เสียงคลื่นกระทบโขดหินหน้าถ้ำ หนึ่งนักพรตหนึ่งภูตผีถูกประตูมิติส่งมาตรงถ้ำ เบื้องหน้าพวกเขามองเห็นทะเลสาบสะท้อนแสงจันทร์ ผิวน้ำมีปลาบินสีเงินแหวกว่ายแข่งแสงจันทร์ ประกายวิววับเคลื่อนทั่วทุกท้องทะเล เป็ภาพที่หาชมได้ยาก
ข้างชายฝั่งมีท่าเรือหากแต่ไร้ผู้คน เรือลำหนึ่งถูกจอดเทียบท่าทิ้งร้าง โดยรอบไร้บ้านเรือนสิ่งปลูกสร้าง ความเงียบงันไม่ทำให้พวกเขาหยุดสงสัยใคร่รู้ เดินมาเล็กน้อยถึงท่าเรือไม่มีเหตุอันใด
เรือไม้ลำน้อยไร้ไม่พาย หน้าหัวเรือมีแผ่นหินทรงมนติดอยู่ ครุ่นคิดเพียงชั่วยามโม่หย่างยื่นมือปล่อยปราณเข้าสู่แผ่นหิน เรือเริ่มสั่นไหวเคลื่อนลอยออกสู่ท้องทะเล มาถึงอีกเกาะของฝากฝั่งทะเลทางใต้ บนชายฝั่งเทียบท่าปรากฏสตรีนางหนึ่ง
“มืดวังเวง เราอยู่ที่ไหนกันท่านน” หลี่เหยียนรีบถามนายตนให้รู้ก่อนเรือเทียบท่าฝั่ง สถานที่เงียบสงัดมืดมิด สตรีไหนเอ่ยมาปรากฏให้พวกเขาเห็นง่ายดายป่านนี้ โม่หยางไม่มีท่าทีกังวงสงสัยอันใด พาตนขึ้นเรือโดยทันที
“ตลาดมืดตงไห่” กล่าวจบ โม่หยางพยักหน้าให้กับสตรีพวกเขาถึงหน้าท่าเรือแล้ว นางก้มหัวโค้งตัวทักทายกลับ
“เชิญท่านทั้งสอง โปรดติดตามข้าเข้าสู่โรงประมูลไตไห่” นางกล่าวพลางหมุนตัวเดินนำพวกเขา ทางถูกประดับด้วยตะเกียง มีต้นไม้ใหญ่ปกคลุมทำให้ดูอึมครึม
“มองดูแล้วข้าจำไม่ได้ว่าพวกท่านเคยเข้ามาก่อนหรือไม่ ข้าขอแจ้งกฎก่อนเข้าสู้โรงประมูลตงไห่ของเรา” นางหยุดเดินแล้วจ้องมองทั้งสอง อีกไม่ไกลพวกเขาจะถึงตลาดมืด “หนึ่ง…ท่านต้องมีของมีค่าที่พร้อมแลกเปลี่ยน ท่านเปิดเผยและแลกเปลี่ยนได้ทันทีหากอีกฝ่ายยอมรับ หรือพวกท่านมีสิ่งใด้า แจ้งทางเรารอผู้มาเสนอแลกเปลี่ยน ข้อสอง…หลังจบการประมูลพวกท่านต้องคุ้มครองตนเอง ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องต่อทางเราหลังออกจากโรงประมูล”
“หยุด!! สายตาของเ้า ก่อนที่ข้าจะควักมันออกมาขาย”
โม่หยาบสังเกตเห็นสายตาเว้าวอนโง่ๆ ของทูติญญากำลังจ้องมองตน
แส้สีนิลยาวสองฉี่ปรากฏขึ้นในกำมือโม่หยาง พลันร่างกายหลี่เหยียนก้าวถอยหลังสองข้างอย่างน่าเวทนา
“อืมม” น้ำเสียงแ่เบาดั่งพรายกระซิบ
“นำทางเถิด อย่าได้สนใจ” นักพรตหนุ่มส่ายหัวให้กับความกลัวตายของทูตตนนี้
“นายท่…”
…
…
ตลาดมืดตงไห่ ศูนย์กลางค้าขายประมูลแลกเปลี่ยนจุดหลักสำคัญของผู้บำเพ็ญตน ทุกสิ่งอย่างถูกรวบรวมไว้แห่งนี้ ร้านค้ามากมายก่ายกองให้ผู้บำเพ็ญมาแลกเปลี่ยน ไม่ต้องลำบากดั้นด้นค้นหาทั่วทั้งชมพูทวีดั่งเช่นอดีต
ประตูมิติข้ามผ่านมาถึงทะเลตงไห่ เรือเหล่านี้ล้วนเป็ของโรงประมูล
