“ทำไมอู่ อวี้ ถึงมีรูปร่างสูงยาวเช่นนี้” ชิงเหมิง ไม่กล้าที่จะเข้าใกล้ ซู หยานหลี่ กับ เหล่าบรรดาศิษย์สายตรงคนอื่นๆ ของท่านเจ้านิกาย มิหนำซ้ำศิษย์ที่ยืนอยู่ห่างๆ บนเทือกเขาหวังเทียนยังบดบังนางจนหัวของนางโผล่พ้นออกมาได้เพียงเล็กน้อย แต่เมื่อได้เห็นฉากที่น่าตกตะลึงเช่นนี้ มันก็ทำให้ปากนางอ้าจนสามารถนำไข่ทั้งใบยัดใส่ลงไป
เพราะก่อนหน้านี้ อู่ อวี้ ยังมีรูปทรงผอมบาง ซ้ำสรีระของทั้งคู่ยังไม่ต่างกันมาก แต่ในยามนี้ หากให้ทั้งคู่ยืนเทียบกัน นางคงจะสูงเทียบเท่าส่วนท้องของ อู่ อวี้ เพียงเท่านั้น
“นี่ก็จวนจะใกล้ถึงเวลาประลองรอบต่อไปแล้ว ข้าไม่อยากจะเห็นเขาพ่ายแพ้เลย” ชิงเหมิง ที่เฝ้ามองอย่างเงียบงัน ยามนี้ใบหน้าของนาง ปรากฏความตึงเครียดฉายออกมา
สำหรับชิงเหมิงนั้น อู่ อวี้ เปรียบได้กับพี่ชายผู้หนึ่ง จริงๆ แล้วครั้นนางยังอยู่บนอาณาจักรมนุษย์ นางมีพี่ชายอยู่คนหนึ่งเช่นกัน และเพราะว่านางได้ก้าวเข้าสู่วิถีแห่งเซียน มันจึงทำให้นางไม่ได้เจอกับเขาอีก
เวลาเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว เหล่าศิษย์ที่อยู่ในขั้นหลอมรวมลมปราณต่างก็เผด็จศึกพิชิตคู่ต่อสู้คู่แล้วคู่เล่า บัดนี้กาลเวลาดำเนินเข้าสู่ช่วงยามเย็น ดวงอาทิตย์อัสดงดิ่งลงพสุธา สาดแสงจางๆ ผ่านมวลเมฆาฉาบเป็นแสงสีทองสะท้อนเข้านัยน์ตาของเหล่าศิษย์สาวกทั้งหลาย แสงของตะวันที่ใกล้จะลับขอบฟ้าเช่นนี้ ก่อเป็นภาพที่ดูราวกับปราณกระบี่กำลังทิ่มทะลวงสู่สวรรค์ก็มิปาน ต่อหน้าปรากฏการณ์อันงดงามนี้ เหล่าศิษย์สาวกที่ยืนอยู่บน เซียนไท่ นั้นเปรียบได้กับเหล่าฝูงมดประกอบภาพ
“บัดนี้ถึงการต่อสู้คู่สุดท้าย ระหว่าง ซือตู๋ หมิงหลาง กับ อู่ อวี้!” ในช่วงความเงียบงันเข้าปกคลุม เสียงของอาวุโส มู่เกอ ก็ได้ดังกึกก้องกังวานขึ้น ซึ่งเมื่อเสียงนี้ดังขึ้น เหล่าผู้คนต่างก็พากันกลั้นลมหายใจด้วยความตื่นเต้น ในที่สุดวันแห่งการตัดสินชะตานี้ก็ได้ดำเนินมาถึงเสียที เกือบทุกคนต่างใจจดใจจ่อกับการประกาศนี้ เหล่าศิษย์ที่อยู่บน เซียนไท่ จำนวนไม่น้อยที่สามารถรู้สึกได้ว่า หัวใจของพวกมันกำลังเต้นแรงมิอาจข่มสะกดความตื่นเต้นเอาไว้ได้
