(จบ) Guardian and Demon ข้านี่แหละราชาปีศาจ

    ตอนที่ 85 หนึ่งในใต้หล้า

    ตอนที่ 85 หนึ่งในใต้หล้า


                    ปากของเคนจิปิดสนิทเขาไม่สามารถเอ่ยวาจาใดๆได้ ราวกับคำพูดของเจ้าชายเป็นประกาศิตจากสวรรค์ยากที่จะขัดขืน เจ้าชายเหลือบมองเคนจิพร้อมกับอมยิ้มเบาๆ ก่อนจะดีดนิ้วเพื่อส่งสัญญาณบางอย่างร่างกายของเคนจิก็สามารถขยับได้ตามเดิม พร้อมกับอาการเหนื่อยหอบราวกับแบกของที่หนักหลายร้อยกิโล เจ้าชายโบกสะบัดฝ่ามือเพียงเล็กน้อยจอมิติที่ฉายภาพของเบียคโกะและเคนจิที่กำลังมีสัมพันธุ์อันลึกซึ้งก็มลายหายไป


                    “เอาล่ะ! ข้าไม่ดูก็ได้ เริ่มเบื่อแล้วเหมือนกันมีแต่ฝ่ายหญิงที่เป็นฝ่ายรุกแต่ผู้ชายกลับนอนนิ่งเป็นฝ่ายรับ เกิดมาจนตายก็ไม่เคยพบเคยเจอข้านี่อยากจะไปสิงร่างเจ้าจริงๆ เพื่อตอบสนองสาวสวยที่อยู่ตรงหน้า อีกไม่นานก็จะเช้าเรามาคุยกันหน่อยดีกว่า ข้าเองก็ไม่รู้ว่าจะอยู่ในจี้นี่นานเท่าไร ดังนั้นข้าจึงมีภารกิจให้เจ้า”

                    “ภารกิจ? ภารกิจอะไรครับ”

                    “ข้าเองก็ตายไปแล้วหลายพันปี โลกภายนอกคงเปลี่ยนไปมาก ภารกิจของเจ้าคือพาข้าท่องเที่ยวไปทั่วโลกเพื่อเปิดหูเปิดตาข้าอยากเห็นโลกว่ามันเปลี่ยนไปจากเดิมมากเท่าไร”

                    “แล้วข้าจะได้อะไรเป็นสิ่งตอบแทน”

                    “เจ้านี่โลภจริงๆ ข้าให้สัญญาในเวลาที่เจ้าจนตรอกหรือใกล้จะตายข้าจะช่วยเจ้าเอง”

                    “ฝีมือคุณในร่างวิญญาณจะมีพลังขนาดไหนกันเชียว ถึงกล้ามารับประกันชีวิตให้ข้าได้”

                    “ลองใช้ทักษะของเจ้ามองดูซิ พวกนักผจญภัยมีทักษะแปลกๆ ข้าคิดว่าเมื่อเจ้าเห็นพลังของข้าเจ้าคงจะมั่นใจยิ่งขึ้น เพราะตั้งแต่ที่ข้าเข้ามาอยู่ในจี้ของเจ้าข้ารู้สึกว่าพลังเวทของข้าจะคืนกลับมาตามเดิมด้วยแต่ก็ไม่มากเหมือนแต่ก่อน”


                    เคนจิไม่เข้าใจกับสิ่งที่เจ้าชายบอกกล่าว จึงตัดสินใจใช้ทักษะสังเกตจ้องมองเจ้าชาย เมื่อเคนจิใช้ทักษะสังเกตปรากฏเม็ดเหงื่อขึ้นที่ใบหน้า ดวงตาเบิกโพลงกว้างพร้อมอาการสั่นไหวตื่นกลัวไปทั่วทั้งร่างกายจนเข่าทั้งสองข้างทรุดลงไปกับพื้นทันที


                    [จิตวิญญาณของเจ้าชายวลาดที่ 3 เคาต์แดรกคิวล่า เผ่าพันธุ์ ปีศาจ ฉายา หนึ่งในใต้หล้า หากถูกเจ้าชายวลาดสังหารจะถูกเผาไหม้ถึงจิตวิญญาณและร่างอวตารจะไม่สามารถเกิดใหม่ได้ พลังโจมตีและพลังชีวิตไม่ทราบแน่ชัด ควรหลีกเลี่ยงเมื่อได้พบเจอ]


                    “หนึ่ง...หนึ่งในใต้หล้า”

