(จบ)ทะลุมิติไปเป็นแม่ลูกสามผู้มั่งคั่ง By ไหหม่า

    บทที่ 38 เพียงแค่ยืนอยู่คนละฝ่ายเท่านั้นเอง

    บทที่ 38 เพียงแค่ยืนอยู่คนละฝ่ายเท่านั้นเอง


            อู๋จิ้งอวิ๋นกลับมาเกิดใหม่มาได้ระยะหนึ่งแล้ว ทว่าทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องราวในชาติก่อน นางก็ยังคงเจ็บปวดใจอยู่ไม่คลาย นางจะวางมันลงได้อย่างไร จะไม่ใส่ใจมันได้อย่างไร?


            สายตาทอดมองไปยังถังซูอี๋ “ฮูหยินยังจำได้หรือไม่ ในช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ของปีนั้น ท่านบอกแก่ข้าว่าจะไม่ปล่อยให้ข้าต้องอับอาย ท่านจะเป็นผู้ปกป้องข้า”


            อู๋จิ้งอวิ๋นกล่าวประโยคนี้เพื่อทดสอบ ทดสอบว่าถังซูอี๋ก็เกิดใหม่เช่นเดียวกับนางหรือไม่


            ในชาติก่อน หลังจากอู๋จิ้งอวิ๋นและเซียวอวี้เฉินแต่งงานกันไม่นาน นางก็รับหลิวปี้ฉินเข้ามาอยู่ด้วยกันในจวนโหว และในช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ของปีนั้น ฮูหยินบอกแก่นางว่า หลิวปี้ฉินเป็นเพียงอนุภรรยา ตราบใดที่นางยังอยู่ นางจะไม่ยอมให้อู๋จิ้งอวิ๋นต้องอับอาย นางจะเป็นคนคอยปกป้องเอง

            ถังซูอี๋ได้ยินเช่นนั้นก็รับรู้ได้โดนพลันว่าอู๋จิ้งอวิ๋นกำลังทดสอบ ทว่านางก็ยังคงแสดงสีหน้าประหลาดใจ “ไหว้พระจันทร์คราใด? จิ้งอวิ๋น ผู้ใดทำให้เจ้าต้องอับอายหรือ?”


            อู๋จิ้งอวิ๋นจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง ต้องการมองหาความผิดปกติบนใบหน้าของนาง ทว่าดวงตาของนางกลับเต็มไปด้วยความประหลาดใจ และไม่เข้าใจในสิ่งที่นางกล่าวเมื่อครู่


            ดูเหมือนว่าอู๋จิ้งอวิ๋นจะคิดมากเกินไป เพราะโหวฮูหยินไม่ได้กลับมาเกิดใหม่ ทว่าคำพูดของนางเมื่อครู่หมายความว่าเช่นไร? หรือนางจะรับรู้บางสิ่งบางอย่างกันเล่า?


            ชั่วขณะหนึ่ง ภายในใจของอู๋จิ้งอวิ๋นสับสนวุ่นวายมากขึ้น ทว่าใบหน้าของนางก็ยังคงนิ่งสงบอยู่ “ไม่มีสิ่งใด เรื่องที่ฮูหยินกล่าวขึ้นเมื่อครู่ว่าเราสามารถนั่งหารือกันได้ มันคือเรื่องใดกันเล่า?”


            อู๋จิ้งอวิ๋นพยายามเปลี่ยนเรื่องเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของถังซูอี๋ และถังซูอี๋ก็ไม่ได้ยึดติดกับสิ่งที่นางกล่าวเมื่อครู่ “ก็เรื่องที่ตระกูลเหลียงบุกรุกเข้ามาในตรอกเหมยฮวาโดยพลการก่อนหน้านี้ จริง ๆ แล้วเราอาจพูดคุยเรื่องนี้กันด้วยความใจเย็นได้”


