หลังจากที่ชายชราตาบอดจากไปพร้อมกับหลานของตน เหล่าชาวบ้านที่ยืนมุงกันก่อนหน้านี้ก็สลายตัวกันไปทันที รวมถึงเย่ซวนเองก็ด้วย
'ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ ข้าน่าจะพกเงินมาจากที่บ้านให้มากกว่านี้เห้อออ' เย่ซวนบ่นพึมพำภายในใจ ก่อนที่จะจากหุบเขาจันทรามานั้น เยว่อิงบอกให้เย่ซวนพกเงินไปให้มากหน่อย แต่เย่ซวนปฏิเสธไป แต่พอมาถึงตอนนี้ เขาเริ่มที่จะรู้สึกเสียใจแล้ว แต่เมืองใหญ่ขนาดนี้การหางานคงไม่ใช่เรื่องยาก เย่ซวนเลยเดินรอบๆต่อเผื่อว่าจะโชคดีเจอ คนรับสมัครงานเหมือนครั้งก่อน
ในตอนแรกเย่ซวนคิดที่จะไปจับสัตว์อสูร เพื่อที่จะนำเนื้อและแก่นวิญญาณของอสูรมาขาย เพราะเขาเคยอ่านเจอในนิยายในโลกก่อนส่วนมากตัวเอกก็รวยจากอะไรพวกนี้ แต่เขาก็ต้องพบกับความจริงที่ว่าสัตว์อสูรนั้นไม่ได้ที่อยู่ทั่วไป ถึงจะมีแต่มันก็เป็นเพียงสัตว์อสูรก็เป็นพวกสัตว์อสูรทั่วไปเท่านั้น ภายในตัวของสัตว์อสูรพวกนี้จะไม่มีแก่นวิญญาณ
อีกอย่างคือเขาเพิ่งออกมาจากป่าม่วงคราม ทำให้เย่ซวนไม่อยากที่จะออกไปไหนในช่วงนี้ อย่างน้อยในความคิดของเย่ซวนตอนนี้ก็เป็นแบบนี้ จะให้ไปใช้ชีวิตอยู่แต่ในป่าคงไม่ไหว
...
หลังจากสองพี่น้อง เจี้ยนกั๋วและเจี้ยนหนิงจากไปแล้ว พวกเขาทั้งสองก็มุ่งหน้ากลับสำนักพิสุทธิ์วารีทันที
"ศิษย์พี่ใหญ่ / ศิษย์พี่หญิง " ศิษย์ที่ทำหน้าเฝ้าประตูทักทาย เจี้ยนกั๋วและเจี้ยนหนิง ด้วยความเคารพ ต่อให้ทั้งสองจะเป็นบุตรของเจ้าสำนักพิสุทธิ์วารีก็ตาม แต่พวกเขาทั้ง 2 ก็ไม่ได้มีสิทธิ์พิเศษอะไรมากมาย ชื่อเสียงและสิ่งต่างๆ พวกเขาต้องใช้สองมือของตนเองแย่งชิงมา ทำให้พวกเขาทั้ง 2 ได้รับความเคารพจากลูกศิษย์คนอื่นๆ และด้วยนิสัยของพวกเขาที่ไม่ดูถูกใครก่อนทำให้เป็นที่ชื่นชอบของเหล่าศิษย์ที่เข้ามาใหม่
"อืม" เจี้ยนกั๋วพยักหน้า ก่อนที่จะรีบเดินเข้าไปด้วยสีหน้าจริงจัง เจี้ยนหนิงเองก็เช่นกันนางยิ้มรับเล็กน้อยก่อนที่จะเดินตามเจี้ยนกั๋วไป
สีหน้าของเจี้ยนกั๋วทำให้ศิษย์ที่พบเห็นเขารู้สึกแปลกใจ
"เจ้าว่าทำไมศิษย์พี่ใหญ่ถึงได้ขมวดคิ้วแบบนั้น" นี้คือคำถามที่เหล่าศิษย์ของสำนักพิสุทธิ์วารี ถามคนที่อยู่ด้านข้างของตน แต่พวกเขาก็หาคำตอบไม่ได้ จนเวลาล่วงเลยไปสักพักพวกเขาถึงได้รู้คำทำนายของเฒ่าตาบอด ว่าสำนักของพวกเขาจะไม่ใช่ที่หนึ่งในการประลองอีกต่อไป และยิ่งเมื่อรู้ว่าสำนักไหนจะได้ที่ 1 ในการประลองพวกเขาก็ยิ่งตกใจ