เรือข้ามฟากของโรงประมูลตงไห่ไม่ใช่ว่าผู้ใดก็ใช้งานมันได้ หากแต่หินตรงจุดหน้าหัวเรือรองรับปราณของผู้ขับเคลื่อน เมื่อแตะต้องมันแล้วอาคมภายในหินได้เข้าล่วงล้ำค้นหาของมีค่าของผู้นั้น ไม่ว่าจะเป็เทพเซียน ปีศาจ ภูตผี หรืุ์ทั่วไป เข้ามาแล้วพกสมบัติของมีค่ามากน้อยเท่าใด และท่านเป็ผู้ใดแม้แต่อำพรางตัว ดวงตาจากหินตรวจจับได้
…
หอคอยสูงแปดชั้นสว่างไสวตั้งตรงกลางจตุรัสตลาดมืดป้ายใหญติดคำว่า โรงประมูลตงไห่ ผู้มีสิทธิ์เข้าไปต้องมีป้ายเชิญหรือผู้นำทางดั่งเช่นพวกเขา
“เชิญคุณชายทั้งสอง…” เสียวเอ้อหน้าหอประมูลรีบกล่าวทักทายหลังจากเห็นทั้งสองมีผู้นำทางมา ผู้คนมีให้เห็นไม่มากนัก อาจเป็ได้ว่าผู้คนพักอยู่ในห้องรับรอง
โม่หยาง หลี่เยียน เดินตามนางไปตามทางบันไดคดเคี้ยว
“อีกสองชั่วยามบนชั้นแปด จะเปิดการประมูล พวกท่านสนใจเข้าร่วมนำป้ายนี้ไปด้วย”
ป้ายหยกอ่อนสองชิ้นถูกยื่นให้แก่โม่หยาง จากนั้นนางเปิดประตูห้องรับรองชั้นสี่ ให้พวกเขาได้เข้าพัก ห้องตกแต่งเต็มไปด้วยข้าวของเครื่องใช้ เสื้อผ้าเครื่องประทิมโฉม ขนมทานเล่น น้ำชา สุราชั้นดีจากทั่วสารทิศวางเรียงให้เลือก ถูกเตรียมไว้เต็มโต๊ะ จัดแต่งแยกมุมเป็สักส่วน ของทุกอย่างถูกตกแต่งประดับหรูหราเกินกว่าจะเป็ห้องพักเพื่อรอการประมูลมากนัก
“โรงประมูลของท่านช่างร่ำรวย อู้ฟู่…ดั่งคำร่ำรือ” โม่หยางกล่าวชม รอบห้อง ของตกแต่งเครื่องใช้ทำมาจากทอง พรม ผ้านุ่งห่มและม่าน ทำจากไหมฟ้า ต้นไม้มงคลจากเขาคุนิ ดอกไม้เลี้ยงด้วยหินปราณ โครมไฟก็ยังใช้หินปราณช่วยส่องสว่าง
“จุ๊ๆๆ … ไม่ต่างจากหุบเหว่ไร้ใจนักหรอก”
หลี่เหยียนหวนคิดถึง่ที่ตนติดอยู่ในคุกหลังสำนักหยางซาง ผู้คุมคุกใช้หินปราณเป็โครมไฟไม่ได้ต่างกันหรอกหรือ
เขาเข้าใจไม่เหมือนอย่างโม่หยางนึกคิด
ผู้ดูแลที่นี้ใจกว้างจนวิปริตนำดอกไม้เซียน มาประดับห้องพักเหล่านี้ มันต้องอยู่ขั้นใดกันถึงได้บ้าถึงเพียงนี้
สตรีนางหัวเราะเสียงใส “พวกท่านอย่าได้ครุนคิดถึงเพียงนี้ โรงประมูลมิกล้าเทียบเท่า”
ชาดอกท้อถูกรินให้ทั้งสองหนุ่ม จากนั้นนางได้กล่าวจากลา…
…
…
หลี่เหยียนเดินไล่วนดมกลิ่นสุราบนโต๊ะ เขาไม่รู้จะดื่มเหยือกไหนก่อนดี สุราชั้นดีวางให้เขาเลือกมากจนเขาไม่รู้จะดื่มขวดไหนก่อน
ร่างกายเขาเป็มนุษย์แต่ไร้ััทั้งห้า ดื่ม ดม กิน ไม่มีผลสิ่งใดต่อเขา เพียงจิติญญาสำนึกยังคงหลงเหลือคิดว่าตนเองยังเป็คนอยู่
สุรา ชื่อโหยหวน ถูกรินเข้าปากหลี่เหยียนไหลเป็สายน้ำตก ยกไม่กี่ทีก็หมดเหยือกเสียแล้ว
“เป็ผียังกระหาย ไม่คิดหรือว่าข้าจะกระหายบ้างหรือ?” นักพรตหนุ่มนั่งโต๊ะริมหน้าต่าง เบื้องหน้าไม่มีสิ่งใดให้เขาดื่มได้ เลยต้องกล่าวถามสวี่เหยียน
“รีบตามหาพี่น้องข้าเถอะ… ข้าอยู่กับท่านไม่มีความสุขใดเลย”
“อยากตาย?”
