“หนึ่งร้อยเก้าสิบหก... หนึ่งร้อย... เก้าสิบเจ็ด... หนึ่งร้อยเก้าสิบแปด... หนึ่ง... ร้อย... เก้าสิบเก้า... สองร้อย! แฮกๆๆ”
ภัทรทิ้งตัวลงไปนอนหอบหายใจอยู่กับพื้น นี่ก็ผ่านมาเกือบหนึ่งสัปดาห์แล้วหลังจากที่เขาเข้ามาทำงานในหน่วย แต่การฝึกเวทมนตร์ของเขาก็แทบไม่มีการพัฒนาใดๆ เลย ทำได้เพียงยืดเวลาการคงสภาพของคาถาเพิ่มขึ้นเพียงสองสามวินาทีเท่านั้น ยิ่งคาถาเสกน้ำยิ่งแล้วใหญ่ การฝึกยิ่งแย่ ออกมาเพียงละอองน้ำนิดเดียวก็หมดพลัง ริศให้ความเห็นว่าเขาอาจมีความเข้ากันได้กับเวทมนตร์ธาตุน้ำน้อยมากๆ จึงไม่ได้ผล อย่างน้อยที่สุดเขาก็ใช้คาถาผลักสิ่งของเล็กๆ ได้ประสบความสำเร็จเพราะไม่ต้องยื้อเวลานาน
แต่ตอนนี้เขาก็ไม่มีพลังเวทมนตร์มากพอจะฝึกหลายๆ ครั้งในแต่ละวัน เขาจึงหันมาจริงจังกับการหัดใช้ ‘พลั่วยุทธวิธี’ แทน เนื่องจากตัวพลั่วนั้นแทบไม่ต้องใช้พลังเวทในการทำงานเลย เขาจึงได้อ่านคู่มือและลองเปลี่ยนรูปแบบดู ทำให้ตอนนี้เขาสามารถเปลี่ยนพลั่วให้กลายเป็อีเต้อ กับตะขอเกี่ยวได้แล้ว ส่วนอีกสามแบบที่เหลือจำเป็ต้องใช้มานาซึ่งเขายังมีไม่มากพอ
ในเื่งาน เขาต้องทำงานประจำคือจัดเอกสาร ขนเอกสารไปเก็บที่ห้องเก็บเอกสาร เพราะเขายังไม่ได้มีหน้าที่เจาะจงใดๆ ให้ทำจึงมาช่วยงานริศไปก่อน เขาต้องทึ่งกับความเร็วในการจัดการเอกสารระดับน่ากลัวของริศ ที่สามารถเคลียร์เอกสารตั้งสูงเท่าหัวได้ในสองสามชั่วโมง ส่วนชีตาห์นั้นทำงานเอกสารช้ากว่าเต่าเสียอีก ถ้าหากต้องทำงานที่ริศทำทุกวันสักหนึ่งวันล่ะก็ คงต้องใช้เวลาหนึ่งสัปดาห์เป็อย่างน้อยแน่นอน
ชีตาห์มักถูกเรียกไปทำงานภาคสนามอยู่บ่อยครั้ง แล้วกลับมาด้วยความหงุดหงิด จากนั้นก็มาลงระบายอารมณ์โดยการฝึกโหดกับเขาหลังเลิกงาน ถึงแม้ว่าเขาจะต้องฝึกอยู่แล้ว แต่ในใจก็มีแวบหนึ่งที่คิดว่า มันเป็การฝึกที่โหดเกินไปรึเปล่า
ยังไม่ทันที่เขาจะคิดอะไรต่อ เสียงของชีตาห์ก็ดังขึ้น
“จะพักไปถึงไหน ไปวิ่งอีกหนึ่งกิโลฯ เดี๋ยวนี้เลย เดี๋ยวฉันจะวิ่งตามไปด้วย ถ้าจับได้นะ หึๆ” ชีตาห์ทำสีหน้าชั่วร้าย หยิบไม้บุนวมขึ้นมาขู่
ภัทรที่หอบจากการวิดพื้นรีบลุกขึ้นวิ่งออกจากลานกิจกรรมไปรอบสำนักงานอย่างรวดเร็ว ไม่ช้าเสียงชีตาห์ก็ดังไล่หลังมา เขาต้องเร่งฝีเท้าขึ้นอีกไม่อย่างนั้นเขาจะโดนทุบด้วยไม้บุนวมที่เหมือนมีคาถาทำให้รู้สึกเจ็บมากขึ้นร่ายไว้อย่างไรอย่างนั้น
เขาสองคนวิ่งไล่กวดกันจนกลับมาที่ลานกิจกรรม ภัทรนอนหงายท้องหอบแทบขาดใจ ส่วนชีตาห์หัวเราะชอบใจก่อนที่จะคิดหาวิธีฝึก (ทรมาณ) ภัทรต่ออย่างไรดี ริศก็เดินออกมาเรียกทั้งสองคน
“เลิกเล่นกันได้แล้ว มีงานด่วน มารวมตัวกันที่ลานจอดรถในสิบนาที”
“เอ๋?”