            กล่าวเพียงเท่านี้ ถังซูอี๋ก็ไม่จำเป็นต้องกล่าวสิ่งใดอีก


            นางหันไปมองเด็กสาวตรงหน้า รูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้างามสง่า ทว่าจิตใจของนางกลับไม่ได้สวยงามรูปกายภายนอก จริงอยู่ที่ในชาติก่อนเซียวอวี้เฉินจะเป็นคนที่ไม่ดีในสายตาของนาง นางเพียงแค่แต่งงานกับคนผิด


            ทว่าหากใจกว้างพอก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข


            ในชาติก่อนนางเป็นฮูหยินแห่งจวนโหวหย่งหนิง ชาติกำเนิดของนางก็ใช่ว่าจะมาจากตระกูลเล็ก ๆ มีทั้งเงิน ทั้งอำนาจ ในเมื่อบุรุษไม่ใยดีแล้วจะทำเช่นไร? หากเขามีใจ นางย่อมเพิ่มคุณค่าให้เป็นทวีคูณ ทว่าเมื่อใดที่เขาไร้ซึ่งหัวใจ เช่นนั้นก็แยกย้ายกันไปมีความสุขเถิด


            ไม่มีบุรุษก็ยังใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข


            ส่วนอนุภรรยาที่น่ารำคาญนั่น ตราบใดที่นางยังมีชีวิตอยู่ พวกนางก็เป็นได้เพียงอนุภรรยาตราบชั่วชีวิต


            ดังนั้น การจะมีชีวิตที่ดีได้หรือไม่นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าไพ่ในมือจะดีหรือแย่เพียงใด หากแต่ขึ้นอยู่กับว่าจะเล่นไพ่ในมือด้วยวิธีการใด


            นางได้กล่าวทุกอย่างที่ควรกล่าวแล้ว ทว่ายามนี้ดูเหมือนว่าการถอนหมั้นอย่างสงบนั้นคงเป็นไปไม่ได้ เพียงแค่ต้องค่อย ๆ ไปทีละก้าว เมื่อถึงเวลานั้น นางจะต้องยืนอยู่ฝ่ายตรงข้ามอย่างแน่นอน


            หลายครั้งหลายคราวก็เป็นช่นนี้ ไม่มีผู้ใดดีหรือเลวกว่ากัน เพียงแค่ยืนอยู่คนละฝ่ายเท่านั้นเอง


            “เมล็ดบัวดีต่อร่างกายนัก ข้าจะให้คนไปเก็บมันมาให้เจ้า” ถังซูอี๋กล่าวด้วยรอยยิ้ม


    “ขอบคุณฮูหยิน”


            การพูดคุยระหว่างคนทั้งสองจบลงเพียงเท่านี้


            ถังซูอี๋เดินกลับไปหาอู๋ฮูหยิน โดยมีอู๋จิ้งอวิ๋นก็เดินตามมาด้านหลัง สีหน้าของนางสงบนิ่ง แม้ในใจยังมีเรื่องกังวล เมื่อมาถึงต้นเฟิง ถังซูอี๋ก็พูดคุยกับอู๋ฮูหยินอีกสักพัก จากนั้นนางก็ขอตัวลา พร้อมนัดหมายที่จะไปวัดฉงกวงในอีกสองวันข้างหน้า


            อู๋ฮูหยินออกจากจวนโหวด้วยใจที่เลื่อนลอย ก่อนจะขึ้นรถม้าไปด้วยอารมณ์กังวล เมื่อมาถึงจวนตระกูลอู๋ อู๋ฮูหยินก็มีเรื่องในใจเช่นกัน จึงไม่ได้กล่าวสิ่งใดกับนางมากนัก เพียงให้นางกลับไปยังเรือนของตนเอง


            เมื่อเข้าไปในห้องนอน อู๋จิ้งอวิ๋นก็สั่งให้สาวใช้ออกไปทั้งหมด แล้วนั่งเหม่ออยู่บนม้านั่งเล็ก ๆ ข้างหน้าต่างเพียงลำพัง สมองคิดทบทวนถึงคำพูดของถังซูอี๋ซ้ำไปซ้ำมา


            ถังซูอี๋น่าจะกำลังบอกใบ้ว่า เรื่องที่นางต้องการจะถอนหมั้นกับเซียวอวี้เฉินนั้น เป็นเรื่องที่สามารถนั่งหารือกันได้ด้วยดี ซึ่งหมายความว่าถังซูอี๋ต้องรับรู้บางสิ่งบางอย่างมา ทว่านางจะรู้มาจากที่ใดกัน?


