กลับชาติมาเกิดใน Urban Fantasy

    ตอนที่สี่สิบเอ็ด ดิสนี่ย์ปริ๊นเซส

    ตอนที่สี่สิบเอ็ด ดิสนี่ย์ปริ๊นเซส

    ผมจ้องมองแอนนาแล้วถอนหายใจ

    “แอนนา เธอเคยดูดิสนี่ย์อาละดิน เฮอร์คิวลีส หรืออะไรพวกนั้นไหม?”

    แอนนา บอกว่า

    “ชั้นไม่ดูอะไรเด็กพรรค์นั้นหรอก” และหันหน้าไปอีกทาง

    ส่วนคุณนายเวลลิงตันหัวเราะและบอกว่า

    “ไม่ดูจริงๆหรือเจ้าหญิงน้อยๆของแม่”

    “โถ่แม่ หนูไม่ใช่เด็กๆแล้วนะ”

    เอ ผมไม่ได้เตรียมใจในช่วงเวลาแสนสุขของครอบครัวและก็ไม่อยากทำให้แต่ละคนช็อคมากเกินไป แต่ผมต้องเข้าเรื่องเสียที

    “มันเป็นเรื่องที่ดีในการสอนเด็กๆให้มีศีลธรรมเพราะตำนานจริงๆมันโหดร้ายกว่านั้นมาก  ..”ผมหยุดสักพักและเรียกสายฟ้ามาในมือ

    แต่คราวนี้จำนวนน้อยและควบคุมไม่ให้มันมีผลกระทบต่อคนรอบข้างแม้แต่เสียงหรือการสั่นไหวของอากาศก็ไม่ได้กระทบต่อแอนนาหรือคุณนายเวลลิงตัน

    “ตอนรู้ว่าเรื่องเหนือธรรมชาติมีจริง ผมต้องเปลี่ยนความคิดทั้งหมดน่ะครับ คุณนายเวลลิงตัน ว่าดิสนี่ย์มันเป็นรูปแบบหนึ่งของเรื่องเล่าในปัจจุบัน ที่อาจจะผ่านการเปลี่ยนแปลงมามากมายแต่มีเนื้อหาหนึ่งที่ยังคงเดิม คนที่มีพลังยิ่งใหญ่ของสายเลือดเทพเจ้าต่างๆ จะต้องไปพัวพันกับเรื่องราวต่างๆของเทพเจ้าและโชคชะตาด้วย ไม่มีใครหนีโชคชะตาที่กำหนดไว้ให้ตนเองได้เพราะสายเลือดของเรา มอบพลังที่ยิ่งใหญ่และได้มอบความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ให้กับพวกเราแบบที่สไปเดอร์แมนกล่าวไว้”

    แอนนาจ้องมองผมสักพัก

    “ก็ยังเป็นเนิร์ดอยู่ล่ะนะ”

    แอนนาถอนหายใจและส่ายหน้า

    “ก็ใช่ เธอคิดว่าคนที่พยายามอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ตำนานและเทพนิยายมันเป็นคนปรกติหรือ? หากให้ผมเดาเอง ในตอนที่ทำงานนี่ เธอก็คงพอจะรู้ตำนานเทพนิยายเก่าแก่มากขึ้นโดยประสบการณ์บ้างใช่ไหมล่ะ แม้ไม่อยากจะรู้ก็ตาม เรียกง่ายๆว่าเธอเป็นเนิร์ดมากกว่าผมอีก”

    แอนนาตีแขนผมดังปั๊บ

    “เฮ้ ถอนคำพูดซะ ชั้นไม่ใช่เนิร์ดนะ “

    จากนั้นแอนนามองดูที่มือตนเองและยิ้มออกมาและเริ่มตบหลังผมแบบดีใจที่หากผมไม่ได้เสริมสร้างกระดูกและกล้ามเนื้อมามากกว่าคนธรรมดาคงช้ำไปหมดแล้ว แอนนาเวลาคึกนี่ยิ่งกว่าเจ้าบิฟเสียอีก

