ภายในโถงศิลาอันเงียบสงัดของหอคอยชิงหลงชั้นที่สิบเก้า หลงเทียนเฟยยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่า เขาตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวแล้ว หนทางสู่ความสงบสุขย่อมต้องดำเนินไปอย่างแนบเนียน ดุจเงาในเงามืด
เด็กหนุ่มประสานมือเป็นสัญลักษณ์ที่ซับซ้อนอย่างรวดเร็ว นี่คือ ‘เคล็ดวิชาแทรกแซงมิติชั่วคราว’ ที่เขาเพิ่งสังเคราะห์และพัฒนาขึ้น พลังงานที่บิดเบี้ยวและควบคุมไม่ได้พลันปรากฏขึ้นรอบกาย เสียงกระซิบของมิติที่ฉีกขาดดังขึ้นแผ่วเบา พร้อมกับแสงสีดำทมิฬของ ‘ความโกลาหล (混沌)’ ที่วาบขึ้นแล้วหดหายไปในพริบตา
เมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง บรรยากาศรอบกายก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง หลงเทียนเฟยปรากฏตัวขึ้นในห้องทดสอบส่วนตัวของ ชั้นที่ 10 เขาสัมผัสได้ถึงพลังกดดันที่เบาบางและคุ้นเคยกับระดับพลังที่คนส่วนใหญ่ในรุ่นเยาว์สามารถไปถึงได้
‘การพิชิตชั้น 21 และชั้น 19 นั้นเกินกว่ามาตรฐานของผู้เข้าทดสอบรุ่นเยาว์คนอื่นๆ มากนัก’ บุรุษหนุ่มครุ่นคิดอย่างเยือกเย็น ‘ย่อมดึงดูดสายตาอันน่ารำคาญและคำถามที่ไม่มีวันสิ้นสุด’
'ชั้นที่สิบแห่งหอคอยแห่งนี้ ย่อมเป็นผลงานที่พอเหมาะพอเจาะ ไม่โดดเด่นจนเป็นที่จับตามอง แต่ก็ไม่ต่ำต้อยจนทำให้ตระกูลต้องเสียหน้า'
เขารีบโคจร ‘เคล็ดปิดปราณไร้ร่องรอย (无踪闭气诀)’ ทันที ปกปิดระดับพลังที่แท้จริงของตนให้ดูเหมือนผู้ฝึกตนสัมผัสปราณขั้นกลางที่เพิ่งผ่านการต่อสู้มาอย่างยากลำบาก
ทันทีที่หลงเทียนเฟยปรากฏตัว กลไกของหอคอยก็ตัดสินว่าเขาได้ผ่านบททดสอบแล้ว แท่นรางวัลศิลาค่อยๆ ผุดขึ้นจากพื้นเบื้องหน้า บนนั้นมีเพียงโอสถฟื้นฟูพลังปราณระดับต่ำและศิลาจิตวิญญาณไม่กี่ก้อนวางอยู่ เด็กหนุ่มรวบรวมรางวัลเหล่านั้นอย่างไม่รีบร้อนและไม่ใส่ใจ ก่อนจะมุ่งหน้าสู่ทางออกของชั้น
เมื่อหลงเทียนเฟยก้าวออกจากประตูใหญ่ของหอคอยชิงหลง เขาก็พบกับบรรยากาศที่เต็มไปด้วยผู้คนที่เพิ่งออกมาจากการทดสอบและกำลังจับกลุ่มสนทนากันอย่างออกรส คณะของตระกูลหลงรออยู่ไม่ไกลนัก หลงหลิงซียืนกอดอกมองมาที่เขาด้วยสายตาที่เย็นชาแต่แฝงไว้ด้วยความประหลาดใจที่ยากจะปกปิด
"ชั้นสิบงั้นรึ" นางเอ่ยถาม น้ำเสียงแฝงความสงสัยที่ไม่อาจซ่อนเร้น "เจ้าผ่านการทดสอบมาได้อย่างไรโดยไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน"
