จักรพรรดิผีดิบ

    ตอนที่ 41 งานรื่นเริงก่อนการประลอง (2)

            ตอนที่ 41 งานรื่งเริงก่อนการประลอง (2)


            ฝ่าเท้าของกาติรัสถึงกับชะงักงันพลางความรู้สึกแปลกประหลาดที่แผ่ซ่านออกมาราวกับกำลังเก็บอารมณ์เอาไว้ ใบหน้านิ่งเฉยไร้อารมณ์เสียจนไม่อาจจับสังเกตว่าเขากำลังข่มความโกรธกริ้วนั่นอยู่ ความหยิ่งทะนง เกียรติศักดิ์ศรีและพลังอำนาจ ความรู้สึกที่ตัวเองสูงส่งราวกับพระเจ้าพลันพลุ่งพล่านออกมาไม่หยุดยั้ง เป็นความประสงค์ของอันเดด ตัวตนที่ทรงพลังอำนาจกระทั่งสามารถรู้สึกได้เลยราวกับเป็นความรู้สึกที่มาพร้อมกับสายเลือด ฝ่ามือชายหนุ่มถึงกับสั่นไหวเล็กน้อยลาซิเฟียบอกได้ทันทีว่าเขากำลังมีน้ำโหซึ่งมันไม่ใช่ผลดีต่อใครแน่นอน


            กาติรัสที่รู้สึกคลั่นเนื้อคลั่นตัวทั่วทั้งร่าง เขาได้แต่เก็บคิดว่ามันเป็นบททดสอบด้านจิตใจ ถ้าเขาผ่านมันไปได้จิตใจของตนจะต้องแข็งแกร่งขึ้นอีกแน่ ใบหน้านิ่งเฉยก็จริงแต่ทว่าภายในกลับรู้สึกทุรนทุรายอยากจะฉีกร่างของตัวเองเป็นชิ้นๆ อยากจะระบายมันออกมาผ่านหมัดคู่นี้!! มืออีกข้างถึงกับกุมกำแน่นเส้นเลือดพลันปูดโปนขึ้นมาจนน่าเกรงกลัว เขาล้วนไม่เคยสนใจคำพูดของพวกขยะเศษแดน เขาทนได้กับคำพูดเหล่านั้นมาเสมอหากแต่ครานี้เป็นการทนทั้งคำพูดและทนการตอบสนองของร่างกายตัวเอง


            ทรมานนัก... ชายหนุ่มพลันกัดริมฝีปาก อาการเริ่มแสดงออกมาแล้ว... ข้าต้องผ่านไปให้ได้!


            ลาซิเฟียที่ตกอยู่ในสถานการณ์อึดอัด เธอไม่รู้ว่าควรกระทำสิ่งใดดี ทำไปแล้วมันจะส่งผลดีหรือไม่ดี หญิงสาวที่ตอนนี้ไม่มีความมั่นใจเลยสักนิดได้แต่ปล่อยให้สถานการณ์มันเป็นไปตามสิ่งที่ควรจะเป็น กาติรัสกับลาซิเฟียยังคงเดินหน้าต่อไปมิได้สนใจชายหนุ่มเลือดร้อนเลยสักนิด


            การระรานด้วยคำพูดมันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นการตอบกลับของบุรุษรูปงามกลับมีเพียงความเมินเฉย ความรู้สึกที่ราวกับถูกตบหน้ากลางสาธารณชนพลันส่งผลให้เขากำหมัดแน่นพลางพุ่งทะยานเข้าหากาติรัส ก่อนปากจะโพล่งกล่าวด้วยความโกรธแค้น "ไอ้เจ้าพวกเศษขยะแดนดิน! กล้าเมินข้างั้นรึ!!"