ภัทร และชีตาห์มองหน้ากันด้วยความแปลกใจ ปกติงานของพวกเขาจะเลิกสี่โมงเย็นหากไม่มีงานค้างจากตอนเช้า นี่นับเป็ครั้งแรกที่ถูกเรียกด้วยเื่ด่วน เขาและชีตาห์รีบไปเปลี่ยนเป็ชุดยูนิฟอร์มแล้วไปรายงานตัวอย่างรวดเร็ว
ภัทร และชีตาห์รีบวิ่งมาที่ลานจอดรถแต่ไม่เห็นรถตู้หรือรถอะไรที่ดูเป็รถทางการเลย จึงสงสัยถามชีตาห์
“คุณชีตาห์ครับ พวกเราต้องไปรถอะไรเหรอครับ หรือรถพี่ริศ”
“ไม่ใช่หรอก นั่นรถส่วนตัว ริศน่าจะกำลังขับมา...”
ยังไม่ทันพูดจบก็มีรถคันหนึ่งวิ่งเข้ามาในลานจอด มันเป็รถตู้ขายไอศกรีมแบบที่พวกนิยมของเก่าชอบเอามาใช้ขายไอติมทำมือ รถตู้คันนี้แม้ดูเก่าและหลังคาสีซีดไปบ้างแต่สีชมพูของตัวรถก็ยังสดใสอยู่ ภัทรมองชีตาห์อย่างฉงน ชีตาห์หัวเราะพูดกับเขา
“เป็ยังไงล่ะ รถประจำหน่วยเรา สีสวยทันสมัยสุดเลยใช่มั้ย”
“เอ่อ...” ภัทรไม่รู้จะตอบยังไง “มันก็ใช่อยู่หรอกครับที่ปัจจุบันก็มีรถพวกนี้อยู่จริงๆ แต่ไม่ใช่ว่าเราต้องซ่อนตัวจากสายตาคนธรรมดาเหรอครับ”
“ไม่เป็ไรหรอกน่า หัวหน้ากับริศเป็คนเลือกเชียวนะ ฉันว่ามันจะดีกว่าถ้านายไม่พูดคำนั้นต่อหน้าเธอ” ชีตาห์ยักไหล่
ริศโผล่หน้ามาจากทางหน้าต่าง “ขึ้นมาได้แล้ว เร็วๆ เข้า”
พวกเขาสองคนรีบขึ้นไปนั่งบนรถ เมื่อขึ้นรถมองหาที่นั่งพบว่าด้านในค่อนข้างกว้างกว่าที่เห็นภายนอกมาก เขามองจนทั่วมีทั้งชั้นวางอุปกรณ์ ล็อกเกอร์ แม้แต่ตู้เย็น!! เมื่อมองไปท้ายรถเห็นว่าที่ท้ายรถมีหัวหน้าที่กำลังนอนหลับอยู่บนที่นั่งยาว
ริศพูดขึ้น “มันจะดีกว่าถ้าไม่ไปปลุกเขานะ มานั่งกับพี่ดีกว่า”
“ครับ” ภัทรไปนั่งที่นั่งข้างริศที่เป็คนขับ
ชีตาห์โพล่งถาม “งานอะไรอ่ะเจ๊ ทำไมถึงมาสั่งเอาเย็นปานนี้”
“มีการพบอุปกรณ์เวทมนตร์ที่เสียหายถูกทิ้งไว้ในท่อระบายน้ำจำนวนมาก พวกลาดตระเวนคิดว่าน่าจะเป็อุปกรณ์เวทมนตร์ผิดกฎหมายหรือลักลอบนำมาทิ้งเพื่อลดค่าใช้จ่ายการกำจัดอุปกรณ์ที่อันตราย แต่มันมีจำนวนมาก และอยู่เขตดูแลทับซ้อนจึงให้เรา และหน่วยจากเขตสิบสองมาช่วยกันจัดการร่วมกัน”
“หน่วยสิบสอง... หรือว่า...”