"ผู้อาวุโสห่าวอี้" เจี้ยนกั๋วและเจี้ยนหนิง คารวะ 1 ใน 3 ผู้อาวุโสของสำนักพิสุทธิ์วารี
"โอ้ ทำไมคิ้วของเจ้าถึงได้ขมวดเป็นปมแบบนั้นล่ะ" ห่าวอี้ยิ้มทักทายด้วยความเป็นมิตร ก่อนที่จะถามเจี้ยนกั๋ว
"มีเรื่องที่ทำให้คิดมากนิดหน่อยขอรับ" เจี้ยนกั๋วตอบ
"ท่านปู่ห่าวอี้เห็นท่านพ่อหรือไม่" เจี้ยนหนิงถามด้วยรอยยิ้ม ที่นางเรียกห่าวอี้ด้วยความสนิทแบบนี้ก็เพราะว่าหลานสาวของห่าวอี้นั้น เป็นเพื่อนสนิทของนาง
"ทำไมเจ้าถึงไม่เรียกผู้อาวุโส" เจี้ยนกั๋วตำหนิเล็กน้อย ถึงแม้นางจะสนิทกับหลานสาวของผู้อาวุโสห่าวอี้ก็ตาม แต่เขามองว่าเรียกแบบนั้นภายในสำนักมันดูสนิทสนมเกินไป
"เอาละๆ อย่าสนใจเรื่องพวกนี้เลย" ห่าวอี้โบกมือไปมา "พวกเจ้าถามหาเจ้าสำนักด้วยเรื่องใดหรือ"
ก่อนที่เจี้ยนกั๋วจะอธิบายคร่าวๆ ให้ห่าวอี้ฟังระหว่างที่เดินไปยังให้ทำงานของประมุขสำนักพิสุทธิ์วารี ใช้เวลาไม่นานพวกเขาก็มาถึง ภายในห้องเห็นชายวัยกลางคนที่มีหน้าตาไม่ต่างจากเจี้ยนกั๋วเท่าใดนัก เจี้ยนกั๋วและเจี้ยนคัง ใครเห็นก็ต้องเดาออกทันทีว่าพวกเขาคือพ่อลูกกัน
"ท่านห่าวอี้ทำไมถึงได้กลับมาพร้อมเจ้า 2 คนนี้ได้" เจี้ยนคังถามขึ้นด้วยความแปลกใจ เพราะว่าห่าวอี้เพิ่งจะเดินออกไปจากห้องทำงานของเขาได้ไม่นาน
"ข้าตามมาฟังเรื่องสนุกจากเด็กน้อย 2 คนนี้น่ะสิ" ห่าวอี้ยิ้ม
"คารวะท่านพ่อ" เจี้ยนกั๋วและเจี้ยนหนิง คารวะพร้อมกันก่อนที่เจี้ยนหนิงจะเดินไปหาเจี้ยนคังและนวดไหล่ให้กับเขา ถ้าอยู่ต่อหน้าคนอื่นนางจะไม่ทำท่าทางสนิทสนมกับเจี้ยนคังแบบนี้แน่นอน
"ฮ่าๆ เกิดอะไรขึ้นกับเจ้ากัน" เจี้ยนคังแปลกใจ ก่อนที่จะหันไปบอกให้ ห่าวอี้กับเจี้ยนกั๋วนั่งลงที่เก้าอี้ด้านข้าง
"แล้วพวกเจ้ามาหาข้าด้วยเรื่องอะไรกัน"
"เรื่องนั้นท่านพี่จะเป็นคนเล่า" เจี้ยนหนิงชี้ไปที่เจี้ยนกั๋ว
"เกิดอะไรขึ้น ?" เจี้ยนคังหันไปถามบุตรชายของตน ที่มองทีไรก็ทำให้เขานึกถึงตนเองตอนสมัยหนุ่มๆไม่ได้
"เมื่อสักครู่.." เจี้ยนกั๋วเริ่มเล่าเรื่องราวตั้งแต่ต้นให้กับเจี้ยนคังฟังโดยที่ไม่ขาดตกบกพร่องสักอย่างเดียว ทั้งรูปร่าง หน้าตา และ คำพูดต่างๆ ของชายชราตาบอด
"บุตรมังกรหรือ ?" เจี้ยนคังขมวดคิ้ว ในตอนแรกที่เขาฟังเขาก็รู้สึกดีใจที่ภรรยาที่เขารักที่สุดมีหนทางรักษา แต่เมื่อฟังจนจบเขาก็เริ่มรู้สึกถึงปัญหา
