ทะลุมิติมาด้วยระบบเลี้ยงลูกในยุค 60

    จดหมาย

    เช้าวันรุ่งขึ้นเย่ชิงหรั่นลืมตาขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกอึดอัดไปทั้งตัว ช่วยไม่ได้จริงๆ พวกเขาไม่ได้ทำเรื่องแบบนั้นมานานเป็นปี เธอรู้สึกเหมือนได้ย้อนกลับไปในรุ่งเช้าของคืนแต่งงานอีกครั้ง แต่ถึงเธอจะรู้สึกไม่สบายตัวแค่ไหนก็ต้องลุกขึ้นเดี๋ยวนี้ เพราะตอนนี้ลูกๆ ทั้งสามคนของเธอกำลังแข่งกันร้องไห้เสียงดังจนสมองของเธอสั่นสะเทือน เธอควรดีใจใช่ไหม ที่ลูกๆ ของเธอแข็งแรงขนาดนี้

    หลังจากรอจนเด็กๆ ผล็อยหลับไปอีกครั้ง เธอก็ออกไปกินอาหารที่เธอทำและวางไว้ในมิติ มีทั้งซาลาเปาไส้ต่างๆ ไก่ทอด ซุปไก่ หมูตุ๋น กะหล่ำปลีผัดหมู ไข่ตุ๋น ไข่ต้ม โจ๊ก ข้าวสวยและอีกมากมาย เธอใส่กล่องอาหารเล็กๆ ไว้กินทีละมื้อโดยซ้อนกันไว้จนแน่นในพื้นที่มิติ เธอไม่ได้ขี้เกียจจริงๆ แต่ใครใช้ให้เธอเป็นแม่ของลูกสามคน แค่เลี้ยงลูกก็เหนื่อยแล้ว ถ้าเธอต้องทำอาหารกินเองทุกมื้อคงลำบากแย่ เธอจะทำอาหารแค่มื้อเย็นมื้อเดียวเท่านั้น เพราะ ฉีหงซิงจะกลับมากินด้วย หลังจากกินข้าวอิ่มแล้ว เธอก็เอาองุ่นออกมากิน องุ่นที่ได้รางวัลจากระบบมันหวานฉ่ำมาก เย่ชิงหรั่นปรือตาลิ้มรสชาติอย่างสบายใจ

    กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง

    เมื่อได้ยินเสียงกระดิ่งจักรยานดังอยู่หน้าบ้านเย่ชิงหรั่นก็รีบเดินออกไปดู ต้องเป็นบุรุษไปรษณีย์ที่มาส่งจดหมายอีกแล้วไม่รู้ว่าคราวนี้จะเป็นใคร เธอตื่นเต้นเล็กน้อยครั้งนี้จะเป็นจดหมายจากพ่อแม่ของเธอ หรือว่าแม่สามี หรืออาจจะเป็นหร่วนเมี่ยนแม่ของอี้อี้ เธอคาดเดาไปมากมาย แต่เมื่อรับจดหมายมาดูก็รู้ว่าเป็นจดหมายจากแม่สามีที่เขียนโดยหงเซียง

    เธอกลับเข้ามาในบ้านและเปิดจดหมายขึ้นมาอ่าน เธอขมวดคิ้วเล็กน้อยหลังจากอ่าน เรื่องนี้ต้องคุยกับฉีหงซิงก่อนจริงๆ

    ตอนเย็นหลังจากฉีหงซิงเลิกงาน เธอก็คุยกับเขาเรื่องจดหมาย “พี่หงซิงลองอ่านจดหมายที่แม่ส่งมาสิคะ”

    ฉีหงซิงอ่านแล้วก็ขมวดคิ้วเช่นกัน เขาถอนหายใจและปลอบเธอ “อย่ากังวลไปเลย ผมจะจัดการเรื่องนัดบอดเอง”