            เรือนร่างสูงราวสองเมตรครึ่งพุ่งทะยานมาด้วยความเร็วราวกับลูกศรที่ถูกปล่อย ฟึ่บ! สองเท้าส่งแรงกระโดดสูงเหนือพื้นดินพลางหมัดกำแน่นง้างออกก่อนจิตสังหารจะโพยพุ่งออกมา เป็นเจตนาฆ่าอย่างชัดเจน เป็นการโจมตีกะเอาตาย!! ดูเหมือนเขาจะไม่ได้สนใจกฏของงานนี้เลยสักนิดก่อนเขาจะกู่ตะโกน "จะมาขอโทษตอนนี้ก็สายไปแล้วโว้ย"


            ระยะห่างลดลงจนเหลือไม่ถึงเมตร กาติรัสพลันหันขวับพลางสายตาเพ่งเล็งอย่างอาฆาต สำหรับชายหนุ่มแล้ว การเคลื่อนไหวของมันเชื่องช้าจนเกินไป การกระโดดโจมตีคู่ต่อสู้ยิ่งเป็นเรื่องที่โง่งม มันผู้นั่นจะไม่สามารถหลบหลีกการโต้กลับได้เลยเว้นเสียแต่ว่ามันสามารถบินได้! หมัดก็ง้างไกลจนเกินไป ถึงจะสามารถทำให้การโจมตีรุนแรงขึ้นได้ ทว่า หากไม่ได้ปล่อยหมัดออกไปมันก็เท่านั้น กาติรัสไม่แม้แต่จะขยับเขยื้อนก่อนหมัดของชายสูงใหญ่จะปล่อยออก หมัดพุ่งตรงมาใบหน้าชายหนุ่มระยะห่างเหลือสามสิบเซน


            ตรึบ

            

            ภาพตรงหน้าถึงกับทำให้ผู้คนเกิดความตื่นตะลึงงัน แววตาเบิกโพลงกว้างและรู้สึกตื่นเต้นอย่างที่สุด หมัดของเสียวหลงเกิดหยุดชะงัก น่าตกใจที่แขนยาวใหญ่ไม่อาจเข้าถึงตัวชายหนุ่มได้ทัน ห้านิ้วกุมกำศีรษะของเสียวหลงพลางยกสูงขึ้นกลางอากาศ ทั้งที่ร่างกายของมันสูงราวสองเมตรครึ่งกลับถูกกาติรัสที่สูงเพียงสองเมตรนิดๆ ยกจนลอยกลางอากาศ ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย ทว่า กลับไม่สามารถส่งเสียงร้องออกมาได้


            การโจมตีที่ทุกคนคิดว่ามันเพ่งเล็งใบหน้ากลับแปรเปลี่ยนเป็นจู่โจมแขนแทน ตุบ! ตุบ! ตุบ! หนึ่งมือทุบตีแขนกาติรัสอย่างถี่ระรัวพลางมืออีกข้างที่พยายามกระชากมือของชายหนุ่มออก ณ จุดนั้นความหยิ่งยโสกลับแปรเปลี่ยนเป็นอับอายอย่างที่สุด การที่ถูกทำให้ร่างกายลอยกลางอากาศเฉกเช่นนี้ มันทำให้เขารู้สึกอับอายจนแทบจะคลั่ง มันอยากจะกล่าวคำมากมาย ทว่า ไม่ทราบสาเหตุที่ไม่อาจเปล่งถ้อยคำออกมาได้


            แววตาของกาติรัสแปรเปลี่ยนเป็นเฉียบคมพลางจิตสังหารที่่ส่งผ่านออกมา ไม่มีความปราณีโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับศัตรู!! ห้านิ้วพลันส่งแรงราวกับจะบดขยี้กระโหลกให้แหลกเละ


