อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

    บทที่ 95 ตำราพ่อมดแม่มด

            โทมัสพาทั้งสองคนเข้ามาในห้องนอนของตนพบว่าข้างในห้องนั้นแทบจะดูว่างเปล่าไร้ซึ่งสิ่งของประดับแบบที่ลูกขุนนางส่วนใหญ่มี โทมัสเดินไปที่ตะหัวเตียงทำการเปิดลิ้นชักออกแล้วหยิบห่อผ้าออกมา เขาแก้ห่อผ้าเผยให้เห็นหนังสือหนึ่งเล่มกับสมุดหนึ่งเล่ม เขาวางสมุดลงบนโต๊ะแล้วหยิบหนังสือยื่นส่งให้

            “นี่ครับ”

            เออร์วินรับหนังสือมามองหน้าปกเห็นเป็นรูปดาวห้าแฉกมีตัวอักษรเขียนว่า ห้าธาตุพื้นฐานสำหรับพ่อมดแม่มด เออร์วินเปิดดูกลับต้องตกใจเพราะห้าธาตุที่ระบุในตารานี้เป็นสิ่งที่คุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง ห้าธาตุที่หนังสือเล่มนี้กล่าวถึงเป็นห้าธาตุแบบของจีนในชาติก่อนของเขาประกอบด้วย ทอง ไม้ ดิน น้ำ และ ไฟ ที่มีลักษณะเป็นวงจรเกื้อหนุนและสะกดข่มกัน ในตำราได้กล่าวไว้ว่าในโลกนี้มีแค่ห้าธาตุนี้ที่เป็นพื้นฐานของทุกอย่าง ส่วนธาตุแสงและมืดที่ศาสนจักรบอกว่าเป็นปฐมธาตุที่เกิดมาก่อนสี่ธาตุหลักนั้นเป็นแค่สภาวะแห่งความสมดุลที่สิ่งที่อยู่ตรงข้ามกันจะคอยค้ำจุนซึ่งกันและกัน มีการหลอมรวมย่อมมีแยกสลาย มีการเกิดย่อมมีการดับ ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นกฏพื้นฐานของการเล่นแร่แปรธาตุ

            “น่าสนใจจริงๆ” เออร์วินพึมพำออกมา เขารู้ว่านี่เป็นเพียงแค่เรื่องพื้นฐานที่พวกพ่อมดแม่มดศีกษากัน ถ้าอย่างนั้นความรู้ที่คุณพวกนี้ศึกษาค้นคว้ากันในตอนนี้จะไปถึงระดับไหน จะก้าวพ้นห้าธาตุเหล่านี้จนค้นพบธาตุพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์บ้างหรือยัง ยิ่งคิดก็ยิ่งสงสัยและมันทำให้เออร์วินอยากจะได้ตัวพ่อมดแม่มดเหล่านี้มากยิ่งกว่าเดิม จากที่อ่านตำราพวกนี้ก็รู้ว่าถ้าพวกเขาได้รู้ความรู้จากโลกเดิมของเออร์วินคงต้องตื่นตะลึงแน่ และจากพื้นฐานที่พวกนี้มีบวกกับความรู้จากโลกเดิมของเขาจะช่วยให้แผนการของเขาเป็นไปอย่างราบรื่น เขาปิดตำราเล่มนั้นลงแล้วถามโทมัสว่า

            “คุณไปได้ของสิ่งนี้มาจากที่ไหน”