                    “โอ้!! ทักษะของเจ้าเยี่ยมยอดจริงๆ รู้กระทั่งฉายาของข้าในอดีต แล้วเจ้ารู้ตัวหรือเปล่าว่าเจ้าคือผู้สืบทอดทายาทของผู้ที่เคยเป็นหนึ่งในใต้หล้า ฮ่าฮ่าฮ่า”

                    “หมายความว่ายังไงผู้สืบทอดทายาท”

                    “อืม~ม! ในช่วงเวลานั้นเจ้าเจ็บปวดเพราะพลังหยางที่พลุ่งพล่านจนหมดสติไป คงไม่รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างกว่าจะเช้ายังพอมีเวลาข้าจะเล่าให้เจ้าฟังเอง”


                    เจ้าชายวลาดค่อยๆ จิบชาอย่างสบายอารมณ์ก่อนจะเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างที่เคนจิสลบไป ณ ภายในม่านพลังของเจ้าชายปรากฏเสียงหอบของเบียคโกะดังขึ้นถี่ระรัว ราวกับไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะลุกขึ้นไหวก่อนจะมองใบหน้าของเคนจิด้วยอาการเขินอาย เมื่อลองลูบสัมผัสร่างกายของเคนจิที่นอนนิ่งก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้นที่ใบหน้า


                    “ร่างกายของเจ้ากลับมาเป็นปรกติแล้วของข้าก็เช่นกัน ขืนร่างกายของเจ้าและข้ายังผิดปรกติอยู่อย่างนี้มีหวังข้าหมดแรงตายพอดี เมื่อไรจะเช้าซะทีนะข้าอยากออกไปจากที่นี่แล้ว หากยังคงอยู่ในนี้ความเย็นต้องทำให้ข้าพลังหยินปะทุขึ้นมาอีกแน่ๆ แล้วข้าควรทำอย่างไรดี”


                    ดวงตาของเบียคโกะสั่นไหวเหลือบมองไปที่เคนจิด้วยอาการเขินอายอีกครั้ง ก่อนจะรวมพลังเวทไว้ที่ปลายนิ้วแล้วเขียนบางอย่างลงไปที่หน้าอกของเคนจิ แล้วลงนอนข้างๆ กอดเคนจิแน่นเพื่อให้ได้ไออุ่นจากร่างกายของเคนจิ


                    “จำไว้นะเคนจิ! ข้าไม่รู้หรอกนะว่าข้าคือคนที่เท่าไรของเจ้า แต่ข้าคือผู้หญิงของเจ้าแล้วพันธสัญญาที่ข้าสลักลงไปในใจเจ้าคือสัตย์ปฏิญาณของข้า”


                    ร่างกายของเบียคโกะกอดเคนจิแน่นราวกับว่าเขาจะหายไปในไม่ช้า ก่อนจะเผลอหลับไปด้วยอาการอ่อนเพลีย โดยที่ไม่ทันได้สังเกตเลยว่าม่านพลังของเจ้าชายนั้นอ่อนกำลังลงอย่างช้าๆ เจ้าชายจับสัมผัสของม่านพลังที่กำลังอ่อนลงได้ จึงได้จบการสนธนาพร้อมกับวางถ้วยชาในมือลง


                    “ดูเหมือนว่าใกล้จะเช้าแล้ว ข้าต้องส่งจิตของเจ้ากลับไป ม่านพลังของข้ากำลังจะสลายลงในไม่ช้า อ้อ! แล้วข้าขอเตือนเจ้าไว้อย่างในยามนี้ไม่ได้มีเพียงแต่เจ้าผู้เดียวเท่านั้นที่กำลังบุกมายังปราสาท ยังมีนักผจญภัยอีก 2 กลุ่มบุกมาด้วยเช่นกันทั้งหน้าและหลัง ขอให้เจ้าระวังตัวด้วยเอาล่ะไปได้แล้ว”


                    เจ้าชายโบกสะบัดฝ่ามือเพียงเบาๆ ดวงจิตของเคนจิตก็พุ่งทะยานขึ้นไปสู่ท้องฟ้าแล้วหายไปทันที เมื่อจิตของเคนจิหายไปก็ปรากฏเต่าน้อยค่อยๆ บินขึ้นมาบนโต๊ะน้ำชา แล้วมีอาการตื่นกลัวจนร่างกายสั่นสะท้านไปทั้งตัว เมื่อเจ้าชายเห็นดังนั้นก็ค่อยๆ ลูบมันอย่างเบามือ