            กรอบบบบบ


            เสียงกระดูกแตกพลันดังขึ้นอย่างชัดเจน กระโหลกศีรษะแตกไปแล้ว... กาติรัสพลันปล่อยร่างของเสียวหลงก่อนร่างสูงราวสองเมตรครึ่งจะตกกระทบพรมผ้าสีแดงดัง ตรุบ เป็นความห่างชั้นของพลังอย่างแท้จริง เสียวหลงไม่อาจต่อกรกับเขาได้เลยแม้เขาจะเป็นถึงหนึ่งในสามตระกูลใหญ่สุดทรงอำนาจ!! ชายหนุ่มรูปงามกลับพิสูจน์ความแข็งแกร่งโดยการบดขยี้นายน้อยตระกูลใหญ่ต่อหน้าสาธารณชน เขาทำตัวราวกับเป็นเจ้าของหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างกาย แน่นอนว่าการกระทำเช่นนี้ย่อมมีคนไม่พอใจเป็นอย่างมาก เขาแหกกฏของงานรื่นเริงแห่งนี้โดยกระทำการฆ่าคน!!


            "เขาทำร้ายนายน้อยเสียวหลง!!"


            "ขะ...แข็งแกร่งนัก นะ...นั่นคนจากสามตระกูลใหญ่เลยนะ!!"


            "ฮ่าฮ่าฮ่า ดูเหมือนคืนนี้จะมีอะไรสนุกสนุกให้เชยชมเสียแล้ว"


            โดยเฉพาะอย่างยิ่งใบหน้าของผู้นำตระกูลเสียว ชายชราที่ใบหน้ายิ้มแย้มอยู่เมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยวอย่างที่สุดก่อนมวลพลังจะโพยพุ่งออกมาพร้อมกับจิตสังหารที่ท่วมท้น ชายชราพลันหายวับไปจากที่นั่งก่อนจะไปปรากฏต่อหน้าชายหนุ่มผู้หาญกล้า กาติรัสกลับยังคงใบหน้าเฉยชาได้อีกราวกับไม่มีความหวาดกลัวต่อหน้าชายชราผู้นี้เลยสักนิด ฝ่ามือของชายชราพลันยื่นออกก่อนมวลพลังมหาศาลจะปลดปล่อยออกมา


            ผู้นำตระกูลเสียวร่ายบทเวทย์ด้วยความเร็วไว "ฝ่ามือสยบมาร" พลันปรากฏฝ่ามือสีทองคำอร่ามก่อนจะ...


            บึ้ม...!


            การโจมตีกลับถูกเปลี่ยนทิศทาง "ฝ่ามือสยบมาร" กลับพุ่งโจมตีไปโดนประตูทางเข้างาน ควันพลันคลุ้งกระจายก่อนภาพเบื้องหน้าจะปรากฏความน่าเหลือเชื่อยิ่งกว่าเดิม ปรากฏเป็นชายชราสูงเกือบสองเมตร เขาปัดป้อง "ฝ่ามือสยบมาร" ให้เปลี่ยนทิศ สิ่งที่น่าชื่นชมกว่านั้นคือบานประตู มันไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน!! ยิ่งมองยิ่งเกิดความแปลกประหลาดใจ ชายชราคนนั่นคือ "เจ้าเมือง"


            ผู้นำตระกูลเสียวถึงกับโพล่งคำออกมา "ท่านเจ้าเมือง!!" น้ำเสียงตกตะลึงยิ่ง เจ้าเมืองจะออกมาปกป้องเด็กคนนี้ทำไม? หรือเขาอยากมีความบาดหมางกับหนึ่งในสามตระกูลใหญ่? "เจ้าเด็กนี่มันกระทำผิดกฏงานรื่นเริง ข้าเพียงจะกำจัดมันตามสิ่งที่ควรจะเป็น"


            เจ้าเมืองพลันแปรเปลี่ยนสีหน้าเป็นขึงขัง "มีกฏข้อไหนที่ให้สังหารผู้กระทำผิดได้" น้ำเสียงขึงขังและน่ายำเกรง เป็นกลิ่นอายของความยิ่งใหญ่อย่างชัดเจน ผู้นำตระกูลเสียวถึงกับรู้สึกพะอืดพะอม