            “วันหนึ่งผมได้ติดตามพ่อผมออกไปซื้อตำราเกี่ยวกัยศาสตร์การทำนายที่เมืองอื่นน่ะครับ แล้วที่นี้ตอนนั้ขณะที่ผมกำลังรอพ่อเลือกซื้อตำราอยู่ก็ได้มีคนวิ่งเข้ามาชนผมแล้วก็วิ่งจากไป ก่อนที่จะมีคนที่แต่งกายเหมือนพวกนักบวชแล้วก็อัศวินทั้งจากทางอาณาจักรและของทางโบสถ์กำลังวิ่งไล่ตามคนๆ นั้นพร้อมตระโกนว่าไอ้พวกพ่อมดแม่มดจับมัน เมื่อคนพวกนั้นวิ่งผ่านไปผมก็รู้สึกตัวได้ว่าในอ้อมแขนมีของอยุ่ชิ้นหนึ่งพอก้มดูก็พบว่าเป็นตำราเล่มนี้น่ะครับ”

            เออร์วินมองหน้าโทมัสก่อนจะถามช้าๆ ว่า

            “แล้วทำไมไม่กำจัดมันทิ้งล่ะไม่กลัวถูกล่าวหาว่าเป็นพ่อมดแม่มดเหรอครับ?”

            โทมัสตอบไปตามตรงว่า

            “เพราะผมเห็นว่ามันน่าสนใจดีน่ะครับ เดิมทีผมที่เคยได้ยินเรื่องที่ว่าวิชาเล่นแร่แปรธาตุของพวกพ่อมดแม่มดนั้นเป็นวิชาที่ไม่ต้องพึ่งมามานาหรือเน้นการใช้มานาให้น้อยที่สุด ผมก็เลยสงสัยมาตลอดครับว่ามันเป็นยังไง แล้วอยู่ดีๆ ก็มีตำราเล่มนี้ตกมาถึงมือก็เป็นปกติไม่ใช่เหรอครับที่จะต้องเก็บไว้ศึกษาดู”

            เออร์วินพูดไม่ออกแม้ว่าเขาจะรู้อยู่แล้วว่าโทมัสคนนี้เป็นพวกคลั่งไคล้ในความรู้ใหม่ๆ เป็นอย่างมากแต่ก็ไม่นึกจะมากขนาดนี้ มากขนาดที่ขาข้างหนึ่งเข้าไปในกองเพลิงแล้วก็ยังมาสนใจของอันตรายที่ได้รับมาอีก เขาไม่รู้จะพูดยังไงออกมาดีจึงได้แต่ถอนหายใจออกมาแต่เหมือนจะลืมเบื้อกตัวหนึ่งที่รู้ทั้งรู้ว่ามีคนเฝ้ารออยู่ก็ยังวิ่งออกไปหน้าตาเฉยเมื่อคืนนี้

            เออร์วินส่งคืนตำราเล่มนั้นให้โทมัสพร้อมกล่าว

            “ขอบคุณครับ”

            โทมัสรับมา

            “ด้วยความยินดีครับเจ้าชายเออร์วิน”

            เออร์วินทำท่ายิ้มแล้วถามว่า

            “คุณโทมัสดูท่าจะสนใจเรื่องพวกนี้มากเลยนะครับถึงขนาดอยากจะเป็นศิษย์ของผม”

            โทมัสตอบว่า

            “เพราะว่ามันน่าสนใจน่ะครับ”

            “น่าสนใจ?”