“ใช่อย่างที่นายคิดนั่นแหละชีตาห์ ภัทรเธอต้องเลี่ยงการพูดคุยกับคนพวกนี้หน่อยนะ”
“ทำไมเหรอครับ”
“ไอ้พวกนี้นิสัยเสีย เป็ลูกหลานข้าราชการที่เกษียณแล้ว เลยชอบแอบอ้างตายายพวกมันบ่อยๆ นายไม่ต้องไปกลัวพวกมัน มันก็มีแต่พวกปาหี่ข้างในกลวงโบ๋” ชีตาห์พูด
“ไม่ต้องกลัวก็จริง แต่อย่าไปซัดหน้าพวกมันก่อนแบบชีตาห์ล่ะ” ริศมองค้อนชีตาห์ที่นั่งข้างหลัง
“โห เจ๊อย่าไปเล่าเื่นั้นสิ พวกมันยั่วโมโหผมจริงๆ”
“แต่โดนหักค่าแรงเดือนนึงก็ไม่ใช่เื่ตลกจริงมั้ย”
“ก็จริง”
“แต่ว่านะภัทร ถ้าเกิดอะไรขึ้นมาแล้วพวกนั้นเป็ตัวถ่วง ทุบพวกมันได้เลย ฉันจะเคลียร์ให้ทีหลัง"
ภัทรกับชีตาห์มองหน้ากัน แล้วพวกเขาก็ไม่ได้คุยอะไรกันไปพักใหญ่จนถึงที่หมาย
ที่นี่เป็ทางเข้าคล้ายอุโมงค์ขนาดใหญ่สำหรับลงไปในท่อระบายน้ำเสียที่ดูเก่าและทรุดโทรมเหมือนไม่มีการดูแลใดๆ มาก่อน อุโมงค์ส่งกลิ่นเหม็นเน่าของน้ำเสียและสิ่งสกปรกออกมาจนรู้สึกคลื่นไส้ แต่เขากลับให้ความสนใจรถที่จอดอยู่หน้าอุโมงค์มากกว่า
สิ่งที่ทำให้ภัทรต้องทำหน้าเหยเกก็คือ เขาเห็นรถสามล้อ (ตุ๊กตุ๊ก) ที่ถูกดัดแปลงให้มีความกว้างของรถเพิ่มขึ้นจนเหมือนเอาบ้านสีทองขนาดย่อมๆ ไปตั้งไว้ แถมยังประดับประดาไปด้วยไฟสีกะพริบรอบคันเหมือนศาลพระภูมิเคลื่อนที่
“อิจฉาชะมัด” ภัทรหันไปด้านหลังพบว่าคนที่พูดคือชีตาห์
“ที่พูดนี่จริงจังเหรอ” ภัทรถามชีตาห์
“แน่นอนอยู่แล้ว รถที่เท่ขนาดนี้ในเขตเรารถนี่เท่สุด ได้รางวัลจากการประกวดด้วยนะ” ชีตาห์พูดอย่างอิจฉา
ภัทรกับริศที่ตามทีหลังมาถึงมองหน้ากันแล้วพูดพร้อมกัน
“จะบ้าตาย”
“เอ้า พวกลิ่วล้อมากันแล้ว ปล่อยให้พวกฉันรอตั้งนาน”