            ผู้นำตระกูลเสียวเผลอติดเป็นนิสัย สามตระกูลใหญ่มักจะข่มเขงผู้อื่นได้โดยไม่ต้องเกรงกลัวกฏเสมอ เพียงแค่กล่าวขู่ก็ไม่มีใครกล้าเอาไปเล่าให้เจ้าเมืองฟังแล้ว ทว่า มันลืมไปเสียสนิทว่าครานี้เจ้าเมืองเข้าร่วมด้วยหรือกระทั่งบุคคลปริศาที่ดูยิ่งใหญ่เอามากๆ อีกสี่ท่าน ไหนจะวัยเยาว์อีกสี่คนที่ดูทรงพลังจนน่าขนหัวลุกนั่นอีก ผู้นำตระกูลเสียวถึงกับเงียบงัน เขาไม่รู้จะกล่าวตอบเจ้าเมืองยังไงดี


            "ถือเสียว่าครานี้ข้าให้อภัยท่าน หวังว่ามันจะไม่เกิดขึ้นอีก" เจ้าเมืองกล่าวพลางเดินมาจับชีพจรของเสียวหลง "เขายังไม่ตาย"


            เรื่องที่เสียวหลงยังไม่ตายผู้นำตระกูลเสียวรู้ดีที่สุด เขามีศิลาวิญญาณชีวิตของลูกตัวเองติดตัวเสมอ เขาแค่อยากจะบดขยี้เด็กที่กล้าทำร้ายคนของตระกูลใหญ่เพื่อไม่ให้ผู้อื่นเอาเป็นเยี่ยงอย่าง ดูเหมือนครานี้จะไม่ง่ายดายเสียแล้ว ผู้นำตระกูลเสียวพลางพยุงร่างของเสียวหลงก่อนจะเดินออกจากประตูงานไป


            "เจ้าน่ะไปหาที่นั่งเสีย" เจ้าเมืองกล่าวกับกาติรัสก่อนจะจับจ้องมายังลาซิเฟียก่อนเอ่ย "ลาซิเฟีย... เจ้ามาอยู่นี่ีนี้เอง เพชรชิ้นงามจะมาเปรอะเปรื้อนไม่ได้ ครานี้พวกเราจะทำให้สี่ปรมาจารย์รับรู้ถึงพรสวรรค์ในตัวเจ้า" น้ำเสียงนุ่มนวลแฝงไปด้วยความเอ็นดู


            เจ้าเมืองตระหนักถึงชายหนุ่มตรงหน้าเป็นอย่างดีตั้งแต่เข้ามาในงาน เจ้าเมืองก็มักจะพยายามส่องหาสร้อยข้อมือที่ทำจากหินสัตชีวะเสมอ เขานึกว่าคนแบบนั้นย่อมไม่กระทำตัวเป็นจุดสนใจ ดูเหมือนเขาจะคิดผิดอย่างสิ้นเชิงแค่เพิ่งจะเข้างานมา ชายหนุ่มคนนี้ก็เกือบจะคร่าชีวิตผู้คนไปแล้ว แค่เพียงยืนยันได้ว่าชายหนุ่มตรงหน้าเป็นศิษย์ของคนผู้นั้น เจ้าเมืองก็เกิดความเกรงใจขึ้นมาก่อนชายชราจะพยายามส่งสัญญาณผ่านสีหน้ากับลาซิเฟียราวกับอยากจะสื่อว่า "ตามข้ามา"