“ศิษย์น้อง อย่าทำให้ท่านอาจารย์ต้องอับอายเด็ดขาด เมื่ออยู่บนลานประลอง ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ ไม่ว่ายังไงก็ต้องคว้าชัยกลับมาให้จงได้!” เมื่อถึงเวลา ทันใดนั้นโม่ซือซูก็ได้กล่าวออกมาอย่างเคร่งขรึม
แน่นอน เป็นเพราะว่า ท่านเจ้านิกาย ได้คอยปกป้อง อู่ อวี้มาตลอด 1 ปี วันนี้จึงกล่าวได้ว่าเกี่ยวข้องกับศักดิ์ศรีของท่านเจ้านิกายโดยตรง
“ย่อมได้” อู่ อวี้ ไม่ได้พูดพร่ำทำเพลงอะไรมากมาย มือหนึ่งคว้ากุมกระบี่ปราบมาร สองเท้าก้าวย่ำไปเบื้องหน้าเพียงไม่กี่ก้าวเขาก็ได้มาถึงใจกลางลานต่อสู้ ขณะเดียวกันสายตานับไม่ถ้วนต่างจับจ้องมายังเขา เมื่อตอนที่เขายังเป็นองค์ชายแห่ง อาณาจักรบูรพาเยว่อู่ เขาต่างก็กลายเป็นจุดสนใจมาบ่อยครั้งจนคุ้นชินกับมันแล้ว เมื่อก้าวเข้าสู่วิถีแห่งเซียน เขาจึงยังคงสงบนิ่งได้อยู่เมื่อเจอกับเหตุการณ์เช่นนี้
ทั้งโม่ซือซู, ซู หยานหลี่ และชิงเหมิงต่างก็มองไปยัง อู่ อวี้ ด้วยสายตาที่ประกายไปด้วยความคาดหวัง
เหล่าศิษย์คนอื่นๆ ในนิกายกระบี่สวรรค์ ที่จับจ้องไปยัง อู่ อวี้ นั้น ก็มีทั้งความสงสัยคับข้องใจในพลังและบางส่วนก็มองด้วยความดูหมิ่น ดูแคลน
ส่วนซือตู๋ หมิงหลางเอง ก็จับจ้องมายัง อู่ อวี้ ด้วยความชิงชังอันเปี่ยมล้น
บนยอดเขาเองทั้งหลานฮั้วหยุน กับเหล่าอาวุโสระดับสูงต่างๆ ก็กำลังทอดสายตาลงมา เพื่อประเมินความสามารถอีกเช่นกัน
บรรดาดวงตาทั้งหลายล้วนแต่จับจ้องมายังที่ อู่ อวี้ แต่เพียงผู้เดียว หากเป็นคนทั่วๆ ไปคงจะกลัวหัวหด ไม่ก็ขวัญกระเจิง แต่ อู่ อวี้ กลับรู้สึกตื่นเต้นและสนุกไปกับมัน เป็นเพราะกายาเพชรอมตะในร่างกายที่ทำให้เหล่าสายตาทั้งหลาย เสมือนกลายเป็นดั่งเปลวเพลิงคอยแผดเผา ทำให้เลือดในกายของเขาสูบฉีดด้วยความตื่นเต้นสุดระงับ!
ภายใต้แสงตะวันที่ลาลับขอบฟ้า ราตรีเคลื่อนปกคลุม ส่งผลทำให้เห็นร่างกายของเขาปรากฏเพลิงสีทองลุกโชติช่วง คล้ายดั่งดวงดาราที่กำลังส่องแสงยามค่ำคืน และด้วยจิตวิญญาณแห่งเปลวเพลิงที่พรั่งพรูออกมา มันได้เผยให้เห็นถึงร่างจำแลงของ ราชาวานร ท่ามกลางเปลวเพลิงอันร้อนระอุที่สายลมพัดพา ผ้าคลุมของราชาวานรก็พลันปลิวไสวจนเกิดเสียงกระพือตามกระแส!