เสียงของวัยรุ่นชายอายุประมาณ 16 ปีดังขึ้นมา พบว่าเป็ผู้ชายหน้าตาดีผิวค่อนข้างขาวผมสั้น มีปอยผมสีแดงเพลิงร้อยลูกปัดยืนพูดอยู่หน้ากลุ่มของพวกเขาที่มีกันห้าคน ทุกคนใส่ชุดเครื่องแบบทับด้วยชุดหนังสีดำยาวจนถึงอกเหมือนจะเป็ชุดสำหรับลุยภารกิจนี้ซึ่งดูใหม่มากเหมือนเพิ่งซื้อมาสำหรับภารกิจนี้โดยเฉพาะ
“หึ ไม่ได้เื่” ชายคนที่สองที่พิงรถศาลพระภูมิพูดขึ้น เขามีผมดำยาวปิดหน้าปิดตา มีเปียผมหนึ่งสีเขียวอ่อน
“เร็วกว่านี้ไม่ได้หรือไง ฉันอยากกลับบ้านแล้ว ที่นี่สกปรกชะมัด อี๊” หญิงสาวผมยาวผิวขาวคนหนึ่งพูดต่อ
“ชุดที่ต้องใส่นี่ก็เทอะทะเฉยสะบัด ไม่อยากใส่เลย” เธอมองชุดกันเปื้อนที่สวมไปได้ครึ่งตัวอย่างกระมิดกระเมี้ยน
“หิว...” เด็กชายตัวอ้วนที่ทำหน้าทึ่มทื่อเล็กน้อยหยิบอมยิ้มสีชมพูอันใหญ่มากินอย่างสบายใจเฉิบขณะรอพวกเขา
และคนสุดท้ายคือหญิงสาวผมสั้นประบ่ามีผมสีเขียวขึ้นเป็หย่อมๆ ไม่สม่ำเสมอ กำลังคอยดูแลหญิงสาวคนแรกอยู่ เหมือนกับว่าเธอจะมีฐานะต้อยต่ำที่สุดในกลุ่ม
นี่ทำให้ภัทรต้องขมวดคิ้วเล็กน้อยแต่ไม่พูดอะไร ชีตาห์ถามริศ “แล้วเราไม่มีชุดแบบนั้นบ้างเหรอเจ๊”
ริศทำหน้าไม่สบายใจตอบ “จะว่ามีก็มี แต่ว่า...” ริศหยิบชุดเอี๊ยมสีมอซอสำหรับลุยน้ำออกมา แต่มันค่อนข้างเก่า และเหมือนถูกปะชุนมาหลายครั้งแล้ว
ชีตาห์ทำหน้าเหยเก บ่นพึมพำ “ทำไมมีแต่หน่วยเราที่ต้องใช้ของเก่ากันนะ”
“เพราะหน่วยของพวกนายผลงานไม่ได้เื่แถมมีแต่พันธุ์ทางไงล่ะ” เสียงเยาะเย้ยทำให้ภัทรต้องหันไปมองชายที่ดูเหมือนจะเป็หัวโจก
“อะไร ไม่พอใจอะไรไอ้พันธุ์ทาง ไม่สิ ไอ้ชั้นต่ำ ไม่มีเืผู้วิเศษในตัวพลังก็ไม่มี ยังจะมายืนเสนอหน้าอะไรอีก”
ริศพูดตัดบท “พอได้แล้ว นายไม่ควรดูถูกคนอื่น ภูมิรพี แม่ของนายก็มาจากฝ่ายสามัญเช่นกันไม่ใช่เหรอ”
“หุบปาก!” ชายหนุ่มที่ชื่อภูมิรพีตะคอก ทำให้กลุ่มเพื่อนของเขาหน้าเสียแลดูจะเกรงกลัวชายคนนี้อยู่นิดหน่อย “แกก็มีดีเพราะแม่แกเคยเป็คนสำคัญเท่านั้น...