            งานรื่นเริงก่อนการประลองกลับเข้าสู่ความสงบสุขอีกครั้งก่อนชายชราจะหันขวับเพื่อจะนำทางลาซิเฟียไปยังที่นั่งที่ควรจจะอยู่ ทว่า ยิ่งเดินนำไปเท่าไหร่กลับรู้สึกว่าหญิงสาวก็ไม่เดินตามมาสักที ก่อนเจ้าเมืองจะหันกลับไปมอง สายตาของกาติรัสกับเจ้าเมืองพลันสบตาประสานกันอย่างฉับพลัน สองแววตาคมกริบราวกับมังกรเป็นดวงตาของผู้กล้าหาญอย่างทรนง แรงกดดันที่ส่งผ่านนัยน์ตาคู่นั้นถึงกับทำให้เจ้าเมืองรู้สึกสั่นสะท้าน ชายหนุ่มกุมมือลาซิเฟียอย่างแนบแน่นและหญิงสาวที่ราวกับอยากจะไปกับเขาเช่นกัน


            เจ้าเมืองถึงกับรู้สึกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เขาควรจะทำเช่นไรดี? ลาซิเฟียเป็นหญิงสาวที่ไม่สนใจในตัวบุรุษอย่างแน่แท้ ลาซิเฟียที่ข้ารู้จักเป็นเพียงหญิงสาวที่สนแค่ความแข็งแกร่งเท่านั้น!! เจ้าเด็กนั่นเป็นใครกันแน่? ความเป็นมาของผู้แข็งแกร่งปริศนานั่นเล่า? ยิ่งสังเกตกาติรัสดีๆ ยิ่งพบว่าสเตตัสของเขาเป็นเพียงความว่างเปล่า รูม่านตาหดรีดเล็กลงอย่างที่สุด ก่อนจะฉุกคิดขึ้นมาได้ ไม่สิ... อุปกรณ์เวทมนตร์ปกปิดค่าพลังก็แจกจ่ายกันแล้วนี่นา... ไม่มีทางที่เขาจะแข็งแกร่งกว่าข้าไปได้หรอก


            เจ้าเมืองพลันโบกมือเบาๆ ดูเหมือนเขาจะยอมให้ลาซิเฟียไปกับกาติรัส ลาซิเฟียก็ได้แต่ดีใจที่มันจบลงด้วยดี ใบหน้าของลาซิเฟียที่ยามนี้กลายเป็นสีแดงระเรื่อ ชั่วชีวิตสิบภพชาติหญิงสาวเพิ่งจะเคยถูกปกป้องโดยบุรุษเป็นครั้งแรก เธอไม่รู้เลยว่ามันจะรู้สึกดีเช่นนี้ รู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยยิ่งนัก...


            "ไปกันเถอะ" กาติรัสกล่าวพลางจูงมือลาซิเฟียเช่นเดิม หญิงสาวก็ทำได้แต่ยอมเดินตามไปโดยให้ชายหนุ่มจูงมืออยู่อย่างนั้น เธอไม่รู้จะตอบสนองเช่นไรเหมือนกัน สายตานับพันพันคู่เพ่งเล็งเป็นเป้าหมายเดียว ครานี้มันแตกต่างอย่างสิ้นเชิง มันเต็มเปี่ยมไปด้วยความโกรธและริษยา ทว่า หลังจากได้เห็นพลังของชายหนุ่มแล้ว พวกเขาคงได้แต่เก็บกลืนความรู้สึกลงไป


            ชายหญิงเดินผ่านโต๊ะกลมต่างต่างมาอย่างสบายๆ ก่อนจะถึงจุดหมายเสียที ใบหน้าหนึ่งบุรุษและสองสตรีกลับแสดงออกเป็นแบบเดียวกัน ใบหน้าหวาดกลัวและยำเกรง!! ยากจะกล่าวถามหรือทำตีสนิทด้วยกับบุคคลที่เพิ่งจะเกือบฆ่านายน้อยจากตระกูลใหญ่มา ถึงกับทำตัวไม่ถูกเลยทีเดียว


            ลาซิเฟียที่เห็นว่าบรรยากาศมันอึดอัดจนเกินจะทนได้ หญิงสาวจึงพยายามเอ่ยกล่าวเพื่อคลายความตรึงเคลียดนี้ลง "ยินดีที่ได้รู้จักนะ" น้ำเสียงนุ่มละไมและใบหน้าไร้เดียงสา