    “ใช่แล้วนายเนิร์ด ได้ใกล้ชิดกับเชียร์ลีดเดอส์ก็ดีใจเสียสิ ไม่ว่าอย่างไรนายก็ยังเป็นเนิร์ดวันยังค่ำ”แอนนาตบหลังผม

    ป้าบ ป้าบ ป้าบ อย่างดีใจและมันมือด้วยเหตุผลอะไรสักอย่าง

    คุณนายเวลลิงตันที่ก่อนหน้านี้ทำหน้างงและตกใจก็ยังถึงกับหัวเราะคิกคักออกมาไม่เข้าใจพวกเสียสติพวกนี้จริงๆแต่ก็ดีที่พวกเธอไม่เศร้าหรือตกใจแล้ว

    อย่างที่ว่าการให้หัวเราะหรือขำได้ คือเทคนิคที่เราต้องให้คนเรายอมรับความเป็นจริงหรือเรื่องอันหนักหน่วงกว่านั้นล่ะนะ

    “ก็อย่างที่ว่าล่ะครับ มันเป็นเรื่องของการที่เราเลือกมันเหมือนกัน อย่างที่สไปเดอร์แมนพยายามจะช่วยลุงเบนและคิดว่าเป็นความผิดพลาดของตนเอง แต่เรื่องก็เกิดขึ้นเพราะการตัดสินใจก่อนหน้านั้นแล้ว”

    ผมพยายามจะพูดเรื่องเนิร์ดๆเพื่อให้แอนนาสบายใจมากขึ้นไม่คิดมากเกินไป

    “เสียใจด้วยชั้นไม่เข้าใจที่เนิร์ดพูดหรอก”

    แอนนาพูดอย่างยิ้มแย้ม ท่าทางเธอคงรู้สึกเหมือนได้แก้แค้นผมหรืออะไรสักอย่าง ไม่รู้เป็นไงเธอสนุกมากที่ดูจะล้อเลียนเนิร์ด แต่ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะผมอยากให้เธออารมณ์ดีขึ้นอยู่เหมือนกัน

    อย่างน้อยเธอตอนวัยรุ่นก็ยังดูนิสัยดีมากกว่าตอนเธออายุเยอะแล้วล่ะนะ

    “นั่นทำให้ผมมองเธอเป็นฮีโร่แบบสไปเดอร์แมนล่ะนะแอนนา เธอคือฮีโร่ที่ปกป้องคนธรรมดาที่ปกป้องตนเองไมได้ ผมนับถือเธอในจุดนี้ ที่แม้เธอจะเลือกที่จะหนีไปก็ได้แต่เธอก็ยังเลือกที่จะปราบแวมไพร์”

    ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อทีอย่างนี้ดันเขินหน้าแดง

    แอนนาตีแขนผมดัง เผี๊ยะและไม่พูดอะไร

    คุณนายเวลลิงตันก็ยิ้มแบบรู้อะไรบางอย่างและไม่บอกว่าอะไร

    เฮ้ย นี่ไม่ใช่ รอมคอม โรแมนติคคอมีดี้นะ

    ทำไมพวกนี้มันอารมณ์เปลี่ยนไวนักฟะ?

    “อะแฮ่ม ที่ผมกำลังจะบอกก็คือเราเลือกที่จะเดินทางชีวิตของเราได้ ผมพยายามจะช่วยเหลือแอนนาให้มากที่สุดเท่าที่เป้นไปได้ อย่างน้อยก็ในเรือ่งชีวิตประจำวันเพื่อให้การกำจัดแวมไพร์และสิ่งมีชีวิตชั่วร้ายในยามค่ำคืนนั้นง่ายขึ้นครับ”

    “เจ้าหญิงของแม่ท่าทางจะได้เจ้าชายคอยปกป้องแล้วสิ” คุณนายเวลลิงตันแซวลูกสาว

    “โธ่แม่ล่ะก็”