"ข้าก็แค่โชคดีกระมังขอรับ ท่านหญิง" หลงเทียนเฟยตอบด้วย 'ใบหน้าที่ซื่อตรง' และท่าทีที่ดูไร้เดียงสาอย่างที่สุด "ข้าแค่เดินไปเรื่อยๆ จนหลงทางไปที่ทางออกเท่านั้นเอง"
คำตอบนั้นทำให้หลงหลิงซีขมวดคิ้วแน่นยิ่งขึ้น แต่นางก็มิได้ซักไซ้ต่อ
การเดินทางกลับคฤหาสน์ตระกูลหลงเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง บนหลังของอินทรีปีกเมฆา (云翼雕) อันสง่างาม หลงเทียนเฟยทิ้งกายลงบนเบาะหนังสัตว์อสูรอย่างมีความสุข เขาสร้าง 'เกราะลมไร้สัมผัส' ขึ้นมาห่อหุ้มกายอย่างแนบเนียน พลางบ่นพึมพำในใจถึงความ "เหนื่อยหน่าย" ของการเดินทางที่ยาวนานนี้
เมื่อขบวนกลับมาถึงคฤหาสน์ตระกูลหลง 19 เด็กหนุ่มก็สัมผัสได้ถึงความโล่งอกที่ได้กลับมายังสถานที่อันแสนสบายของตนเอง 20 เขาก้าวลงจากหลังอินทรีปีกเมฆาและกำลังจะแยกตัวกลับไปยังเรือนพักของตนเพื่อพักผ่อนอย่างเต็มที่
แต่แล้ว...เขาก็ต้องหยุดชะงัก
บนท้องฟ้าเบื้องหน้า ปรากฏ "เรือนเมฆาไพศาล (广云楼)" ลำหนึ่งลอยเคลื่อนลงมาอย่างช้าๆ มันคือเรือนหลังย่อมที่สร้างจากหยกขาวบริสุทธิ์และไม้จันทน์หอมหมื่นปี ถูกชักนำโดยวิหคกระเรียนสวรรค์หกตัวที่มีขนสีขาวราวหิมะ รอบกายเรือนมีม่านพลังงานโปร่งแสงที่ส่องประกายสีรุ้งอ่อนๆ คล้ายมีละอองดาวโปรยปรายอยู่ตลอดเวลา เสียงดนตรีทิพย์อันไพเราะดังแว่วมาแผ่วเบา
เหล่าผู้อาวุโสของตระกูลหลงต่างออกมารอต้อนรับอย่างสมเกียรติ บ่งบอกถึงความสำคัญของผู้มาเยือนนี้
แล้วม่านของเรือนเมฆาก็ถูกเปิดออกอย่างช้าๆ
ร่างของดรุณีผู้หนึ่งก้าวออกมาอย่างนุ่มนวล นางสวมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ที่พลิ้วไหวราวกับเมฆาต้องลม แสงจันทร์จำแลงจากปิ่นหยกบนเรือนผมขับให้ผิวพรรณของนางขาวผ่องดุจหิมะแรก ใบหน้าเรียวงามหมดจดราวกับเทพธิดาที่จุติลงมาจากสรวงสวรรค์
หลงเทียนเฟยที่ยืนอยู่ไกลๆ มองเห็นภาพนั้นอย่างชัดเจน เด็กหนุ่มเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจในความงดงามที่ราวกับภาพฝันนั้น
ดรุณีผู้นั้นเหลือบสายตาที่งดงามราวกับดวงดาวมาทางเขาเพียงชั่วครู่ มันเป็นสายตาที่ว่างเปล่าและไม่ใส่ใจ ราวกับมองผ่านอากาศธาตุ ก่อนที่นางจะหันกลับไปสนทนากับเหล่าผู้อาวุโส
หลงเทียนเฟยยักไหล่ 'ช่างเป็นสตรีที่งดงาม แต่ขบวนของนางช่างดูน่าเหนื่อยหน่ายและเต็มไปด้วยพิธีรีตองโดยแท้'
เขาหันหลังให้กับภาพเหตุการณ์เบื้องหน้า แล้วมุ่งหน้ากลับไปยังเรือนพักของตนเองอย่างไม่สนใจใยดี โดยหารู้ไม่ว่า "เสียงเรียกแห่งโชคชะตา" อันน่ารำคาญใจที่สุดในชีวิตของเขา ได้เดินทางมาถึงประตูบ้านแล้ว
(จบตอนที่ 47)