            "ยะ...ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ" หญิงสาวคนหนึ่งตัดสินใจตอบแม้น้ำเสียงจะสั่นเครือก็ตาม


            กาติรัสพลันลากเก้าอี้ออกมาสองตัว เขาดึงมันออกมาให้ลาซิเฟียด้วยอย่างน้อยเขาก็รู้ว่าสุภาพบุรุษมันเป็นยังไงละนะ ชายหญิงทั้งสองพลันนั่งลงก่อนกาติรัสจะเอ่ยกล่าว "คนเยอะขนาดนี้ดูเหมือนเราจะคุยกันไม่ได้แล้วสิ" น้ำเสียงเย็นชาราวกับคนไม่สนโลก ไม่มีความเกรงใจคนรอบข้างเลยด้วยซ้ำ เขากล่าวออกมาราวกับอีกสามชีวิตเป็นตัวเกะกะอย่างไรอย่างนั้น


            หนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีถึงกับสะดุ้ง ได้แต่ก้มหน้ามองโต๊ะไม่กล้าสบตา ต่อหน้าความแข็งแกร่งที่สามารถฆ่านายน้อยจากตระกูลใหญ่ได้อย่างง่ายดายเช่นนั้น ผู้ที่อยากจะต่อแยเขาเห็นทีจะมีแค่เจ้าพวกตัวโง่งม


            "อะ...เอ่อ ขออภัยสำหรับเจ้านี่ด้วยนะคะ พวกเราไม่ได้มีเจตนาอยากให้พวกท่านหวาดกลัวหรอกนะคะ" ลาซิเฟียที่จับจ้องไปยังกาติรัสราวกับอยากกัดกิน หญิงสาวพลันจับหัวชายหนุ่มก่อนจะก้มหัวเขาลงพลางก้มศีรษะของตนตาม


            แววตากาติรัสถึงกับเบิกโพลงกว้าง การก้มหัวในยุคราชอาณาจักรเทพเป็นอะไรที่โคตรจะเสียศักดิ์ศรีเอาซะเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งก้มหัวให้เจ้าพวกอ่อนแอราวกับหนอนแมลงเช่นนี้ ทว่า สิ่งที่เขาหวาดกลัวที่สุดกลับไม่แสดงผลออกมา ผลข้างเคียงของสายเลือดอันเดด... กาติรัสรู้สึกประหลาดใจจนคิ้วเลิกสูงขึ้น อันเดดไม่นับว่าการก้มหัวเป็นการเสียศักดิ์ศรีหรอกรึ? ชายหนุ่มก็ได้แต่ยอมให้ลาซิเฟียกดหัวอยู่อย่างนั้น


            ก่อนเพื่อนร่วมโต๊ะทั้งสามจะกล่าวขึ้นอย่างพร้อมเพรียง "มะ...ไม่ขนาดนั้น ไม่ต้องทำขนาดนั้นก็ได้" แทบจะกล่าวเป็นเสียงเดียวกัน พวกเขาอยู่ในสถานการณ์ที่ทำตัวไม่ถูก โดนผู้แข็งแกร่งก้มหัวให้แบบนี้... เป็นครั้งแรกในชีวิตเลยก็ว่าได้


            หญิงสาวเผ้าผมสีดำสนิทและผิวพรรณขาวผ่อง รูปร่างสมส่วน ความงดงามอยู่ในระดับพอใช้ได้ก่อนหญิงสาวจะเอ่ยอย่างเขินอาย "ข้ามีนามว่าลูลิชค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกัน"


            "ข้ามีนามว่ามาเรียค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ" หญิงสาวเผ้าผมสีดำสนิทและผิวพรรณก็ขาวผุดผ่องเช่นกัน หน้าตานับว่ามีความงดงามอยู่ไม่น้อยและรูปร่างก็สมส่วน หน้าอกของหญิงสาวทั้งสองล้วนเป็นไปตามวัยที่ควรจะเป็น มันนูนออกมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น