            “ใช่ครับ สำหรับโลกนี้ที่เวทย์มนต์เป็นเรื่องปกติแล้วการได้เห็นสิ่งที่ไม่มีเวทย์มนต์มาเกี่ยวข้องสำหรับผมแล้วมันเป็นเป็นเรื่องน่าสนใจน่ะครับ ก่อนที่จะได้ตำราเล่มนี้ผมก็สงสัยในใคร่รู้ในวิชาเล่นแร่แปรธาตุมาโดยตลอด ทั้งที่รู้ทั้งรู้ว่ามีอันตรายรออยู่ตรงหน้าแต่ทำไมพ่อมดแม่มดถึงยังยืนกรานที่จะศึกษา ทั้งที่รู้ว่าเสี่ยงและก็มีตัวอย่างให้เห็นว่าถ้าถูกจับได้แล้วจะมีชะตากรรมเป็นแบบไหน แต่ก็ยังไม่ทอดทิ้งหรือล้มละเลิกที่จะศึกษาวิชาเล่นแร่แปรธาตุ ทำให้ผมรู้สึกสงสัยมาโดยตลอดว่าสิ่งนี้มันวิเศษขนาดไหนทำไมพวกเขาถึงยอมตายเพื่อให้ได้มันมา จนกระทั่งผมได้ตำรานี้มาผมถึงได้เข้าใจ ว่ามันทั้งน่าตื่นเต้นและน่าหลงใหลขนาดไหน การปรุงยาโดยใช้แค่วัตถุดิบกับเงื่อนไขเช่นความร้อนหรือระยะเวลา หรือการนำขอสองสิ่งมารวมกันแล้วสามารถสร้างสิ่งใหม่ออกมาสำหรับผมสิ่งเหล่านี้มีนเป็นอะไรที่น่าสนใจมาก มันทำเอาผมปารถนาอยากได้ตำราเล่มอื่นของพวกเขามาศึกษาแต่น่าเสียดาย ท่านเองก็รู้ว่าพวกเขานั้นต่างพากันซ่อนตัวจากพวกศาสนจักร แค่จะหาตัวเขายังอยากยิ่งไม่ต้องพูดถึงตำราของพวกเขา”

            เออร์วินนิ่งคิดไปพักหนึ่งก่อนจะถามว่า

            “คุณอยากศึกษาความรู้พวกนี้ทั้งที่รู้ว่ามันเสี่ยงงั้นเหรอครับ”

            โทมัสพยักหน้าอย่าหนักแน่นตาเป็นประกายพร้อมกับสั่นไหวเล็กน้อยขึ้นมา

            “ใช่ครับถึงจะเสี่ยงก็ช่างมันเพราะสำหรับผมนั้นความรู้ทุกอย่างล้วนน่าหลงใหล และในบรรดาความรู้ทุกอย่างนั้นวิชาเล่นแร่แปรธาตุน่าหลงใหลที่สุด การหลอมรวม การสรรสร้าง การทำพวกนี้โดยที่ไม่ใช้เวทย์มนต์เลยแค่คิดมันก็น่าอัศจรรย์แล้วล่ะครับ”

            เออร์วินสังเกตได้ถึงน้ำเสียงที่สั่นไหวเล็กน้อยของโทมัสเมื่อบวกกับการสั่นไหวของดวงตาบ่งบอกว่าเขารู้สึกเช่นนั้นจริงๆ

            “คุณรู้อะไรเกี่ยวกับผมบ้าง?”

            เออร์วินถามขึ้น โทมัสตอบเพียงว่า

            “อัจฉริยะ”

            เออร์วินยิ้มให้โทมัสแล้วพูดกับเขาว่า

            “ผมไม่ใช่อัจฉริยะหรอกครับ”

            โทมัสชะงักไปทันทีก่อนจะได้ยินเออร์วินพูดอีกกว่า “ผมก็แค่รู้มากกว่าคนอื่นนิดหน่อยและมักจะรู้ในสิ่งที่คนอื่นไม่รู้แค่นั้นครับ”

            “นั่นแหละครับที่ทำให้คุณเป็นอัจฉริยะแต่ระบบการวัดที่คุณคิดก็บ่งบอกถึงความเป็นอัจฉริยะของคุณแล้วครับ”

            “ระบบการวัดนั่นผมไม่ได้เป็นคนคิดหรอกครับ”

            “เอ๊ะ!”