    เอ่อท่าทางกำลังจะเข้าใจผิดแน่ๆ ผมไม่คิดจะปกป้องคนที่หักคอแวมไพร์ได้ด้วยกำลังล้วนๆไม่ต้องพึ่งเวทย์เสริมพลังหรอกนะ

    ความโกงของสายเลือดเอลเดอร์มันเกินระดับเวทมนตร์ทั่วไปจริงๆ

    “เอ่อ และคุณนายเวลลิงตัน ผมไม่อยากจะคิดเรื่องที่ปกปิดความลับของคุณโธมัสที่เป็นผู้ดูแลแอนนา แต่ทางเทคนิค คุณนายที่มีสายเลือดเอลเดอร์ก็อด ก็ไม่น่าจะใช่คนนอกล่ะครับ..”

    ผมมองสีหน้าของเธอที่เริ่มซีดอีกครั้งเมื่อคิดถึงเรื่องเครียดๆ

    หรือว่าคนเราจริงๆแล้วต้องสร้างการปิดกั้นในสมองเพื่อไม่ให้สติแตก

    “แต่คุณนายแม้ไม่มีพลังปรากฏออกมาแบบแอนนา แต่ตามสายเลือดที่แฝงอยู่ก็น่าจะสามารถใช้เวทมนตร์ได้มากกว่าคนปรกติน่ะครับ.....”

    คุณแอนนาหน้าซีดอีกครั้ง

    “..แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด แค่คุณนายเข้าใจแอนนาว่าแอนนากำลังทำอะไรสำคัญแค่ไหนก็เป็นกำลังได้มหาศาลแล้วครับ”

    จากนั้นผมสูดหายใจเพื่อคิดเรื่องที่ผมคิดมาตลอด

    “และคุณนายก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ผมคิดว่าจำเป็นต่อการกวาดล้างแวมไพร์ด้วยครับ...”ผมดูปฏิกิริยาของคุณนายเวลลิงตันที่พูดเหมือนอ.ดมิธรี

    “ฉันจะทำอะไรได้ ฉันเอ่อใช้เวทมนตร์อะไรไมได้นะและแค่ฝึกโยคะกับอะไรมานิดหน่อยเอง คงจะจัดการเอ แวมไพร์พวกนั้นไมได้หรอก”

    ผมสูดลมหายใจลึกอีกครั้งเพื่อเก็บความตื่นเต้นของตนเอง

    “แค่คุณนายยอมรับการที่แอนนาจะปราบแวมไพร์ได้ก็พอครับและคุณนายจะกังวลว่ามันอันตรายไม่อยากให้ลุกสาวตนเองจะเสี่ยงนั้นถูกต้องแล้วครับ แค่แอนนาทางเทคนิคนั้นเรียกว่าปลอดภัยกว่าพวกเราทุกคนที่อยู่ในเมืองนี้เพราะเธอมีความสามารถมากพอที่จะคุ้มครองตนเองได้ แต่การปราบแวมไพร์ตอนกลางคืนก็อันตรายจริงๆ..”

    ทั้งสองแม่ลูกจ้องผมสักพัก

    แอนนากล่าวว่า

    “เธอต้องการจะพูดอะไรกันแน่ ฉันไม่เลิกปราบแวมไพร์หรอกนะ.แต่ไม่ใช่ฉันชอบปราบแวมไพร์หรอกนะ”

    นี่อย่ามาซึนเดเร่กับการปราบแวมไพร์สิ

    ผมจ้องตาคุณนายเวลลิงตันและพูดช้า

    “ที่ผมขออาจจะทำให้พ่อแม่ที่หวังเรื่องการเรียนมองแปลกๆ แต่คุณนายคิดอย่างไรครับ หากเราจะช่วยกันปราบแวมไพร์ในตอนกลางวันแทน?”

    คล้ายกับเรื่องกลับชาติมาเกิดใน Urban Fantasy ที่คุณอ่าน