            "ข้ามีนามว่าโพคริสขอรับ" บุรุษผิวคล้ำเข้มร่างกายใหญ่โตกล่าวอย่างหวั่นเกรง น้ำเสียงก็สั่นเครือและไร้ความมั่นใจอย่างสิ้นเชิง ถึงกระนั้นความแข็งแกร่งของเขากลับอยู่ในระดับแนวหน้าของรุ่นเดียวกัน


            "งั้นเจ้าก็แล้วกัน โพคริส อธิบายเกี่ยวกับอุปกรณ์เวทมนตร์ปกปิดค่าพลังมาเสีย" กาติรัสกล่าวก่อนใครเพื่อน เขาไม่แม้แต่จะแนะนำชื่อตัวเองเสียด้วยซ้ำถึงกระนั้นโพคริสก็กล่าวตอบอย่างเร็วไว "อะ...เอ่อ อุปกรณ์เวทมนตร์ปกปิดค่าพลังที่จะจัดประมูลกันขึ้นมากลับเกิดความพลิกโผ พวกเขากลับไม่ได้วางขายแต่เป็นการแจกจ่ายให้ทุกคนในโรงประมูล มันสามารถปกปิดจากทักษะหยั่งรู้ที่มีระดับต่ำกว่าสิบได้ขอรับทำให้ผู้คนในงานตอนนี้รู้สึกเหยียดหยามพวกที่ใส่มันมากขอรับ"


            เป็นที่เข้าใจได้ว่าจะเกิดการดูถูกและเหยียดหยามขึ้นมา พวกเขาคิดว่าจะหาคนที่มีหยั่งรู้ระดับสิบได้โดยง่ายกันรึไง เป็นอัตราส่วนหนี่งต่อหมื่น!! ทักษะระดับสิบไม่ได้ฝึกกันง่ายดายเช่นนั้น เป็นสิ่งที่ฝึกกันยากปานตาย!! ละจู่ๆก็มีอุปกรณ์เวทมนตร์ที่สามารถปกปิดค่าพลังเกิดขึ้นมา ใครไหนเล่าจะไม่โกรธเคือง พวกเขาจะไม่ได้รับรู้ถึงข้อมูลศัตรูเลยสักนิดเดียวราวกับเขาตัวเองเข้าไปเสี่ยงชีวิตอย่างไรอย่างนั้น ทำให้ตอนนี้ทั่วทั้งเมืองกลับแบ่งฝักฝ่ายเป็นสองกลุ่ม พวกที่สวมใส่และพวกที่ไม่สวมใส่ เป็นความแตกแยกที่ชัดเจน


            ซึ่งสามตระกูลใหญ่กลับเห็นตรงกันว่าจะไม่สวมใส่มัน ทำให้ชาวเมืองทั้งหมดแทบจะไม่ใส่มันกันเลยสักคนเดียว การต่อต้านสามตระกูลใหญ่ก็เท่ากับรนหาที่ตาย!!


            "แจกจ่ายเลยงั้นรึ..." กาติรัสกล่าวลอยๆพลางแสดงสีหน้าครุ่นคิดก่อนใบหน้าจะเผยยิ้มร่าประดุจรอยยิ้มของปีศาจ "มีของดีแต่ไม่ยอมใช้ โง่งมกันเสียจริงๆ"


    ...สเตตัสปัจจุบัน...


    ชื่อ:กาติรัส อันเดลัส(เพศชาย) อายุ:15ปี เผ่าพันธุ์:มนุษย์กึ่งอันเดด อายุขัยโดยธรรมชาติ:อนันต์

    เลเวล:5,355 พลังกาย:164,826 พลังเวทย์:764,593 อาชีพ:จักรพรรดิผีดิบ