            เออร์วินยิ้มให้โทมัสแล้วก็หมุนตัวเดินไปทางประตูห้องพร้อมกับบอกว่า

            “ถ้าคุณคิดว่าสิ่งที่คุณอยากรู้มันมีค่าพอที่จะเป็นศัตรูกับศาสนจักรล่ะก็ตามมาสิครับ” เออร์วินหยุดยืนตรงประตูเหลียวหน้ามาพูดว่า “แล้วก็ตำราพ่อมดแม่มดที่คุณถืออยู่น่ะเก็บมันไว้แล้วไม่ต้องสนมันอีกเลยก็ได้นะครับ เพราะสิ่งที่ผมจะสอนคุณนั้นมันไม่เกี่ยวอะไรเลยกับสิ่งที่อยู่ในตำราเล่มนั้น”

            “เอ๊ะ?” โทมัสอุทานอีกครั้ง แล้วเออร์วินก็ออกจากห้องไปตามด้วยลูซี่ เมื่อโทมัสตั้งสติได้ก็รีบวิ่งตามทั้งสองคนออกไป

             

            ภายในเขตสลัม

            วันนี้พวกเจคไม่ได้ไปซ่อมแซมบ้านใครที่ไหนแต่กลับสร้างอะไรบางอย่างโดยมีช่างคอยทำหน้าที่กำกับพร้อมกับถือกระดาษในมือไปด้วย ถ้าถามว่าสิ่งที่พวกเขาสร้างคืออะไรคำตอบก็คือไม่มีใครตอบได้ทั้งพวกเจค พวกช่างที่มาคุมงาน หรือแม้แต่เรเวนที่เป็นคนถือกระดาษแผ่นนี้มาแล้วมอบหมายให้ให้พวกเจคสร้างมันขึ้น

            “เนียขอเชือกหน่อย” เจคพูดขึ้นพร้อมกับยื่นมือไปทางด้านหลังรับเชือกจากเนียก่อนจะทำการมัด เนียเอียงคอมองการมัดของเจคด้วยความสงสัย ข้างๆ ก็มีแทมมี่เพื่อนใหม่ของเนียที่ยืนมองด้วยความสงสัยไม่ต่างกัน มีเสียงอันนากับจูนดังมาจากไกลๆ ว่า

            “ไหนมีใครจะเอาน้ำบ้าง”

            จากนั้นก็มีลูกน้องของเจคบางคนยกมือขึ้นพร้อมกับบอกว่าต้องการ แล้วทั้งสองคนก็แยกย้ายกันไปให้น้ำกับคนที่ยกมือเหล่านั้น

            เรเวนในชุดสาวใช้ที่ตอกตะปูลงไปจนมิดหัวก็ยกแขนปาดเหงื่อแล้วเหลียวมองรอบด้าน พบว่าสิ่งที่เออร์วินให้ทำในครั้งนี้นั้นไม่ได้มีเพียงแค่ชิ้นเดียวแต่มีหลายชิ้นวางกระจัดกระจายกันไปตามที่ต่างๆ ทุกสิ่งล้วนสร้างมาจากไม้มีบางอันที่เป็นตาข่ายห้อยอยู่ จนตอนนี้เธอก็ยังคิดไม่ออกว่าของพวกนี้มันใช้ทำอะไรกันแน่ เสียงของเนียที่อยู่ไม่ไกลก็ดังขึ้น

            “อ๊ะ! ไอ้ปีศาจ”

            เรเวนหันไปพบว่าเป็นเออร์วินเดินนำมาด้านหลังตามมาด้วยลูซี่และโทมัสคนที่เธอเพิ่งอยากรู้จักเมื่อคืนนี้ เรเวนที่เห็นว่ามีโทมัสตามมาด้วยก็สงสัย

            ‘คงไม่ใช่ว่าดึงคนๆ นี้มาเป็นพวกหรอกนะ’ ความคิดถึงผุดขึ้นมาในหัวของเรเวน แต่เธอไม่ค่อยอยากจะเชื่อเท่าไหร่นะ เพราะเธอจำที่เออร์วินบอกเธอได้ว่าหนึ่งในแผนการปฏิรูปเมืองของเขาคือการยึดอำนาจจากขุนนางมารวมไว้ที่ส่วนกลาง ซึ่งหากเออร์วินทำเช่นนั้นไวเคานต์โรซาลินด์ที่เป็นพ่อของโทมัสต้องไม่ยอมแน่ และถ้าเธอจำไม่ผิดการฆ่าพวกขุนนางที่ต่อต้านก็เป็นหนึ่งในแผนของเออร์วินเช่นกัน ด้วยความข้องใจเรเวนตัดสินใจวางงานที่ทำอยู่แล้วเดินไปหาเออร์วินที่กำลังยืนคุยกับหัวหน้าช่างอยู่