ยังไม่ทันพูดจบริศก็ขึ้นเสียงกลับ
“ถ้ายังไม่หยุดพูด ฉันจะเป็คนฉีกปากแกเอง” ริศหยิบไม้กายสิทธิ์ขึ้นมาชี้หน้าชายคนนั้น ภูมิรพีหน้าเสียคงไม่คิดว่าริศจะโมโหแรงขนาดนั้น แต่ก็เหมือนจะกลัวริศอยู่เหมือนกัน จึงได้แต่พูด
“ชิ... พวกเราไปกันเถอะกลุ่มของภูมิรพีเดินตามมันเข้าไปอย่างรวดเร็วเหมือนจะรีบหนีพวกเขาอย่างไรอย่างนั้น
ภัทรที่ใกับความแข็งกร้าวที่ริศไม่เคยแสดงออกมาก่อนก็ได้สติแล้วรีบพูดเปลี่ยนเื่ “พี่ริศครับ แล้วพวกเราต้องทำอะไรบ้างเหรอครับ”
ริศที่ได้สติจากความโกรธแล้วก็เก็บไม้กายสิทธิ์ แล้วแจกแจงรายละเอียด “สิ่งที่เราต้องทำก็คือการเก็บเศษซากอุปกรณ์หรือสิ่งประดิษฐ์เวทมนตร์ให้หมดหรือเท่าที่ทำได้ ใส่กระเป๋าสำหรับจัดเก็บ โดยงานนี้จะมีอุปกรณ์ที่ยืมมาก็คือ ชุดกันการปนเปื้อนมานาที่พวกนายเห็นกันแล้ว ตะเกียงไฟเย็นเวทมนต์ ที่คีบสำหรับคีบอุปกรณ์ มันจะดีมากถ้าหากนายไม่ััมันโดยตรง หรือจะใช้เวทมนตร์ก็ได้ถ้านายถนัด”
ริศมองชีตาห์ที่ดูเหมือนจะอ้าปากถามแต่ได้คำตอบก่อนแล้ว “แล้วก็นี่ ที่ตรวจหาสิ่งประดิษฐ์ที่มีพลังเวทมนตร์ ถ้านายหันทิศทางถูกและเข้าใกล้ในระยะหนึ่งเมตรมันจะส่งเสียงเตือน ยิ่งใกล้ยิ่งดัง กดปุ่มเปิดการใช้งานก่อนล่ะ”
ริศหยิบอุปกรณ์คล้ายรีโมตทีวีที่มีเสาอากาศขึ้นมาแล้วกดปุ่มตรงกลาง มันก็มีไฟสีเขียวขึ้นมา แล้วชี้ไปที่รถศาลพระภูมิ
ปิ๊บ ปิ๊บ ปิ๊บ
“ฉันเหลือจะเชื่อเลย พวกเขาไม่แม้แต่จะปกปิดการร่ายเวทมนตร์ด้านนอกของยานพาหนะด้วยซ้ำ” ริศพูดอย่างระอา
“เลิกสนใจแล้วเข้าไปเก็บของกันเถอะน่า ฉันไม่อยากต้องทำงานถึงเช้านะ” ชีตาห์พูดแทรก
“เห็นด้วย งั้นพวกเราใส่ชุดให้ดีแล้วรีบเข้าไปกันเถอะ” พวกเขาใช้เวลาไม่นานในการใส่ชุดสำหรับลุยน้ำ และรีบตามเข้าไปในอุโมงค์