    เมื่อได้ยินว่าเขามีหนทางเย่ชิงหรั่นก็โล่งใจ แม่สามีให้เธอและฉีหงซิงช่วยหาคู่นัดบอดให้ฉีหงเซียง โดยบอกว่าหงเซียงเรียนจบแล้วให้หงเซียงมาอยู่กับพวกเขาเพื่อช่วยเลี้ยงลูก และแต่งงานอยู่ที่นี่เลยได้ยิ่งดี

    “หงเซียงมาช่วยเลี้ยงลูกๆ คุณจะได้มีโอกาสออกไปนอกบ้านบ้าง ตั้งแต่ลูกคลอดคุณไม่เคยได้ออกไปไหนเลย”

    เย่ชิงหรั่นพยักหน้าเห็นด้วย เธอไม่ได้ออกไปไหนเลยจริงๆ อย่างมากเธอก็เข็นรถพาเด็กไปชมวิวอยู่ในพื้นที่ครอบครัว

    ถ้าหงเซียงมาช่วย เธอก็จะมีโอกาสออกไปห้างสรรพสินค้า หรือไม่ก็ตลาดมืดบ้าง เธอเคยได้ยินมาว่ายุคนี้เครื่องประดับหรู เครื่องลายคราม วัตถุโบราณต่างๆ กลายเป็นของไม่มีค่า เธออยากรวบรวมเก็บไว้ให้มากที่สุด ในอนาคตเธอจะนำออกมาขายเพื่อหาเงินซื้อบ้านหลังใหญ่อยู่ แค่คิดดวงตาของเย่ชิงหรั่นก็สว่างขึ้นเรื่อยๆ

    “ในจดหมายหงเซียงจะมาถึงในอีกอาทิตย์หน้าฉันจะจัดที่นอนไว้ให้หงเซียงในห้องเด็กๆ นะคะ”

    “ครับ” ฉีหงซิงกำลังครุ่นคิดว่าใครในค่ายทหารที่เหมาะสมจะเป็นน้องเขยของเขา เขาหันไปถามภรรยาของเขาอย่างสงสัย

    “ผู้หญิงชอบผู้ชายแบบไหนครับ”

    เย่ชิงหรั่นซบไหล่ของเขาและพูดอย่างอ่อนหวาน “แน่นอนว่าต้องชอบผู้ชายที่หล่อ สูง ช่วยทำงานบ้าน และปกป้องเธอได้” เธอหยุดพูดไปครู่หนึ่งและกระซิบ “และต้องแข็งแกร่ง” เมื่อพูดจบเธอก็หัวเราะและวิ่งไปทำอาหารเย็น

    ฉีหงซิงหัวเราะอย่างช่วยไม่ได้ ทำไมเธอถึงน่ารักขนาดนี้ คืนนี้เขาจะทำให้เธอเห็นแน่นอนว่าเขาแข็งแกร่งกว่าผู้ชายคนไหน


    เช้าวันนี้ฉีหงซิงลาหยุดเพื่อไปรับฉีหงเซียงที่สถานีรถไฟ ส่วนเย่ชิงหรั่นนั่งรออยู่ที่บ้านกับลูกๆ ของเธอ หมิงหมิงกับฟางฟางกำลังนอนหลับสบาย มีแค่พี่ใหญ่ห่าวห่าวที่ตื่นมาพูดคุยเป็นเพื่อนเธอ พูดคุยที่ว่าคือเธอหยอกล้อลูก และพูดอยู่คนเดียว ส่วนห่าวห่าวเขาแค่มองแม่ของเขาอย่างอารมณ์ดี และพ่นน้ำลายเป็นฟองออกมาจากปากสีชมพูเล็กๆ ของเขา

    “พี่สะใภ้สี่” เมื่อฉีหงเซียงลงจากรถ เธอก็ทักทายเย่ชิงหรั่นที่นั่งอยู่หน้าบ้านอย่างเขินอาย เธอเป็นคนเขียนจดหมายให้แม่ แน่นอนว่าเธอรู้ว่าแม่ให้เธอมาที่เสิ่นหยางทำไม

    “หงเซียง สบายดีไหม นั่งรถไฟมานานคงเหนื่อย ทำไมไม่กินข้าวแล้วนอนพักสักหน่อยล่ะ”