"ท่านห่าวอี้รู้จักบุตรมังกรหรือไม่" เจี้ยนคังหันไปถาม
"ข้าก็เพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก" ห่าวอี้ส่ายหน้า
"หรือว่าบุตรมังกรคือคนที่จะได้ที่ 1 ของการประลองในครั้งนี้" ห่าวอี้พูดออกมา
เมื่อ 3 พ่อลูกได้ยิน ดวงตาของพวกเขาก็เป็นประกายขึ้นด้วยความหวัง
"อาจจะใช่" เจี้ยนคังพยักหน้า เจี้ยนกั๋วเองก็คิดตาม
ยกเว้นเจี้ยนหนิง ตอนแรกที่นางได้ยินคำพูดของห่าวอี้ นางเองก็คิดว่าค แต่พอมาคิดดูอีกทีมันจะง่ายขนาดนั้นเลยหรือ ? ความสงสัยนี้นางไม่ได้พูดออกมา
"เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเขาคือบุตรมังกร" เจี้ยนคังหันไปถามเจี้ยนกั๋ว
เจี้ยนกั๋วกับเจี้ยนหนิง มองหน้ากัน พวกเขาเองก็ลืมถามคำถามสำคัญแบบนี้ไปซะสนิท
"พวกข้าไม่ได้ถาม" เจี้ยนหนิงพูดก่อนที่จะอธิบายว่าหลังจากที่ชายชรากระอักเลือดออกมาแล้ว พวกเขา 2 พี่น้องเลยไม่อยากลบกวน
"เรื่องสำคัญแบบนี้พวกเจ้าไม่ได้ถามเข้าได้อย่างไร" เจี้ยนคังมองทั้ง 2 ด้วยความแปลกใจ
"พวกเจ้ารีบกลับไปสอบถามเขาเถอะ เผื่อจะได้อะไรกลับมาบ้าง" เจี้ยนคังสั่ง
"ขอรับ / เจ้าค่ะ" ทั้งสองพยักหน้าก่อนที่จะรีบเดินออกไป
หลังจากที่ทั้ง 2 จากไป ห่าวอี้ก็อยู่ปรึกษาเรื่องการประลองของ 4 สำนักต่อ
"ท่านว่าคำทำนายนั่นจะเป็นจริงหรือเปล่า" เจี้ยนคังสอบถาม
"ไม่รู้สิ แต่ที่สายข่าวบอกมา บุตรชายคนโตของสำนักคุ้มภัยหลี่เฉียงกลับมาแล้ว" ห่าวอี้พูด
ก่อนที่ทั้งสองจะพูดคุยกันต่ออีกสักพัก ห่าวอี้จึงขอตัวจากไป
...
ย้อนกลับมาที่เย่ซวน ที่ตอนนี้กำลังเดินดูนั้นดูนี้ไปเรื่อยพร้อมกับมองหาป้ายรับสมัครงาน แต่ครั้งนี้เหมือนจะไม่โชคดีเหมือนครั้งก่อน
'จะหาเงินจากไหนดี' เย่ซวนเดินคิดไปเรื่อย
'เอ๊ะ' เย่ซวนมองเห็นชายชราคนหนึ่ง ที่หน้าตาคล้ายกับขอทานชราที่เขาเคยเลี้ยงบะหมี่เมื่อครั้งก่อน ตอนนี้เขากำลังนั่งกินบะหมี่กับชายวัยกลางคนอยู่ เมื่อเย่ซวนเดินเข้าไปใกล้ทั้งสองที่คุยกันอยู่ก็หยุดพูดและหันมามองทางเย่ซวนทันที
"เป็นท่านจริงๆด้วย" เย่ซวนกล่าวทักทายชายชรา
"ฮ่าๆ พ่อหนุ่มนั้นเอง" ชายชราขอทานยิ้ม
"คนนี้คือ" เย่ซวนมองไปทางฝั่งตรงข้ามของชายชรา
"ข้าคือ.." ชายวัยกลางคนกำลังจะตอบคำถามเย่ซวน แต่ก็ถูกชายชราขอทานพูดขัดซะก่อน