“…”
ใครจะอยากตาย เขาแค่เลือกไม่ได้เท่านั้นตอนมีชีวิตฝึกฝนวิชาบำเพ็ญตนอย่างสงบสุข มีคนคอยช่วยเหลือรักใคร่ ออกต่อสู้ช่วยเหลือผู้อื่นก็ไม่น้อย เจอสหายร่วมบำเพ็ญคู่อีกไม่กี่ขั้นจะเลื่อนขั้นเบิกฟ้ากลับถูกสหายหักหลัง ไม่มีใครเชื่อเขาต้องรับกรรมแทนผู้อื่น ฝึกวิชาอยู่ในคุกจนตายเกือบยี่สิบปี หลังจากนั้นเคราะห์ซ้ำกรรมซัดไม่หยุดหย่อน หลังจากตายจิติญญาก็ถูกเด็กหนุ่มนำมาปลุกลองวิชา ทรมานยิ่งนัก ตายซ้ำแล้วซ้ำเล่า
นับจากอดีตผ่านมา หลี่เยียนไม่ชอบโม่หยางเพราะเขาใจร้ายต่อตนเกินไป แต่ร่างกายที่เขาได้ใช้ชีวิตอยู่ต่อได้บนโลกโม่หยางเป็คนมอบให้เขา
~ฟ
~ ฟ ฟฟฟฟี่ฟฟ~~
เสียงจากกาน้ำที่ร้อนระอุ น้ำล้นทะลักเป็ไอ
“น้ำเดือดแล้ว”
เสียงดังเยือกเย็นมาจากมุมหน้าต่าง
“ใช่! น้ำ! เดือดแล้ว!!”
หลี่เหยียนดึงสติตนเองกลับมา เขาเลือกหยิบชาอันที่ใกล้มือที่สุดมาชง ั้แ่กลายเป็ทูติญญา เขารู้สึกได้ว่าตนนั้น!! ชงชาได้ดีขึ้นมาก
ถ้วยชากลิ่นหอมวางเบื้องหน้านักพรตหนุ่ม
ผ่านมาหลายปีไม่ได้ดื่มชาที่สวี่เหยียนชงให้
ดมกลิ่นอ่อนๆ ของชา แล้วจิบชิมดู
“_อืมมม ชาดี ชงออกมายังไงก็ดี”
“ชงเองยิ่งดียิ่งขึ้น” หลี่เยียนเอ่ยกลับ
โม่หยางเอามือลูบขอบถ้วยชา มองออกไปด้านนอกหน้าต่าง มองไปโดยรอบผู้คนเริ่มบางลงตามท้องถนน
“ข้าจะไปงานประมูลผู้เดียว เ้ารออยู่ที่นี้อย่าได้ออกจากห้อง”
“งานประมูลต้องเป็สิ่งที่หายากแน่ๆ ขอข้าไปด้วยเถอะนะ”
“เ้ากลัวตายปานนั้น จะอยากไปทำไม”
“อยากจะเห็นของวิเศษที่พวกปรมาจารย์เขานำมาประมูลด้วยตาตนเองสักครั้ง ไหนๆ ข้าก็ตายไปแล้ว ขอข้าได้เห็นบ้างเถิดดดนายท่านนน”
“จริงๆ น่าจะตายไปเสีย”
หลี่เยียนทำเหมือนไม่ได้ยินที่โม่หยางกล่าว ความจริงเขาก็ตายไปแล้ว ไม่ใช่เพราะว่าท่านหรอกหรือช่วยดึงิญญาเขาเอาไว้