สำนักหลวง’ อย่างเต็มตัว แม้ว่าในด่านแรกและด่านที่สาม อาจจะค่อนข้างยากสำหรับนาง ทว่าด้วยความรู้และสติปัญญาของนาง การจะผ่านด่านสี่ข้าคิดว่ามีความเป็นไปได้ค่อนข้างมาก”

    หลิวจื่ออี้ยกมือขึ้นแตะคางทำหน้าครุ่นคิด ท่าทางของนางเริ่มโอนอ่อนคล้อยตาม

    “หากสุดท้ายนางสอบไม่ผ่าน ค่อยให้นางติดตามเจ้าไปยังสำนักวสันต์เขียวก็ยังไม่สาย เจ้าคิดเช่นไร?” เขายักไหล่ พยายามพูดโน้มน้าวนาง

    นางพยักหน้าเห็นด้วย “เช่นนั้นข้าจะลองถามท่านแม่ดูแล้วกัน”

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์หมัดสยบฟ้า ที่คุณอ่าน

    God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

    God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    146K 311
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    นิยาย แฟนตาซี
    106K 139
    เหนือพิภพ สยบสวรรค์ (ภาค 2 สยบสวรรค์)

    เหนือพิภพ สยบสวรรค์ (ภาค 2 สยบสวรรค์)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.13M 1288
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

    บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.35M 933
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    [New Life] อิสระของชีวิต

    [New Life] อิสระของชีวิต

    นิยาย แฟนตาซี
    140K 171
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390