            อู๋จิ้งอวิ๋นนั่งอยู่ตรงนั้นเป็นเวลานาน พลางคิดถึงเรื่องราวมากมายทั้งในชาติก่อนและชาตินี้ หากถังซูอี๋รับรู้บางสิ่งบางอย่าง เช่นนั้นนางก็คงจะกำลังบอกใบ้ว่าให้ลืมเรื่องในชาติก่อน และเรื่องการถอนหมั้นนั้นก็สามารถนั่งหารือกันได้ด้วยดี


            นางย่อมรู้ดีว่าในเมื่อสวรรค์ให้โอกาสได้เกิดใหม่อีกครั้ง นางก็ควรจะรู้คุณค่าและใช้ชีวิตให้ดีที่สุด ทว่าชีวิตก่อนหน้านี้ของนางนั้นทุกข์ยากเหลือเกิน และคนที่เคยทำร้ายนางก็ยังมีชีวิตอยู่อย่างสบาย เช่นนั้นนางจะไม่คิดถึงเรื่องในชาติก่อนได้เช่นไร จะปล่อยวางพันธนาการในชาติก่อนลงได้อย่างไรเล่า?


            ถอนหมั้นอย่างราบรื่นหรือ?


            ด้วยเหตุผลใดกัน?


            ในชาติก่อนเซียวอวี้เฉินได้ทำร้ายนางมากมายเพียงนั้น แล้วจะให้นางปล่อยผ่านไปง่าย ๆ ได้เช่นไร?


            จำต้องมีการถอนหมั้นเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ทว่าเซียวอวี้เฉินในชาตินี้คิดจะได้ภรรยาที่ถูกใจ ได้ใช้ชีวิตอย่างมความสุข เป็นเรื่องที่ไม่อาจเกิดขึ้นได้!


            ยิ่งคิดอู๋จิ้งอวิ๋นก็ยิ่งโกรธ สุดท้ายนางโกรธจนหน้าแดง พลางสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อให้จิตใจสงบ ก่อนจะหันไปมองเงาสะท้อนในกระจก “ครั้งสุดท้าย หากครานี้ไม่อาจผูกอู๋จิ้งชูและเซียวอวี้เฉินไว้ด้วยกันได้ นางก็จะไม่ทำสิ่งใดกับพวกเขาอีกแล้ว”


            นางคิดได้ดีมาก หากเซียวอวี้เฉินแต่งงานกับอู๋จิ้งชู ด้วยนิสัยของ อู๋จิ้งชูแล้ว หลิวปี้ฉินไม่มีทางเข้ามาอยู่ร่วมกันในจวนโหวได้แน่นอน และนางย่อมรู้ดีว่าเซียวอวี้เฉินรักหลิวปี้ฉินมากเพียงไหน แม้ชาตินี้หลิวปี้ฉินจะเข้ามาอยู่ร่วมกันจวนโหวไม่ได้ เซียวอวี้เฉินก็ไม่มีวันลืมนางลง


            อู๋จิ้งชูไม่อาจมีชีวิตที่ดีขึ้นได้เลย หากสามีของนางมีใจให้สตรีอื่น


            และอู๋จิ้งชูจะไม่อดทนเหมือนชาติก่อน หากนางไม่อาจใช้ชีวิตที่ดีได้ นางก็จะไม่ปล่อยให้ผู้อื่นใช้ชีวิตได้ดีเช่นกัน จำต้องมีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นในจวนโหวบ่อยครั้ง ถึงครานั้นก็อย่าหวังว่าจวนโหวจะสงบสุข