    ฉีหงเซียงส่ายหัวทันที “ฉันไม่เหนื่อยค่ะ ฉันอยากดูหลานๆ” เธอมองไปที่เด็กๆ อย่างตื่นเต้น เป็นอย่างที่แม่เธอบอกจริงๆ ลูกของพี่สี่ขาวอ้วน และน่ารักจนทำให้ผู้คนผู้คนใจละลาย

    “เด็กๆ น่ารักเหลือเกินค่ะพี่สะใภ้ ฉันขออุ้มพวกเขาได้ไหมคะ” เธอขอร้องพี่สะใภ้และมองไปที่เด็กๆ อย่างไม่กระพริบตา

    “ลองอุ้มสิ อีกหน่อยหงเซียงก็จะมีลูกของตัวเองต้องฝึกฝนเอาไว้นะ” เย่ชิงหรั่นหยอกล้อเธอและหัวเราะ

    “พี่สะใภ้!” ฉีหงเซียงหน้าแดงก่ำ และบีบเสื้อของเธอจนแน่น เมื่อคิดว่าเธอต้องไปนัดบอดในอีกไม่กี่วัน เธอก็ทั้งกลัวทั้งคาดหวัง ถ้าเธอเจอผู้ชายแบบเสิ่นจิงหลินอีกล่ะ

    “เอาล่ะ เอาล่ะ อย่ามัวแต่หยอกล้อกันเลย กินข้าวกันก่อนเถอะ ถ้าหงเซียงอยากอุ้มหลานก็ค่อยทำหลังกินข้าวเสร็จ” ฉีหงซิงขัดจังหวะบทสนทนาของเย่ชิงหรั่นและฉีหงเซียง ไม่ใช่ว่าเขารำคาญ แต่เขาต้องรีบกินข้าวและกลับไปทำงานอีกครั้ง วันนี้เขาลาแค่ครึ่งวันเท่านั้น

    เมื่อพวกเขากำลังกินข้าวกันฉีหงซิงก็พูดขึ้นมาว่า “อีกสามวันค่ายทหารจะจัดงานเลี้ยงเทศกาลไหว้พระจันทร์พวกเราจะไปร่วมงานด้วย”

    “แล้วลูกๆ ของเราล่ะคะ” เย่ชิงหรั่นก็อยากไปเปิดหูเปิดตาเช่นกันแต่คงไม่สามารถเอาลูกไปได้ใช่ไหม

    “ผมจะขอให้แม่ของเฉินหยานช่วยดูพวกเขา เธอจะมาอยู่เป็นเพื่อนหยางหยางเช่นกัน”

    เย่ชิงหรั่นพยักหน้าเห็นด้วยทันที เธอรู้จักแม่ของ เฉินหยานเธอเป็นคนใจดีและพูดเบาๆ ไม่แปลกใจที่เธอเลี้ยงเฉินหยานและหยางหยางให้กลายเป็นคนใจดีขนาดนี้

    เธอหันไปมองฉีหงเซียงแวบหนึ่งและเข้าใจว่าทำไม ฉีหงซิงถึงอยากให้พวกเขาไปกันทั้งสามคน คงเป็นเพราะเขาอยากให้หงเซียงไปเจอผู้ชายที่เขาคัดเลือกไว้ใช่ไหม อืม เธอจะช่วยจับตาดูผู้ชายพวกนั้นแน่นอน ว่ากันว่าการแต่งงานก็เหมือนการเกิดใหม่ของผู้หญิง ยิ่งในยุคที่การหย่าร้างเท่ากับศูนย์แล้วนั้น ก็ยิ่งต้องคิดแล้วคิดอีกถึงจะแต่งงานกับใครสักคน โชคดีที่เธอไม่จำเป็นต้องคิดเลย เพราะเธอตื่นมาก็อยู่ในคืนแต่งงานเรียบร้อยแล้ว

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติมาด้วยระบบเลี้ยงลูกในยุค 60 ที่คุณอ่าน