"เขาก็เหมือนกับเจ้า" ชายชราหัวเราะพร้อมกับชี้ไปที่ถ้วยบะหมี่
เย่ซวนพยักหน้าเข้าใจ ก่อนที่จะนั่งลงข้างๆขอทานชรา
"ท่านเลี้ยงข้าด้วยได้หรือไม่" เย่ซวนหันไปถามชายวัยกลางคน
ชายคนนั้นมองเย่ซวนด้วยสายตางงๆ ก่อนที่จะหันไปมองชายชรา ชายชราพยักหน้าให้กับเขาขณะที่เย่ซวนไม่ได้สังเกต เมื่อได้รับคำสั่งจากชายชรา ชายวัยกลางคนก็พยักหน้าและหันไปตะโกนสั่งบะหมี่ให้กับเย่ซวนหนึ่งชาม
"ขอบคุณท่านมาก" เย่ซวนหันไปขอบคุณ หลังจากที่เย่ซวนมานั่งอยู่ตรงนี้การสนทนาของทั้งคู่ก็หยุดลง
"ทำไมเจ้าถึงได้มาทำตัวเป็นขอทานอยู่แถวนี้กัน" ชายชราพูดพร้อมกับรอยยิ้ม
"ฮ่าๆ ก็ทั้งเนื้อทั้งตัวข้าไม่เหลือเงินสักอีแปะเดียวเลยน่ะสิ"
"จริงหรือ ?" ชายชราสงสัย
"จริงสิ ตอนนี้ข้าจนกว่าขอทานชราอย่างท่านเสียอีก" เย่ซวนพยักหน้าพร้อมกับทำน้ำเสียงหดหู่
"เจ้าเรียกใคร.." ชายวัยกลางกำลังจะพูดว่า 'เจ้าเรียกใครว่าขอทานกัน' พร้อมกับน้ำเสียงที่ดุดัน แต่ก็ถูกสายตาของชายชราห้ามเอาไว้
เย่ซวนเงยหน้าขึ้นมองชายวัยกลางคนตรงหน้า เมื่อเห็นว่าเขากำลังจะพูดอะไรแต่หยุดไปซะก่อน
"ท่านกำลังจะพูดว่าอะไรนะ ?"
"ข้าฟังไม่ค่อยถนัด"
"เอ่ออ เจ้าเรียกว่าอะไรนะ หมายถึงชื่อของเจ้านะ" ชายวัยกลางคนเปลี่ยนมาเป็นถามชื่อของเย่ซวน
"ชื่อของข้าน่ะเหรอ ? ข้ามีชื่อว่าเย่ซวน" เย่ซวนแนะนำตนเองแค่นั้นและก้มหน้ากินบะหมี่ในชามต่อ
ระหว่างนั้นทั้ง 3 ไม่ได้พูดคุยอะไรต่อ หลังจากที่เย่ซวนกินบะหมี่ในชามจนหมด เย่ซวนก็ขอบคุณชายวัยกลางคนที่เลี้ยงและเดินจากไป โดยที่ไม่มีใครรั้งเอาไว้ หลังจากที่ทั้ง 2 เห็นเย่ซวนเดินจากไปไกลแล้วนั้นชายวัยกลางคนเลยสอบถามชายชราเกี่ยวกับเย่ซวน
"นายท่านรู้จักเขาหรือ" ชายวัยกลางคนพูดด้วยน้ำเสียงเคารพ
"เขาเคยเลี้ยงบะหมี่ข้านะ"
"แต่ข้าเองก็รู้จักชื่อของเขาพร้อมกับเจ้า"
"เขารู้ตัวตนของนายท่านหรือไม่ ?" ชายวัยกลางคนสงสัย
"ข้าปกปิดตัวตนมาตลอดเขาจะรู้ได้อย่างไร เจ้าดูสิขนาดชาวเมืองที่เดินผ่านไปผ่านมา ก็ไม่มีใครจำข้าได้ หรือบางทีพวกเขาอาจจะหลงลืมไปแล้วว่าข้ายังมีชีวิตอยู่ ฮ่าๆ" ชายชราพูดพร้อมกับหัวเราะออกมา ก่อนที่ทั้งสองจะพูดคุยเรื่องสำคัญกันต่อ
...
ขอบคุณสำหรับการติดตามครับ
เพื่อนๆ คิดว่าชายชราคนนี้คือใคร ?
เสียเวลาวางเนื้อเรื่องเยอะไปหน่อยครับ เดี๋ยว เสาร์-อาทิตย์ จะมีอีก 1 ตอนนะครับ