            นึกถึผู้ที่เคยทำร้ายนางในชาติก่อน และชาตินี้คนเหล่านั้นก็ไม่อาจมีชีวิตที่ดีได้ อู๋จิ้งอวิ๋นรู้สึกสะใจอยู่ไม่น้อย


            คนเราย่อมเห็นแก่ตัวกันทั้งนั้น โหวฮูหยินอย่าได้โทษที่นางไม่ปล่อยเซียวอวี้เฉิน เพราะในชาติก่อน เซียวอวี้เฉินก็ไม่เคยปล่อยนางไม่ใช่หรือ?


            ...


            ภายในเรือนของอู๋ฮูหยิน อู๋จิ้งชูถามด้วยความกังวล “ท่านแม่ ท่านว่าโหวฮูหยินจะกล่าวสิ่งใดกับอู๋จิ้งอวิ๋นที่ริมสระน้ำ?”


            อู๋ฮูหยินลูบมือธิดาเบา ๆ “ไม่ว่าจะอู๋ฮูหยิน อีกสองวันที่วัดฉงกวง เจ้าเพียงทำตามที่ข้าบอกก็พอ ตราบใดที่ข้าวสารกลายเป็นข้าวสุก จวนโหวจะปฏิเสธได้เช่นไร?”


            อู๋จิ้งชูอายจนหน้าแดง ทว่านางก็ยังกังวลอยู่บ้าง “ท่านแม่ หาก… หากหลังจากเรื่องนี้สำเร็จแล้ว ลูกควรทำเช่นไรหากคุณชายเซียวและโหวฮูหยินดูถูกลูก?”


            อู๋ฮูหยินถอนหายใจ “เรื่องเกิดขึ้นอย่าง… กะทันหัน โหวฮูหยินและคุณชายเซียวคงจะมีบ่นบ้าง แต่ใจคนเป็นเนื้อนุ่มทั้งสิ้น ภายภาคหน้าขอเพียงเจ้ากระทำตััวน่าเอ็นดูต่อหน้าพวกเขา ยามออกเรือน ข้าจะเตรียมสินสอดให้เจ้ามากขึ้นอีกหน่อย เผื่อพวกเขาก็จะยอมรับเจ้าได้”


            อู๋จิ้งชูคลายความกังวลใจลงได้บ้าง “ได้ยินว่าคุณชายเซียวซ่อน หลิวปี้ฉินไว้ จริงหรือไม่?”


            เรื่องที่เซียวอวี้เฉินให้ความช่วยเหลือหลิวปี้ฉิน ธิดาขุนนางกบฏนั้น แม้ตระกูลเหลียงจะไม่มีหลักฐาน ทว่าข่าวบางอย่างก็แพร่งพรายออกมา


            อู๋ฮูหยินไม่กังวลเรื่องหลิวปี้ฉิน “ก็แค่ธิดาขุนนางกบฏ แม้คุณชายเซียวจะซุกซ่อนนางไว้ได้กฌจะเป็นไรเล่า? รอเจ้าแต่งเข้าจวนโหวแล้ว ค่อยจัดการกับนาง เช่นนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายดายหรอกหรือ มีวิธีมากมายที่จะทำให้นางหายไปได้”


            อู๋จิ้งชูวางใจลงได้ทั้งหมดแล้ว นางดึงแขนของมารดามากอด พลางออดอ้อน “ท่านแม่ ท่านช่างดีจริง ๆ”


            อู๋ฮูหยินลูบหลังนางพลางหัวเราะ “แม่ย่อมมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้พวกเจ้าพี่น้องอยู่แล้ว”


    คล้ายกับเรื่อง(จบ)ทะลุมิติไปเป็นแม่ลูกสามผู้มั่งคั่ง By ไหหม่า ที่คุณอ่าน