                    “เจ้าเต่าน้อย เจ้าคงเป็นทายาทของเกนบุเหมือนกับเบียคโกะ เจ้ากลัวอะไรรึบอกข้าได้หรือไม่”

                    “ข้า...ข้ากลัวเสือขาว ข้าพยายามบอกเคนจิหลายต่อหลายครั้งแล้ว แต่เขาไม่ได้ยินเสียงของข้าเลย”

                    “เป็นอย่างนี้นี่เอง เจ้าจะกลัวทำไมในเมื่อเบียคโกะเป็นภรรยาของเคนจิแล้ว เขาคงไม่ทำร้ายเจ้าหรอก”

                    “ไม่ใช่ลูกสาวของเบียคโกะ! แต่เป็นเสือขาวอีกตนตั้งหาก ตั้งแต่ย่างกายเข้ามาในบริเวณปราสาทกลิ่นสาบของมันรุนแรงยิ่งนัก ทำให้ร่างกายของข้าสั่นไม่หยุดเลย”

                    “เสือขาวอีกตน!?”

                    “ใช่! เสือขาวตนนี้น่ากลัวเหมือนกับจิตมืดของท่านปู่ ความรู้สึกของข้าบอกว่าพลังของมันร้ายกาจกว่าท่านปู่ของข้ายิ่งนัก ข้าเป็นห่วงเคนจิจังเลย”


                    ดวงตาของเจ้าชายวลาดสั่นไหวก่อนจะเหลือบมองไปทิศทางที่เคนจิจากไป ณ ภายในห้องที่ปกคลุมไปด้วยม่านพลัง ดวงตาของเคนจิสั่นไหวแล้วค่อยๆ ลืมขึ้น เมื่อจะดันตัวเองลุกขึ้นก็รู้สึกถึงบางอย่างกดทับร่างของเขาไว้จนไม่สามารถลุกขึ้นได้ เมื่อเหลือบมองไปด้านข้างก็ทำให้ใบหน้าของเขาแดงก่ำ เพราะเบียคโกะกำลังกอดร่างของเขาในสภาพเปลือยเปล่า เม็ดเหงื่อปรากฏขึ้นบนใบหน้าเคนจิไม่กล้าจะขยับเขยื้อนร่างกายแม้แต่นิดเดียว เมื่อสูดลมหายใจปรากฏกลิ่นหอมจางๆ จากเรือนร่างของเบียคโกะ ใบหน้าที่ขาวอมชมพูบวกกับริมฝีปากที่แดงระเรื่อ ทำให้หัวใจของเคนจิเต้นโครมคราม ก่อนจะยื้อมือออกไปสัมผัสมันเบาๆ โดยที่เขาไม่รู้ตัว ทันใดนั้นดวงตาของเบียคโกะก็ลืมขึ้นทันทีก่อนจะดันตัวเองลุกขึ้นนั่งแล้วขยี้ตาตนเองเบาๆ ดูแล้วช่างน่ารักยิ่งนัก พร้อมกับเอ่ยปากเรียกเคนจิออกมาในขณะที่เขานอนอยู่


                    “สามีข้า เจ้าตื่นแล้ว?”

                    “สามีข้า!?”

                    “ก็ใช่นะซิ เจ้ากับข้าร่วมหลับนอนกันตั้ง 10 ครั้ง ไม่ให้เรียกสามีแล้วจะให้ข้าเรียกเจ้าว่าอะไร”

                    “เรียกเคนจิเฉยๆ ก็ได้นะ ว่าแต่ก่อนจะพูดอะไร ข้าว่าเจ้าแต่งตัวก่อนดีกว่าไหม”


                    เคนจิดันตัวเองลุกขึ้นยืนและในทันทีที่เข่าทั้ง2 ข้างทรุดลงกับพื้นเมื่อเบียคโกะเห็นดังนั้นก็เข้ามาพยุงไว้ทันที โดยที่หน้าอกทั้งสองข้างของเธอนั้นแนบสนิทท่อนแขนเคนจิในสภาพเปลือยเปล่า ทำให้เลือดกำเดาของเคนจิทะลักออกมาทันทีทำให้เบียคโกะตกใจถึงขีดสุด


                    “เคนจิ!! เลือดเจ้าออก หรือว่าพลังหยางภายในของเจ้ายังไม่สมดุลกัน เจ้าจะทำอีกครั้งหรือไม่ แต่คราวนี้เจ้าต้องทำเองแล้วนะข้าหมดแรงแล้วจริงๆ”