“อู่ อวี้ ในวันที่เจ้าได้เก็บของที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมา เจ้ายังจำความอับอายครั้งนั้นได้หรือไม่!” ในที่สุด มันก็ถึงเวลาที่ซือตู๋ หมิงหลางเฝ้ารอคอยมานานแสนนาน ความเกลียดชังที่ตราตรึงอยู่ในจิตใจของเขานั้น ยากจะเก็บมันไว้อีกต่อไปแล้ว บนร่างกายของเขาก็ได้ปรากฏสายฟ้าขึ้นมา ทันใดนั้นพลังศักดิ์สิทธิ์อันรุนแรงของเขาก็พลันปรากฏขึ้น จนทำให้ทั่วทั้งยอดเขานี้เกิดพายุอันรุนแรงขึ้นมา
“ซือตู๋ หมิงหลาง ในวันที่ข้าได้สังหารพี่ชายทั้งสองของเจ้า แต่เจ้ากลับไม่มีปัญญาทำอะไร เจ้ายังจำได้อยู่รึเปล่า?” คำกล่าวของ อู่ อวี้ มันราวกับสายฟ้าที่ฟาดลงกลางใจของซือตู๋ หมิงหลาง ซึ่งคำกล่าวก่อนหน้านี้ของ อู่ อวี้ นั้น มันเป็นการราดน้ำมันลงบนกองไฟก่อนเปิดศึก แล้วมันก็ได้ผลยิ่ง เพราะเมื่อมันได้ฟัง สมาธิและจิตใจที่มั่นคงของ ซือตู๋ หมิงหลาง ก็พังครืน ซ้ำเพลิงแค้นที่สุมอยู่ในอกยังระเบิดปะทุออกมา
ปัง!
ซือตู๋ หมิงหลางที่สุดแสนจะโกรธแค้น ได้ปลดปล่อยพลังอันน่ากลัวออกมา กระทั่งเหล่าศิษย์สาวกก็สัมผัสถึงพลังนี้ได้ เป็นเหตุให้พวกมันเกิดความหวาดกลัวจนตัวสั่นเทา!
“เจ้า อู่ อวี้ นี่มันช่างกล้าหาญชาญชัยเสียจริง กระทั่งท่านผู้พิทักษ์ก็อยู่ที่นี่ กลับกล้าพูดเช่นนี้” เหล่าบรรดาศิษย์สาวกนั้น พากันแตกตื่นตกใจ
ปัจจุบันพวกมันต่างเชื่อหมดใจว่า อู่ อวี้ ต้องพ่ายแพ้ให้แก่ซือตู่ หมิงหลาง แต่การกระตุ้นอีกฝ่ายเช่นนี้ ทำให้เหล่าผู้คนคาดเดากันไปต่างๆ นานา ว่า อู่ อวี้ จะถูกซือตู๋ หมิงหลาง ปลิดชีพภายในกี่ลมหายใจ
“อู่ อวี้ ตายซะ!!!”
“ในวันนี้ท่านเจ้านิกายไม่อยู่ ซ้ำยังเหลือแค่ท่านผู้พิทักษ์ เกรงว่าวันนี้คงจะไม่มีใครสามารถช่วยเหลือ อู่ อวี้ ได้อย่างแน่นอน”
คนส่วนใหญ่ต่างก็มีความคิดดังที่กล่าวมา
ช่วงเวลาที่เหล่าผู้คนกำลังตั้งคำถาม ซือตู๋ หมิงหลาง ที่ไม่สามารถทนเห็นหน้า อู่ อวี้ ผู้นี้ได้อีกต่อไป ก็เริ่มเปิดฉากใช้ศาสตราแห่งเต๋าออกมา ยามนี้พลังของมันได้พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าจนก่อเกิดเป็นแสงสว่าง ต่อมาก็มีบางสิ่งหล่นลงมาสู่มือของมัน นั่นคือกระบี่เทวะไร้ต้าน ตัวกระบี่ฉาบด้วยแสงสีฟ้าครามเรืองออกมาอย่างเฉิดฉาย ขณะเดียวกันก็ได้เกิดเสียงฟ้าร้องก้องคำรามขึ้นมา ยามที่ตัวกระบี่ของมันถูกสะบัดออกไป จะเกิดเสียงระเบิดอันรุนแรงพร้อมกับแรงกดดันอันมหาศาลสาดกระจายออกมา ด้วยเหตุนี้มันจึงส่งผลให้เหล่าผู้คนรอบๆ ถึงกับหูอื้ออึง มันงงไปชั่วขณะ
ส่วนด้ามจับของมันก็เผยให้เห็นถึงสัญลักษณ์สายฟ้าอสนีบาต ซึ่งสัญลักษณ์นี้มันคือสิ่งที่ใช้ดูดซับพลังงานจากสวรรค์และโลกโดยเปลี่ยนเป็นพลัง เห็นได้ชัดว่ามันสามารถเรียกศาสตราแห่งเต๋าออกมาได้โดยสมบูรณ์แบบ
และนี่คือศาสตราแห่งเต๋าที่มีแต่เพียงผู้เป็นเซียนเท่านั้น จึงจักใช้มันได้
“กระบี่ดึงอสนี!”