            เออร์วินถามว่า

            “ทุกอย่างเรียบร้อยไหมครับ”

            หัวหน้าช่างตอบว่า

            “ทุกอย่างเรียบร้อยตามที่สั่งครับว่าแต่...” หัวหน้าช่างกวาดสายตาไปยังสิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่ได้สร้างในวันนี้ ก่อนจะถามด้วยความสงสัยว่า “ของพวกนี้ไว้ใช้ทำอะไรกันแน่ครับ”

            เออร์วินยิ้มแล้วตอบว่า

            “ของพวกนี้ก็แค่ของเล่นนะครับ”

            ‘ของเล่น?’ หัวหน้าช่างทวนคำในใจแม้ว่าเขาจะไม่เชื่อที่เด็กชายแต่ก็เลือกที่จะไม่ถามตอบ เพราะเรื่องบางเรื่องไม่รู้ก็ยิ่งดี

            เออร์วินหันไปเห็นเรเวนเดินมาจึงพูดกับหัวหน้าช่างว่า

            “ผมขอตัวก่อนนะครับ”

            แล้วเออร์วินก็เดินไปหาเรเวนแต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรเรเวนก็ชิงพูดว่า

            “ขอคุยด้วยหน่อย”

            “ครับ?” เออร์วินรับคำอย่างมึนงงก่อนจะหันไปพูดกับโทมัสที่กำลังมองการทำงานของแต่ละคนอย่างส่วนสนอกสนใจและลูซี่ที่กำลังมองจูนและอันนาอยู่พร้อมกับหางของเธอที่ส่ายไปมา “คุณโทมัสเดี๋ยวรอผมสักครู่นะครับส่วนคุณลูซี่ถ้าคุณไม่ว่าอะไรคุณสามารถไปช่วยงานคุณอันนากับคุณจูนได้นะครับ”

            “รับทราบครับอาจารย์” โทมัสพูดอย่างสุภาพแต่คำว่าอาจารย์ทำเอาเออร์วินรู้สึกจั๊กจี้แปลกๆ

            “ค่ะเจ้าชายเออร์วิน” ลูซี่พูดออกมาพร้อมกับค้อมกายลงแล้วเดินไปหาจูนกับอันนา

            เออร์วินเดินตามหลังเรเวนจนเมื่อเห็นว่าน่าจะไกลพอแล้วเรเวนก็หยุดลงแล้วหันมากอดอกมองหน้าเขา เออร์วินก็สงสัยในท่าทีของเธอที่บอกว่าจะคุยส่วนตัวแต่ก็เอาแต่จ้องเขาอยู่อย่างนั้น จึงลองถามเธอไปว่า

            “มีอะไรหรือเปล่าครับพี่สาวหรือว่า...”

            “ถ้าพูดอะไรไม่เข้าหูแล้วก็เหตุการณ์แบบเมื่อเช้าจะเกิดขึ้นอีกรอบ”

            เออร์วินรีบหุบปากแล้วกลืนสิ่งที่จะพูดลงคอทันทีพร้อมกับนึกถึงเหตุการณ์เมื่อเช้าด้วยความสยดสยอง เรเวนที่เห็นท่าทางของเขาก็อดไม่ได้ต้องหัวเราะทันทีพร้อมกับบอกว่า

            “อะไรกันนี่เธอกลัวขนาดนี้เลยเหรอนี่ไม่นึกเลยนะว่าเด็กที่หนีออกจากเมืองหน้าตายเฉยทั้งที่รู้ว่าไม่อันตรายรออยู่ จะกลัวพี่สาวกับน้องสาวมากขนาดนี้”

            เออร์วินไม่พูดอะไรเพียงแค่ถลึงตาใส่เธอเท่านั้นซึ่งเรเวนก็จ้องตอบพร้อมกับรอยยิ้มก่อนจะพูดเข้าเรื่องว่า

            “โทมัสที่มากับเธอนี่...”

