ก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 113 เกราะเกล็ดทอง

            ภายในถ้ำตอนนี้เสิ่นเสวียนกำลังหนีวนไปรอบๆ

            อีกฝ่ายแสดงพลังขั้นจักรพรรดิระดับกลางออกมาแล้วซึ่งเป็นพลังที่ต่างจากเขามาก ไม่มีทางเทียบเคียงได้เลย

            จุดเด่นเพียงอย่างเดียวก็คือ‘ท่าร่างมายาอัสนีเก้าด่านเคราะห์’ ของตนเองสามารถหลบหลีกพลังโจมตีของอีกฝ่ายได้

            แต่บุรุษกับสตรีสองคนนั้นตามมาแล้วท่าร่างของเสิ่นเสวียนดูเหมือนไม่พอจะรับมือเพียงไม่นานมิติที่สามารถหลบหลีกได้เริ่มโดนอีกฝ่ายปิดกั้นพวกเขาล้อมเสิ่นเสวียนไว้แล้ว

            เสิ่นเสวียนยืนอยู่กลางอากาศเหนือโลงศพสีดำโลงนั้น

            ด้านหลังคือคนชุดดำส่วนด้านหน้าคือบุรุษกับสตรีคู่นั้น

            บนล่าง ซ้าย ขวา ทั้งสี่ด้านโดนอีกฝ่ายควบคุมไว้หมดแล้วแม้จะมีท่าร่างมายาอัสนีเก้าด่านเคราะห์ก็ยังมิอาจหลบหลีกออกไปได้

            “นี่ก็คือไม้ตายที่เจ้าฝังไว้อย่างนั้นหรือ”

            เห็นได้ชัดว่าคนชุดดำประหลาดใจในพลังของเสิ่นเสวียนเล็กน้อย

            หากจะบอกว่าเขายอดเยี่ยมพลังของเขาก็แข็งแกร่งมากจริงๆ แต่ถ้าจะบอกว่าเขาไม่เอาไหน ท่าร่างของเขาที่ใช้นั้นก็แปลกมากสามารถแฝงกายเข้ามาถึงที่นี่ได้โดยที่คนชุดดำไม่รู้แค่นี้ก็เพียงพอที่จะบอกถึงพลังของเสิ่นเสวียนได้แล้ว

            “เคล็ดวิชานี้น่าอัศจรรย์ยิ่งนักหากพลังยุทธ์ก้าวหน้ากว่านี้คงเรียกได้ว่าไร้เทียมทาน”

            เสียงถอนหายใจดังออกมาจากโลงศพสีดำ

            “เจ้าหนุ่มช่วยข้าจัดการพวกเขาที”

            “ใคร? ข้าหรือ”

            เสิ่นเสวียนมองโลงศพสีดำด้านล่างหากให้อีกฝ่ายสังหารเขาคงเป็นเรื่องง่ายกว่า

            “ข้ารู้ว่าเจ้ายังมีไม้ตายที่ยังไม่ได้ใช้อยู่อีกสังหารเขาแล้วข้ารับเจ้าเป็นศิษย์ดีไหม”

            “ตาแก่ลำพังแค่เขานี่น่ะหรือ เจ้าคงไม่ได้เลอะเลือนไปแล้วหรอกใช่ไหม”

            คนชุดดำได้ยินคำของคนในโลงจึงยิ้มเย็นออกมาไม่รู้เลยหรือว่าคำว่าตายสะกดอย่างไร

            “เป็นอย่างไรเจ้าจะตกลงไหม”

            คนในโลงไม่สนใจคนชุดดำเลยแต่กลับถามเสิ่นเสวียนต่อไป

            ตอนนี้เสิ่นเสวียนยังคงยืนอยู่กลางอากาศเขาส่ายหัวพลางยิ้มแห้งๆแม้ตนเองจะใช้ไม้ตายทั้งหมดออกมาก็ไม่มีทางเอาชนะสามคนนั้นได้เลยส่วนเรื่องที่อีกฝ่ายบอกว่าจะรับเขาเป็นศิษย์ เขาไม่ได้สนใจเลยแม้แต่น้อยขอเพียงเขาบำเพ็ญเพียรถึงขั้นหยวนก่อกำเนิดได้เขาก็จะคลายผนึกของผังเมืองซานเหอได้สำเร็จแล้วเขาก็จะเป็นปรมาจารย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกใบนี้

            แต่ในสถานการณ์ตอนนี้การเจรจากับคนชุดดำที่มีเจตจำนงสังหารเช่นนี้ไม่น่าเป็นไปได้มีเพียงต้องเจรจากับคนในโลงศพเท่านั้น หากเขาคิดไม่ผิดคนในโลงจะต้องเป็นผู้เฒ่าจี๋เล่ออย่างแน่นอน