พอหลังจากที่ซือตู๋ หมิงหลางนำกระบี่ดึงอสนีออกมาแล้ว สายฟ้าก็ได้มาผสานเข้ากับร่างกายของเขา ในตอนนี้สายฟ้าที่ผสานกับร่างกายของเขา รวมเข้าด้วยกันกับผมสีดำสลวย ชักชวนให้ดูน่าหลงใหลและงดงามวิจิตรา
ในตอนที่ถูกคุมขังอยู่ในช่วง 1 ปีมานี้ อู่ อวี้ ก็พอได้ยินมาบ้างว่า มันไม่เพียงแต่จะเข้าสู่ขั้นหลอมรวมลมปราณได้เท่านั้น แต่มันยังสำเร็จวรยุทธเคล็ดวิชา ‘ราชันย์อสนี’ ถือได้ว่าเป็นอัจฉริยะที่ฟ้าประทาน
ตอนที่ซือตู๋ หมิงหลางอยู่ในขั้นฟ้านั้น พลังของเขาคือน้ำและน้ำแข็ง แต่หลานฮั้วหยุนได้เล็งเห็นถึงพรสวรรค์ของซือตู๋ หมิงหลางที่มีต่อธาตุสายฟ้า สำหรับธาตุสายฟ้านั้นมันคือวิชาเต๋าที่มีพลังทำลายล้างสูงอย่างมาก และมันจะช่วยเพิ่มกำลังรบให้แก่ผู้ฝึกตน ดังนั้นนางจึงปล่อยให้ซือตู๋ หมิงหลางเรียนรู้ฝึกฝน ‘ราชันย์อสนี’
เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ!
เมื่อ ซือตู๋ หมิงหลาง แหงนหน้าขึ้น ทำให้เห็นสายฟ้าแล่นอยู่ในแววตาของมันตลอดเวลา สายตาที่มันจ้องมองมานั้น เต็มไปด้วยคำว่า ' สังหาร! '
“อาภรณ์อสนี”
และนี่ก็คือวิชาเต๋า!
หนึ่งกระบี่ที่เปี่ยมด้วยพลัง ผนวกเข้ากับสายฟ้าที่พันรอบๆ ตัวราวกับจะไม่ให้สิ่งใดแตะต้องมัน ทำให้มันดูประดุจดั่งพลังศักดิ์สิทธิ์ที่ไร้ขีดจำกัด แถมที่ปลายกระบี่ยังมีสายฟ้าพลุ่งพล่านแล่นทะยานไปมา หากว่ามีสายฟ้าสายใดสายหนึ่งได้พุ่งตรงเข้าไปยังหน้าอกของ อู่ อวี้ เกรงว่าอู่ อวี้ จะต้องตกลงไปสู่ห้วงความตายเป็นแน่แท้
เมื่อซือตู๋ หมิงหลาง เริ่มลงมือ ทันใดนั้นก็ได้เกิดเสียงดังคำรามขึ้นมา และจากฉากนี้ ก็ทำให้เห็นว่า ด้วยวิชาเต๋าของมัน ที่เปี่ยมล้นด้วยพลังที่น่ากลัว ชักนำให้มันกลายเป็นผู้ที่มีความแข็งแกร่งที่สุดใน 12 ผู้เข้าร่วมการแข่งขัน
เทียบกันแล้ว แม้ อู่ อวี้ จะแข็งแกร่งเพียงใดก็ตาม แต่สุดท้ายขั้นหลอมรวมลมปราณ ก็คือขั้นหลอมรวมลมปราณอยู่วันยังค่ำ เมื่อวิชาแห่งเต๋าผนวกเข้ากับศาสตราแห่งเต๋าแล้ว ผลลัพธ์จึงบังเกิดเป็นแรงกดดันอันมหาศาลถาโถมเข้าหา! ในตอนนี้เหล่าบรรดาศิษย์นิกายกระบี่สวรรค์ สามารถจินตนาการได้แล้วว่า ฉากที่จะเห็นต่อไปนี้ เป็นผู้ใดที่ถูกสังหาร
“ตายซะ!”