            เออร์วินเข้าใจได้ทันทีว่าเรเวนจะถามอะไร

            “ตอนนี้คุณโทมัสเขาเป็นลูกศิษย์ผมครับ”

            “ลูกศิษย์?”

            “ใช่ครับลูกศิษย์”

            เรเวนนึกถึงที่โทรมาพูดถึงความปรารถนากับพระราชาอัลเฟรดเมื่อคืนก็พอเดาอะไรบางอย่างได้

            “หรือว่าความปรารถนาที่เขาพูดถึงก็คือเรื่องนี้”

            เออร์วินพนักหน้าตอบ เรเวนจึงอดไม่ได้ที่จะถามว่า

            “ถ้าเขาเป็นลูกศิษย์แล้วเธอสอนอะไรให้เขา?”

            เออร์วินตอบไปหน้าตาเฉยว่า

            “ก็สอนวิทยาศาสตร์ให้เขาไงครับ”

            เรเวนหน้ากระตุกเมื่อได้ยินว่าเขาจะสอนวิทยาศาสตร์ให้โทมัส

            “เธอบอกว่าเธอจะสอนวิทยาศาสตร์ให้เขาสินะ ทั้งฉันถามเธอเรื่องนี้หลายรอบแต่เธอก็บ่ายเบี่ยงทุกรอบ”

            เออร์วินเริ่มเห็นท่าไม่ก็รีบพูดว่า

            “ผมไม่ได้บ่ายเบี่ยงนะครับผมผมแค่ตั้งใจว่ารอพวกคุณเจคพร้อมก่อนแล้วจะสอนทีเดียวเลย”

            เสร็จแล้วไม่รอให้เรเวนพูดเออร์วินก็หันไปตะโกนบอกเจคว่า

            “คุณเจคครับมานี่สักครู่ได้มั้ยครับ”

            เจคหันมาพยักหน้าให้เออร์วินแล้วพูดกับเนียว่า

            “อย่าหยิบจับอะไรล่ะ”

            เนียพยักหน้ารับรู้แล้วเจคก็เดินมาหาเออร์วิน

            “มีอะไรเหรอครับ”

            “สักครู่นะครับคุณโทมัสครับรบกวนมาทางนี้หน่อยครับ” เออร์วินหันไปเรียกโทมัสซึ่งโทมัสก็เดินมา เออร์วินก็เริ่มพูดแนะนำ “คุณโทมัสครับนี่คือคุณเจคเป็นหัวหน้าของที่นี่ คุณเจคครับทางนี้คือคุณโทมัสเป็ยลูกชายของไวเคานต์โรซาลินด์ ผมอยากให้ทั้งสองคนรู้จักกันไว้นะครับเพราะจำเป็นต้องร่วมมือกันในอนาคต”

            เจคที่ได้ฟังก็แค่สงสัยเล็กน้อยที่มีลูกขุนนางมาร่วมด้วยกลับเป็นโทมัสที่ไม่เข้าใจที่เขาพูดจึงถามว่า

            “ร่วมมือ? ร่วมมือที่ว่านี่คืออะไรเหรอครับอาจารย์”

            เมื่อได้เห็นปฏิกิริยาของโทมัสเรเวนกับเจคก็มองมาทางเออร์วิน

            “อาจารย์?” เป็นเจคที่ถามขึ้น ส่วนเรเวนกลับถามว่า

            “นี่เธอดึงเขาเข้ามาโดยไม่ได้บอกอะไรเขาเลยเหรอ”