            ผู้ที่เทียบเท่ากับผู้บำเพ็ญเพียรขั้นมหายานในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรคนหนึ่งไม้ตายที่มีไม่ใช่สิ่งที่คนชุดดำจะจินตนาการได้

            หลังจากครุ่นคิดอย่างละเอียดแล้วเขาเลือกร่วมมือกับคนในโลงศพดีกว่า

            “ข้าช่วยท่านได้แต่ข้าสังหารพวกเขาไม่ได้ ท่านยังมีไม้ตายอื่นอีกไหม”

            “ข้ามอบเกราะสงครามชุดนี้ให้เจ้า”

            ทันใดนั้นเศษชิ้นส่วนสีทองมากมายพลันปรากฏขึ้นกลางอากาศ ประกอบลงบนร่างของเสิ่นเสวียนอย่างรวดเร็วทั้งที่แขน หลัง ขา และที่อื่นๆ จนดูเหมือนร่างของเสิ่นเสวียนถูกปกคลุมไปทั้งร่าง

            แสงสีทองเรืองรองออกมาจากร่างด้านบนมีลวดลายสีเขียวปรากฏขึ้น

            “เกราะเกล็ดทอง!”

            เมื่อเห็นเกราะบนร่างของเสิ่นเสวียนคนชุดดำจึงตะโกนออกมาทันทีด้วยแววตาตื่นตะลึง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความละโมบ

            “ดีเหมือนกันวันที่เข้ารับด่านเคราะห์ข้าจะได้ไม่ต้องตามหาอีก”

            เสิ่นเสวียนในตอนนี้กำลังดื่มด่ำอยู่กับเกราะที่สวมอยู่

            เกราะนี้มีระดับเดียวกับศาสตราวิเศษระดับกลางค่อนไปทางระดับสูงในโลกนี้มันคือเกราะที่อยู่ในขั้นปฐพีระดับสูงถึงระดับสูงสุดได้เลยยากมากที่เกราะจะมีพลังถึงระดับขั้นเช่นนี้ได้ เรียกว่าหาได้ยากมากจริงๆมีเกราะนี้อยู่ทำให้พลังป้องกันตัวของเขาเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมอย่างน้อยก็ต่างจากคนชุดดำไม่มากนัก

            ภายในเกราะเกล็ดทองผสมผสานไปด้วยพลังของสองธาตุแบ่งเป็นธาตุทองและธาตุไม้ ธาตุทองเน้นป้องกันและโจมตีส่วนธาตุไม้เน้นป้องกันเป็นหลักเมื่อทั้งสองผสมผสานเข้าด้วยกันทำให้อานุภาพเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ

            “เจ้าช่างยอมเสียสละจริงๆ”

            คนชุดดำมองเกราะเกล็ดทองบนร่างเสิ่นเสวียนพลางถอนหายใจแต่ก็ยังไม่มีอะไรขวางกั้นเขาไม่ให้สังหารเสิ่นเสวียนอยู่ดี

            คนสามคนคิดล้อมสังหารคนคนเดียวไม่ใช่เรื่องยาก

            “จัดการเขา”

            คนชุดดำกล่าวกับบุรุษและสตรีสองคนนั้นทั้งสองคนพยักหน้าแล้วกระโจนเข้าใส่เสิ่นเสวียนทันทีเจตจำนงสังหารวาวโรจน์ขึ้นในแววตาคล้ายว่าหากเสิ่นเสวียนไม่ตายพวกเขาจะไม่หยุดมือ

            ทั้งสองคนกำหมัดแน่นพลังรุนแรงปะทุออกมาจากกำปั้นของพวกเขาผนึกทางหนีของเสิ่นเสวียนเอาไว้โจมตีใส่ใบหน้าและใต้แขนของเสิ่นเสวียนอย่างรุนแรง

            สองคนนี้โจมตีในตำแหน่งที่พวกเขาสองคนคิดว่าดีที่สุดแล้วด้วยพลังของพวกเขาที่โจมตีออกไปพร้อมกันเพียงพอที่จะทำให้เสิ่นเสวียนหมดสิ้นพลังต่อสู้ในทันทีแม้จะมีเกราะก็ป้องกันไม่ได้

            คนชุดดำให้สองคนนั้นโจมตีออกไปก็เพราะหนึ่งเสิ่นเสวียนเพิ่งโดนไล่ล่า พลังยังไม่มั่นคงสองคือแม้เสิ่นเสวียนได้เกราะเกล็ดทองมาแต่ก็ไม่มีเวลาดูดซับและปรับตัวกับพลังของเกราะ หลังจากครุ่นคิดในหลายๆ ด้านแล้วโจมตีตอนนี้คือช่วงเวลาที่ดีที่สุด

            แต่พวกเขาประเมินพลังของเสิ่นเสวียนไว้ต่ำเกินไป

            ขณะที่ทั้งสามคนคิดว่าเสิ่นเสวียนต้องแพ้อย่างแน่นอนคลื่นพลังมิติพลันปรากฏขึ้น ทำให้พลังหมัดของทั้งสองคนเปลี่ยนทิศทางไปและที่โจมตีโดนกลับไม่ใช่เสิ่นเสวียนแต่เป็นพี่ใหญ่เผ่าอนธการและเหลยต้งจากสำนักตี้หยินที่เป็นหุ่นเชิดของเสิ่นเสวียน

            ตุบ! ตุบ!