การที่มีผู้พิทักษ์คอยคุ้มกะลาหัวอยู่เช่นนี้ มันทำให้วันนี้ ซือตู๋ หมิงหลาง สังหารผู้คนได้อย่างวางใจ! เมื่อสายฟ้าผ่าลงมา มันกลับไม่ได้ผ่าลงมายังกระบี่ แต่มันกลับผ่าลงไปยังพื้นที่โดยรอบแทน ส่งผลทำให้เศษหินหรืออิฐบางส่วนถูกเผาจนไหม้ดำมะเมื่อม
เป็นเช่นนี้ หัวใจของชิงเหมิงก็ตกลงไปอยู่ตาตุ่ม สีหน้าของนางขาวซีดจนราวกับคนที่ใกล้จะสิ้นใจตาย
อู่ อวี้ ทำการโต้กลับในทันที ดูเหมือนว่าเขาจะไร้ซึ่งพลังอย่างเห็นได้ชัด เขาทำได้เพียงแค่กวัดแกว่งกระบี่ปัดป้อง
“เปลวอัคคีทองคำผลาญฟ้า”
หลังจากที่กวัดแกว่งกระบี่ออกไป อู่ อวี้ ก็ได้ใช้เคล็ดวิชา เปลวอัคคีทองคำผลาญฟ้าออกมา
* เกร้ง~~~! *
เสียงอึกทึกดังขึ้น ราวกับลูกเหล็กหนักหมื่นกิโลกรัมตกลงมาจากที่สูงจนทำให้พื้นดินสั่นสะเทือนไปทั่วเป็นวงกว้าง เสียงที่ดังกึกก้องนี้ทำให้เหล่าผู้คนเกิดเสียงวิ้งขึ้นมาในหู และขณะนี้พวกเขากลับพบว่า อู่ อวี้ กำลังกวัดแกว่งกระบี่ที่ลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิง แถมความรุนแรงของมันยังมีชัยเหนือกว่า กระบี่ดึงอสนี เสียอีก ด้วยความรุนแรงของมันทำให้กระบี่ดึงอสนีถูกซัดปลิวกระเด็นไปกว่า 30 จ้าง!