                    “ไม่ ไม่ ไม่! ข้าเพียงแต่ไล่แมลงแล้วพลาดไปโดนจมูกตัวเอง จึงมีเลือดไหลออกมาอย่างที่เจ้าเห็น พลังหยางของข้าปรับสมดุลดีแล้ว เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงเจ้าไปใส่เสื้อผ้าเถอะ ว่าแต่จะให้ข้าเรียกเจ้าว่าเบียคโกะอย่างนี้ตลอดไปรึไง มันเป็นชื่อของพ่อเจ้าไม่ใช่รึ”

                    “ชื่อของข้าสลักอยู่ที่ใจของเจ้า เจ้าลองใช้สัมผัสของเจ้ามองดูก็จะเห็นชื่อของข้า”


                    เบียคโกะกล่าวพร้อมกับเดินไปสวมใส่เสื้อผ้าของตน เมื่อเคนจิเห็นดังนั้นจึงหลับตาตั้งสติเพื่อเพ่งเล็งบางอย่างภายในจิตใจ และในทันทีที่เขาเห็นตัวอักษรสีทองลอยเด่นภายในจิตใจของเขา เมื่อเห็นดังนั้นเคนจิก็สบถออกมา พร้อมกับรอยยิ้มของเบียคโกะ


                    “หลินหลิน”

                    “อืม~ม นั้นคือชื่อของข้า เมื่อยามที่เจ้ายังคงเห็นชื่อนั้นอยู่แปลว่าข้าคือคนของเจ้า เมื่อใดก็ตามที่เจ้าไม่ไยดีต่อข้า ชื่อนั้นจะหายไปพร้อมกับชีวิตของข้าเพราะมันคือสัตย์ปฏิญาณของข้า ข้าไม่รู้หรอกนะว่าเจ้ามีใครอีกกี่คน แต่อย่างน้อยเจ้าก็อย่าทอดทิ้งข้านะเคนจิ ข้าไม่เหลือใครอีกแล้ว”


                    หลินหลินดวงตาสั่นไหวเล็กน้อยพร้อมกับน้ำตาที่เอ่อล้นบนใบหน้า จริงอย่างที่เธอกล่าวในเวลานี้เธอไม่เหลือใครอีกแล้วจริงๆ มีเพียงเคนจิเท่านั้นที่เป็นสามีของเธอ ใจของเคนจิเกิดความรู้สึกหวั่นไหวมือข้างหนึ่งกุมที่อกแน่น ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ แล้วส่งยิ้มให้กับหลินหลิน


                    “เจ้าไม่ต้องกังวลอะไรนะ เจ้าจะอยู่ในใจข้าเสมอหลินน้อย รีบแต่งตัวเข้าเถอะม่านพลังกำลังจะสลายแล้ว ป่านนี้คนข้างนอกคนรอพวกเราอยู่”

                    “จ๊ะ เคนจัง”


                    เมื่อหลินน้อยเอ่ยชื่อเคนจังออกมา จิตใจของเคนจิก็สั่นไหวอีกครั้งพร้อมกับภาพของเจนก็ล่องลอยผ่านเข้ามาในความทรงจำทันที ก่อนที่เม็ดเหงื่อจะปรากฏขึ้นที่ใบหน้า และสบถออกมาเบาๆ


                    [เคนอิจิ! นี่มันเป็นแค่เกมเท่านั้น!]

                    “เคนจิเจ้าบ่นอะไรหรอ อะไรเกม เกม?”

                    “เปล่า! ไม่มีอะไรแต่งตัวต่อเถอะ”


                    เคนจิสะบัดหน้าไล่ความคิดต่างๆ ออกจากหัว เพราะถึงยังไง ณ ที่แห่งนี้ก็เป็นแค่เกมเท่านั้น จึงหันไปสวมใส่เสื้อผ้าทันทีและเขาก็ไม่ลืมคำเตือนของเจ้าชาย จึงหยิบหน้ากากที่หหักครึ่งมาสวมใส่ด้วยเช่นกันพร้อมกับชุดของจอมปีศาจริชเตอร์ ท่ามกลางความสงสัยของหลินน้อย


                    “เคนจิทำไมเจ้าถึงสวมใส่หน้ากากนั่นล่ะ”