            เสียงสองเสียงดังขึ้นร่างหุ่นเชิดทั้งสองกระเด็นไปไกล กระแทกเข้ากับผนังในพริบตา

            ร่างของเสิ่นเสวียนเคลื่อนหนีออกไปอย่างเงียบเชียบระหว่างที่หุ่นเชิดโดนโจมตีเมื่อปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งก็ไปอยู่ด้านหลังของอีกฝ่ายแล้ว สามารถหนีออกจากวงล้อมของสามคนนั้นได้

            “ยังมีคนอื่นอีกหรือ”

            คนชุดดำมองหุ่นเชิดทั้งสองคนด้วยความประหลาดใจและเกิดความสงสัยขึ้นอย่างอดไม่ได้

            หากจะบอกว่าเป็นมนุษย์เขากลับสัมผัสไม่พบไอพลังของมนุษย์เลย หากบอกว่าไม่ใช่มนุษย์ แต่ร่างทั้งสองก็ยืนอยู่ตรงหน้าเขาจริงๆ

            “เป็นหุ่นเชิดอย่างนั้นหรือ”

            คนชุดดำเบิกตากว้างมองหุ่นเชิดเหลยต้งราวกับเป็นของล้ำค่าประจำเมือง

            “ดูเหมือนว่าท่านจะมีความรู้อยู่บ้าง”

            เสิ่นเสวียนพยักหน้าพลางกล่าวนี่คือคนแรกของโลกนี้ที่ดูออกว่าเป็นหุ่นเชิดในครั้งแรกที่เห็นไม่ธรรมดาเลยทีเดียว

            “สังหารพวกเขา”

            เสิ่นเสวียนกล่าวกับหุ่นเชิดทั้งสองเหมือนกับที่คนชุดดำออกคำสั่งก่อนหน้านี้

            หุ่นเชิดที่โดนโจมตีเมื่อครู่พลันกระโจนไปตรงหน้าบุรุษกับสตรีสองคนนั้นราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นจากนั้นก็แสดงพลังหมัดโจมตีใส่บุรุษกับสตรีคู่นั้นทันทีโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง

            การต่อสู้เพิ่งเริ่มต้นขึ้นทว่าทั้งสี่คนสองฝ่ายกลับต่อสู้กันอย่างดุเดือด

            ไม่ว่าจะเป็นพี่ใหญ่จากเผ่าอนธการหรือเหลยต้งจากสำนักตี้หยินหลังจากเสิ่นเสวียนช่วยแปลงกายไปแล้วก็ไม่มีไอพลังใดๆ เหมือนกับก่อนหน้านี้อีกและพลังของพวกเขายังเกือบถึงขั้นราชันระดับกลางแล้วด้วย

            ส่วนสองคนที่สู้กับพวกเขาก็มีพลังไม่ธรรมดาเช่นกันน่าจะอยู่ในขั้นราชันระดับกลางเหมือนกัน

            สี่คนนี้โจมตีใส่กันไปมาทำให้เกิดการหยุดชะงักขึ้นครู่หนึ่ง

            พลังของหุ่นเชิดสู้อีกฝ่ายไม่ได้แต่ด้วยร่างกายที่คล้ายจะเป็นอมตะ การจะยืนหยัดให้ได้ในช่วงเวลาหนึ่งยังไม่มีปัญหา

            “ตอนนี้เหลือแค่พวกเราสองคนแล้ว”

            เสิ่นเสวียนมองคนชุดดำพลางกล่าวเสียงเรียบเกราะเกล็ดทองที่มีแสงทองเรืองรองอยู่บนร่างทำให้เขามั่นใจขึ้นกว่าเดิมมากแม้อีกฝ่ายจะมีพลังขั้นจักรพรรดิแต่เขายังพอสู้ได้

            “เจ้าคิดว่าลำพังแค่เจ้าจะขัดขวางข้าได้หรือ”

            คนชุดดำหัวเราะออกมาทันทีหัวเราะที่เสิ่นเสวียนช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเสียเลย

            “ข้าไม่คิดขัดขวางท่านแค่คิดสังหารท่านเท่านั้น”

            เสิ่นเสวียนค่อยๆยกกำปั้นขึ้น

            จากนั้นร่างของเขาพลันเลือนหายไป

    คล้ายกับเรื่องก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ] ที่คุณอ่าน