            เออร์วินนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้บอกแผนการปฏิรูปในให้โทมัสทราบจึงหันไปบอกเขาว่า

            “คุณโทมัสครับจำสถานที่นี่ไว้นะครับเพราะเดี๋ยวคุณจะต้องมาเป็นประจำ เริ่มพรุ่งนี้ตอนตีห้าเลยครับ”

            “ครับ?” โทมัสรับคำอย่างมึนงง

            เออร์วินหันไปบอกกับเจคว่า

            “แล้วก็คุณเจคครับตั้งแต่พรุ่งนี้ไปผมจะเริ่มฝึกทักษะการต่อสู้จริงให้พวกคุณแล้วนะครับ ดังนั้นความเข้มข้นและความยากลำบากจะยกระดับเป็นหลายเท่าตัวเลยครับ”

            เจคที่ได้ยินว่าจะได้เริ่มฝึกษะการต่อสู้เสียทีก็แววตาฉายแววมุ่งมั่นออกมาพูดว่า

            “ครับอาจารย์”

            คำว่าอาจารย์ที่เจคเรียกทำให้เออร์วินรู้สึกจั๊กจี้ใจแปลกๆ แต่ก็พูดต่อว่า

            “แล้วก็จากนี้ไปพวกเราจะเริ่มทำอีกอย่างด้วยครับ นั่นก็คือการเปิดร้านขายของและร้านรับจ้างสารพัดไปในตัว”

            เจคและเรเวนต่างก็พากันทำหน้างงเมื่อได้ยินเรื่องเปิดร้าน

            “ทำไมต้องเปิดร้านอะไรนั่นด้วย?” เป็นเรเวนถามขึ้น

            “เพื่อใช้หาเงินทุนสำหรับแผนการณ์ในอนาคตครับ”

            คำตอบของเขาทำให้เรเวนทำหน้าเหมือนมองคนปัญญาอ่อน

            “หาเงินทุน? ฉันไม่คิดว่าเมืองเล็กแห่งนี้จะมะเงินทุนอะไรให้เธอได้หรอกนะ”

            “เป้าหมายของงการเปิดร้านไม่ใช่เมืองเมืองนี้หรอกครับ”

            “เอ๊ะ?”

            “ที่ให้เปิดร้านที่เมืองนี้ก็แค่เพื่อฝึกการบริหารจัดการเท่านั้นครับ เพราะเป้าหมายที่แท้จริงเราต้องเปิดร้านไปทั่วทวีปอาร์เคนัสครับ”

            เจค โรเซน และโทมัสต่างหันมามองเออร์วินเป็นตาเดียวแววตาของพวกเขาคล้ายกับมองคนเสียสติคนหนึ่ง เปิดร้านไปทั่วทวีปอาร์เคนัสในประวัติศาสตร์นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีแค่สามาคมการค้าไครอสของอาณาจักรไครอสเท่านั้น สิ่งที่เออร์วินพูดทำเอาเรเวนกับเจคนึกถึงสิ่งที่เขาเคยพูดไว้ว่า จะเปลี่ยนแปลงกฎของโลกแล้วรื้อระบบของเจ็ดอาณาจักรใหญ่

            ‘คงไม่ใช่ว่าที่พูดนั่นเป็นเป้าหมายที่แท้จริงหรอกนะ’


    คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน

    ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    2.35M 999
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    สุสานเทพผนึกมาร 【จบแล้ว】

    สุสานเทพผนึกมาร 【จบแล้ว】

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.08M 2015
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    [นิยายแปล] เทพมังกรสงครามอหังการ

    [นิยายแปล] เทพมังกรสงครามอหังการ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.72M 5471
    เจ้าของร้านพิศวง [จบ]

    เจ้าของร้านพิศวง [จบ]

    นิยาย แฟนตาซี
    71K 458
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984