พอได้เห็นฉากที่ พลังของซือตู๋ หมิงหลาง ถูกเป่ากระเด็นออกไป และกระบี่ปราบมารได้ส่องแสงราวกับพระอาทิตย์ พร้อมกับชายหนุ่มที่มีเปลวเพลิงสีทองลุกโชนบนร่างกายอยู่เบื้องหน้าเช่นนี้แล้ว มันก็ทำให้ทั้ง เซียนไท่ ถึงกับเงียบสงัด ในชั่วเวลาอึดใจเดียว เกรงว่าหากมีเข็มเล็กๆ ตกกระทบพื้น คนที่อยู่บริเวณทั่วทั้งเขาล้วนต่างได้ยิน
ความเงียบสงัดเช่นนี้กินเวลาค่อนข้างนาน จนกระทั่ง ซือตู๋ หมิงหลาง ล้มลงกระแทกพื้น เกือบจะไหลตกลงไปสู่เบื้องล่าง
“อึก” ซือตู๋ หมิงหลาง ได้แหงนหน้าขึ้นมอง ในที่นี้หากกล่าวว่าผู้ใดไม่สามารถทนต่อสภาพที่น่าอนาถเช่นนี้ได้ เห็นทีก็คงจะไม่พ้นตัวมันเอง
หากดูจากหลายๆ ด้าน การต่อสู้กันครั้งนี้ มันมีโอกาสถึงเก้าสิบเก้าส่วนที่มันจะเอาชนะอีกฝ่าย แล้วเหตุใดมันถึงตกเป็นรองเช่นนี้ ทำไมอู่ อวี้ ที่ใช้พลังกายล้วนๆ สามารถซัดเขาปลิวกระเด็นในสภาพที่น่าสมเพช
ฉากนี้ มีแค่คำว่า 'น่าเหลือเชื่อ' ที่เห็นว่าจะเหมาะ
ใช่แล้ว มันเป็นเพราะหยดเลือดโลหิตวานร ที่ทำให้ อู่ อวี้ ก้าวข้ามผ่านความยากลำบากในคืนแล้วคืนเล่า จนในที่สุด วันนี้เขาก็ทะลวงชั้นฟ้าขั้นที่ 9 ได้สำเร็จ และพอเข้าสู่ขั้น เซียนวานรจำแลงแล้ว จากเดิมที่เขามีพลังวัตรอยู่ที่ 3,000 อาชาศึก ในตอนนี้เขากลับมีพลังวัตรอยู่ที่ 5,000 อาชาศึก แน่นอนว่าด้วยพลังขนาดนี้ย่อมจักต้องเหนือกว่าซือตู๋ หมิงหลาง
ดังนั้นมันจึงเป็นเหตุที่ทำให้กระบี่ของซือตู๋ หมิงหลาง หลุดกระเด็นออกไป และเป็นต้นเหตุทำให้ผู้คนพากันตกตะลึง
กระทั่งแววตาของ หลานฮั้วหยุน ก็ยังเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นเล็กน้อย ในตอนนี้นางก็เข้าใจถึงเหตุผลแล้วว่าทำไม เฟิงซัวหยา (เจ้านิกาย) ถึงต้องการสนับสนุน อู่ อวี้ เช่นนี้
แน่นอนว่าก่อนหน้านี้ อู่ อวี้ ย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของซือตู่ หมิงหลาง แม้แต่น้อย ทว่าในตอนนี้เขาได้ข้ามพ้นความทุกข์ทรมานมา ทำให้เขาต้องดับเครื่องชนและสู้จนตัวตาย ดูเหมือนว่าการต่อสู้จริงมันพึ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น!
พอเห็นว่าริมฝีปากของมันปรากฏเลือดไหลออกมา มันก็เหยียดสองนิ้วแล้วสะบัดขึ้น ต่อมากระบี่ดึงอสนีก็ได้มาอยู่ในมือของมันอีกครา ด้วยความโกรธที่พุ่งทะลวงสรวงสวรรค์ ทำให้มันค่อยๆ สาวเท้าออกมา พร้อมกับกล่าวออกมาด้วยความฉุนเฉียวชิงชังว่า “ท้องฟ้าไร้ที่สิ้นสุด เหล่าเซียนทรงประทับ โปรดส่งอสนีบาตลงมาสู่กระบี่ข้า”
จู่ๆ ท้องฟ้าที่หลับใหลก็เปลี่ยน......อู่ อวี้ ได้แหงนหน้าขึ้นด้วยความตกตะลึง เพราะในตอนนี้เขาได้เห็นหมู่เมฆดำทมิฬก่อตัว เสียงฟ้าร้องก็ดังขึ้น พอมองลึกเข้าไป เขาก็พบกับสายฟ้าที่เลื้อยผ่านเมฆราวกับอสรพิษ ซ้ำร้ายสิ่งปรากฏอยู่ในเมฆดำมันก็คือพลังอำนาจที่จักสังหารผู้คนได้เพียงพลิกฝ่ามือ!
“ราชันย์เทพแห่งอสนีบาต!!! แม้แต่กระดูกของเจ้า ข้าก็จะไม่เหลือทิ้งเอาไว้ ตายซะ!!!”
.....................................................................................................................................