                    “อ้อ! ข้าลืมบอกเจ้าไป เมื่อยามที่ข้าสวมใส่หน้ากาก ข้าอยากให้เจ้าเรียกข้าว่าจอมปีศาจริชเตอร์ ถือว่าข้าขอร้องก็แล้วกันข้าไม่อยากแสดงฝีมือที่แท้จริงให้คนบางกลุ่มได้รู้”

                    “ได้ ข้ารับปากเจ้า ก็เจ้าเป็นสามีข้านี่ ข้าช่วยแต่งตัวให้เจ้านะจอมปีศาจของข้า”


                    หลินน้อยเดินเข้าหาเคนจิพร้อมกับช่วยแต่งตัวให้ ทำให้เคนจิรู้สึกเขินจนหน้าแดงภายใต้หน้ากาก กลิ่นหอมจางๆ ของหลินน้อยทำให้เคนจิรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก เมื่อสวมใส่เสื้อผ้าเสร็จม่านพลังก็สลายหายไปทันที แม้เคนจิจะรู้ว่าเป็นเวลาเช้าแต่ภายในอาณาเขตของปราสาทนั้นยังคงมืดอยู่ดี เมื่อเหลือบมองดูรอบๆ ห้องโถงไม่พบใครเม็ดเหงื่อก็ปรากฏขึ้นที่ใบหน้าของเคนจิทันที เพราะเบื้องหน้าของเขานั้นมีซากปรักหักพังพร้อมกับคราบเลือดที่สาดกระจายไปทุกที่ราวกับเกิดการต่อสู้รุนแรง เมื่อเห็นศพที่ดำเป็นตอตะโกเด่นอยู่กลางห้องเคนจิรีบพุ่งทะยานเข้าไปหาทันทีพร้อมกับเสียงร้องตะโกนที่ดังสนั่น


                    “ไรเซ็น~น!!!”

                    [อย่าแตะต้องมันเด็ดขาด เคนจิ!! ไม่เช่นนั้นเจ้าจะไม่สามารถช่วยมันได้]


                    เมื่อยามที่เคนจิจะสัมผัสร่างของไรเซ็น ก็ปรากฏเสียงของเจ้าชายเข้ามาในจิตสำนึกของเขาทำให้เคนจินิ่งค้างไม่กล้าสัมผัสร่างกายของไรเซ็น ก่อนจะยืนนิ่งแล้วเอ่ยถามออกไป


                    “ข้าควรทำอย่างไร ถึงจะช่วยมันได้”

                    [มนุษย์หมาป่ามีพลังการฟื้นตัวที่ดีเยี่ยม แม้แต่พวกแวมไพร์อย่างเราก็ไม่สามารถเทียบกับมันได้ ข้าสัมผัสได้ถึงหัวใจของมันที่กำลังเต้นอยู่อย่างเบาบางทีเราต้องให้เวลากับมันเพื่อฟื้นตัว เช่นนั้นข้าจะสูบร่างของมันมาเก็บไว้ในจี้ของเจ้า]

                    “รบกวนท่านแล้ว”


                    ร่างของไรเซ็นถูกสูบเข้าไปในจี้ทันที ท่ามกลางความตกตะลึงของหลินน้อยแต่ก็ไม่เอ่ยถามอะไรออกไป ก่อนที่เธอจะหันไปเห็นข้อความบางอย่างที่กำแพงซึ่งมันใช้เลือดเขียนเป็นตัวอักษร


                    “เคนจิ ดูบนกำแพงนั่นซิ มันเขียนไว้ว่า ไอ้แก่และไอ้กิ้งก่าทะเลทรายอยู่ในกำมือของข้า ข้าจะทรมานมันจนกว่าเจ้าจะมาถึง”


                    เคนจิหันไปตามที่หลินน้อยบอก เมื่อเห็นข้อความบนกำแพงเขาก็กำหมัดแน่น พร้อมกับปลดปล่อยคลื่นพลังออกมา ดวงตาของเขาปรากฏเป็นสีแดงก่ำพร้อมกับเส้นเลือดที่ปูดพองไปทั่วทั้งท่อนแขน ก่อนจะปลดปล่อยหมัดชกไปที่กำแพงสุดแรงจนเกิดเป็นเสียงระเบิดที่ดังสนั่น พร้อมกับปราสาทที่สั่นไหวอย่างรุนแรง


                    “ตูมม!!!”

                    “ไอ้โทริ!! ข้าจะฆ่าเจ้า!!!”